Money Matter

Bank Statement คืออะไร? เอกสารที่คนกู้เงินต้องเตรียมให้พร้อม

  • 11 May 26
  • 588
หากคุณกำลังวางแผนขอสินเชื่อกับธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ หรือสินเชื่อส่วนบุคคล Bank Statement หรือ สเตตเมนต์ คือหนึ่งในเอกสารที่แทบทุกธนาคารจะขอเป็นอันดับแรก เพราะรายการเดินบัญชีเหล่านี้คือสิ่งที่ธนาคารใช้ดูภาพรวมทางการเงินของคุณได้ชัดเจนที่สุด

แต่หลายคนยังมีคำถามค้างอยู่ในใจ ไม่ว่าจะเป็นว่า Bank Statement คืออะไรกันแน่ ต้องเตรียมย้อนหลังกี่เดือน ขอได้จากช่องทางไหน หรือควรเดินบัญชีอย่างไรให้ผ่านการอนุมัติได้ง่ายขึ้น บทความนี้รวบรวมทุกคำตอบไว้ครบถ้วน ตั้งแต่ความหมาย ความสำคัญ ไปจนถึงเทคนิคการเตรียมเอกสาร เพื่อเพิ่มโอกาสได้รับอนุมัติวงเงินตามที่ต้องการ

Bank Statement (สเตตเมนต์) คืออะไร? หมายถึงอะไร?

Bank Statement (สเตตเมนต์) คือเอกสารแสดงรายการเดินบัญชีที่บันทึกความเคลื่อนไหวทางการเงินทั้งหมดในช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นรายรับ รายจ่าย ยอดเงินคงเหลือ และธุรกรรมต่าง ๆ โดยสามารถขอข้อมูลย้อนหลังได้ตั้งแต่ 3 เดือน 6 เดือน 12 เดือน หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การใช้งานของแต่ละบุคคล เช่น การตรวจสอบบัญชี การยื่นภาษี หรือการประกอบคำขอสินเชื่อกับธนาคาร

ข้อมูลสำคัญที่แสดงใน Statement มีอะไรบ้าง?

หลายคนอาจคิดว่า Statement แค่บอกยอดเงินในบัญชี แต่จริง ๆ แล้วเอกสารนี้มีข้อมูลละเอียดกว่านั้นมาก ลองมาดูกันว่าแต่ละส่วนบอกอะไรเราบ้าง

1. ชื่อและเลขที่บัญชี /ประเภทบัญชี

ข้อมูลส่วนแรกที่ปรากฏใน Statement คือชื่อเจ้าของบัญชี หมายเลขบัญชี และประเภทบัญชี เช่น บัญชีออมทรัพย์หรือบัญชีกระแสรายวัน แม้จะดูเป็นข้อมูลพื้นฐาน แต่ถือเป็นส่วนสำคัญที่ธนาคารและสถาบันการเงินใช้ยืนยันความเป็นเจ้าของเอกสาร หากข้อมูลในส่วนนี้ไม่สอดคล้องกับเอกสารประกอบอื่นที่ยื่นมาพร้อมกัน อาจส่งผลให้กระบวนการพิจารณาสินเชื่อล่าช้าหรือถูกปฏิเสธได้

2. ที่อยู่เจ้าของบัญชี

นอกจากชื่อและเลขที่บัญชีแล้ว Statement ยังแสดงที่อยู่ของเจ้าของบัญชีตามที่ลงทะเบียนไว้กับธนาคารด้วย ข้อมูลส่วนนี้ต้องสอดคล้องกับบัตรประชาชนหรือเอกสารแสดงตัวตน เนื่องจากสถาบันการเงินจะใช้ตรวจสอบความถูกต้องของผู้ยื่นเอกสาร

3. ช่วงเวลาของ Statement

ทุก Statement จะระบุช่วงเวลาที่ชัดเจนว่าเอกสารฉบับนั้นครอบคลุมตั้งแต่วันที่เท่าไหร่ถึงเท่าไหร่ ซึ่งระยะเวลาที่ต้องเตรียมจะแตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์การใช้งาน เช่น การขอสินเชื่อบ้านหรือสินเชื่อธุรกิจมักต้องใช้ย้อนหลัง 12 เดือนขึ้นไป สินเชื่อรถยนต์หรือสินเชื่อส่วนบุคคลใช้ย้อนหลัง 6 เดือน ส่วนการขอวีซ่าท่องเที่ยวหรือวีซ่าทำงานส่วนใหญ่ต้องการย้อนหลัง 3–6 เดือน เป็นต้น

4. รายการเคลื่อนไหว

รายการเคลื่อนไหวถือเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดใน Statement เพราะบันทึกธุรกรรมทางการเงินทุกรายการที่เกิดขึ้นในบัญชีตลอดช่วงเวลาที่กำหนด ประกอบด้วย วันที่และเวลาที่เกิดธุรกรรม รายละเอียดของธุรกรรมนั้น ๆ ว่าเป็นการฝากเงิน ถอนเงิน โอนเงิน ชำระค่าสินค้าและบริการ หรือหักค่าธรรมเนียมต่าง ๆ รวมถึงยอดเงินเข้า (Credit) และยอดเงินออก (Debit) ในแต่ละรายการ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมทางการเงินได้อย่างชัดเจน

5. ยอดคงเหลือ (Balance) ในแต่ละรายการ

ยอดคงเหลือหรือ Balance คือตัวเลขที่แสดงให้เห็นว่าหลังจากเกิดธุรกรรมแต่ละครั้ง บัญชีของเรามีเงินเหลืออยู่เท่าไหร่ โดยจะอัปเดตทุกครั้งที่มีเงินเข้าหรือเงินออก ทำให้สามารถติดตามสถานะทางการเงินได้แบบรายการต่อรายการ

