Investment KnowlEDGE
เมื่อไหร่ควรปรับพอร์ตการลงทุน
- 08 Dec 22
- 5,479

เป้าหมายหลักในการลงทุนสำหรับหลายๆ คนคือผลตอบแทน แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันเลยคือสมดุลของพอร์ตการลงทุน เพราะตั้งแต่แรกเริ่มลงทุน ผู้ลงทุนจะต้องตัดสินใจกำหนดผลตอบแทนให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่รับได้ของแต่ละคน
เมื่อเวลาผ่านไป สัดส่วนการลงทุนของพอร์ตอาจผิดเพี้ยนไปจากสัดส่วนตั้งต้น สินทรัพย์ที่เติบโตเร็วจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากกว่าสินทรัพย์ตัวอื่นๆ ทำให้สัดส่วนการลงทุนโดยรวมของพอร์ตเปลี่ยนไป ความเสี่ยงของพอร์ตก็จะมากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นการปรับสมดุลพอร์ตการลงทุน หรือ Portfolio Rebalancing จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการลงทุน
การปรับสมดุลพอร์ตการลงทุน เป็นการปรับสัดส่วนสินทรัพย์ให้กลับมาอยู่ในสัดส่วนที่เราตั้งใจไว้แต่แรก เพื่อให้พอร์ตการลงทุนสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างสม่ำเสมอ บนระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมกับผู้ลงทุนแต่ละคน
ทำไมต้องปรับพอร์ตการลงทุน
นอกจากจะเป็นการควบคุมความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนไม่ให้สูงเกินกว่าที่นักลงทุนจะรับได้แล้ว ในกรณีที่ตลาดหุ้นพุ่งขึ้นสูงไประยะเวลานานพอสมควร การปรับสมดุลพอร์ตจะเป็นการขายทำกำไรจากมูลค่าหุ้นที่สูงขึ้น และป้องกันการสูญเสียกำไรส่วนนี้ หากเกิดการปรับฐานรุนแรงในภายหลัง
ส่วนในกรณีที่นักลงทุนไม่มีการปรับพอร์ตใดๆ หากโชคดีที่หุ้นยังขึ้นต่อ สัดส่วนของหุ้นในพอร์ตก็จะยิ่งโตขึ้นเรื่อยๆ แต่หากสถานการณ์เลวร้ายหุ้นตกอย่างแรง พอร์ตการลงทุนที่มีสัดส่วนหุ้นอยู่มาก ก็จะได้รับความเสียหายอย่างมากเช่นกัน
4 แนวทางในการกำหนดว่าเมื่อไหร่ควรปรับพอร์ตการลงทุน
1. กำหนดตามระยะเวลา
แนวทางนี้เป็นการกำหนดว่าเราควรจะปรับพอร์ตถี่แค่ไหน โดยไม่ได้พิจารณาสัดส่วนสินทรัพย์ที่เบี่ยงเบนไปจากเดิม ซึ่งจะเป็นการกำหนดไปเลยว่าควรจะปรับพอร์ตทุกไตรมาส ทุกครึ่งปี หรือทุก 1 ปี เป็นต้น
สิ่งที่ต้องพิจารณาเพิ่มว่าควรปรับพอร์ตถี่แค่ไหนจะขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยได้แก่
- ความเสี่ยงที่รับได้: หากรับความเสี่ยงได้มาก ก็สามารถกำหนดระยะเวลาที่ยาวขึ้นได้
- ความสัมพันธ์ของสินทรัพย์แต่ละตัวในพอร์ต: หากสินทรัพย์มีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกัน แปลว่าสินทรัพย์จะเติบโตไปพร้อมๆ กันทำให้สัดส่วนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมช้ากว่า จึงสามารถกำหนดระยะเวลาที่ยาวขึ้นได้
- ต้นทุนการปรับพอร์ต: ยิ่งค่าธรรมเนียมสูง การปรับสัดส่วนที่ถี่ขึ้นก็จะเกิดต้นทุนที่มากขึ้นและทำให้ผลตอบแทนโดยรวมลดลง
2. สัดส่วนของพอร์ตการลงทุนที่เบี่ยงเบนออกจากสัดส่วนที่ตั้งใจไว้
แนวทางนี้เป็นการกำหนดว่าเราควรปรับพอร์ตเมื่อสัดส่วนสินทรัพย์เบี่ยงเบนจากเดิมเท่าไร โดยไม่ได้สนใจว่าความถี่จะบ่อยแค่ไหน เช่น กำหนดว่าจะปรับพอร์ตเมื่อสัดส่วนของสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งเบี่ยงเบนออกจากสัดส่วนที่ตั้งใจไว้เกิน 5% หรือ 10% เป็นต้น
การกำหนดแบบนี้ ผู้ลงทุนจะต้องคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของพอร์ตอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่สินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งมีความผันผวนมากเป็นพิเศษ เพราะมีโอกาสที่สัดส่วนจะเบี่ยงเบนเกินค่าที่กำหนดไว้ได้ง่าย
3. ระดับความเสี่ยงที่รับได้เปลี่ยนไป
ด้วยระยะเวลาที่ผ่านไปอาจมีปัจจัยต่างๆ มากระทบต่อผู้ลงทุนได้ เช่น อายุที่เพิ่มมากขึ้น หรือมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่มากระทบกับแผนการในชีวิต ซึ่งทำให้รับความเสี่ยงได้น้อยลง เราอาจต้องปรับน้ำหนักของสินทรัพย์เสี่ยงให้ลดลงจากเดิมที่ตั้งใจไว้
โดยแนวทางนี้ไม่มีการกำหนดระยะเวลาหรือกรอบตัวเลขที่ชัดเจน แต่ผู้ลงทุนจะต้องวิเคราะห์สถานการณ์ของตัวเองเพื่อตัดสินใจว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะปรับสัดส่วนการลงทุน
4. สถานการณ์ของตลาดที่เปลี่ยนไป
อีกหนึ่งแนวทางในการปรับพอร์ตการลงทุนเป็นการประเมินตามสถานการณ์ของตลาด เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไรในช่วงตลาดขาขึ้น หรือช่วยลดความเสี่ยงในช่วงตลาดขาลง โดยหากวิเคราะห์แล้วว่าตลาดเป็นขาขึ้นก็อาจปรับเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงให้สูงขึ้น เพื่อสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่มากขึ้น แต่หากคิดว่าตลาดกำลังเข้าสู่ขาลงก็ควรปรับลดสัดส่วนของสินทรัพย์เสี่ยงลงและไปเพิ่มสัดส่วนของสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าแทน
อย่างไรก็ตามแนวทางนี้ไม่ได้เหมาะกับทุกคน ต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์ในการประเมินสถานการณ์ตลาด เพราะหากประเมินผิดพลาดอาจส่งผลเสียต่อพอร์ตการลงทุนอย่างมาก