6. สาขาธนาคาร / ช่องทางธุรกรรม

ข้อมูลส่วนนี้จะระบุว่าธุรกรรมแต่ละรายการเกิดขึ้นที่ไหนและผ่านช่องทางใด เช่น สาขาธนาคาร ตู้ ATM แอปพลิเคชันธนาคารบนมือถือ อินเทอร์เน็ตแบงกิ้ง หรือการชำระเงินผ่านระบบพร้อมเพย์

Statement ใช้ทำอะไรได้บ้าง? 6 ประโยชน์สำคัญที่ต้องรู้

หลายคนรู้จัก Statement แค่ในฐานะเอกสารที่ธนาคารขอตอนยื่นกู้ แต่จริง ๆ แล้ว Statement มีประโยชน์มากกว่านั้นในชีวิตประจำวัน ลองมาดูกันว่าเอกสารชิ้นนี้นำไปใช้ได้ในสถานการณ์ไหนบ้าง

1. ขอสินเชื่อ

การขอสินเชื่อถือเป็นการใช้งาน Statement ที่พบบ่อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ หรือสินเชื่อส่วนบุคคล ธนาคารและสถาบันการเงินจะขอ Statement ย้อนหลังเป็นหนึ่งในเอกสารหลักเสมอ เพราะรายการเดินบัญชีคือสิ่งที่บอกได้ดีที่สุดว่าผู้ขอสินเชื่อมีรายได้สม่ำเสมอหรือไม่ มีวินัยในการใช้จ่ายอย่างไร และมีความสามารถในการชำระหนี้คืนได้จริงหรือเปล่า

2. สมัครบัตรเครดิต

Statement สามารถใช้เป็นเอกสารสำคัญประกอบการสมัครบัตรเครดิต โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีสลิปเงินเดือน เช่น ผู้ประกอบการอิสระ ฟรีแลนซ์ หรือเจ้าของธุรกิจ ที่ต้องใช้ Statement แทนเพื่อแสดงให้เห็นว่ามีรายได้เข้าบัญชีสม่ำเสมอและเพียงพอต่อการชำระยอดบัตรเครดิต ธนาคารจะพิจารณาจากยอดเงินเข้าเฉลี่ยต่อเดือน ความสม่ำเสมอของรายได้ และยอดคงเหลือในบัญชี เพื่อกำหนดวงเงินบัตรเครดิตที่เหมาะสม

3. ขอวีซ่า /เรียนต่อต่างประเทศ

Statement คือหนึ่งในเอกสารที่สถานทูตและสถาบันการศึกษาต่างประเทศมักกำหนดให้แนบมาด้วยเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการขอวีซ่าท่องเที่ยว วีซ่าทำงาน หรือวีซ่านักเรียน เพราะเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าผู้ยื่นมีฐานะทางการเงินเพียงพอสำหรับการเดินทางและการใช้ชีวิตในต่างประเทศ

4. ตรวจสอบรายรับ-รายจ่ายส่วนตัว

ประโยชน์ของรายการเดินบัญชี คือไม่ได้จำกัดแค่การยื่นเอกสารราชการหรือขอสินเชื่อเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือที่ดีมากสำหรับการบริหารการเงินส่วนตัวด้วย เพราะบันทึกทุกธุรกรรมที่เกิดขึ้นในบัญชีไว้อย่างครบถ้วน ทำให้เห็นภาพรวมได้ชัดว่าในแต่ละเดือนมีเงินเข้าจากแหล่งไหนบ้าง และใช้จ่ายไปกับอะไร

5. ยื่นภาษี

นอกจากนี้ยังสามารถใช้ประกอบการยื่นภาษีเงินได้ โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีสลิปเงินเดือน เพราะสามารถใช้แสดงแหล่งที่มาของรายได้และยืนยันยอดเงินที่ได้รับตลอดทั้งปีได้อย่างชัดเจน ซึ่งช่วยให้สรรพากรสามารถตรวจสอบความถูกต้องของรายได้ที่แจ้งไว้ได้ง่ายขึ้นด้วย

6. ทำสัญญาเช่าบ้าน/ คอนโด

เจ้าของบ้านหรือคอนโดอาจขอรายการเดินบัญชีประกอบการพิจารณาผู้เช่ามากขึ้น โดยเฉพาะการเช่าระยะยาวหรือสัญญาที่มีมูลค่าสูง เพื่อยืนยันว่าผู้เช่ามีรายได้สม่ำเสมอและมีความสามารถในการชำระค่าเช่าได้ตลอดสัญญา โดยทั่วไปมักขอย้อนหลัง 3–6 เดือน เพื่อดูภาพรวมทางการเงินเบื้องต้นก่อนตัดสินใจ

Statement vs สลิปเงินเดือน vs หนังสือรับรองเงินเดือน ต่างกันอย่างไร?

เอกสารทางการเงินทั้งสามประเภทนี้มักถูกนำมาใช้ในสถานการณ์ที่คล้ายกัน จนหลายคนเกิดความสับสนว่าแต่ละอย่างคืออะไร และควรใช้อันไหนในโอกาสใด ตารางด้านล่างนี้จะช่วยให้เห็นความแตกต่างได้ชัดเจนขึ้น

หัวข้อเปรียบเทียบ รายการเดินบัญชี
(Statement)
สลิปเงินเดือน
(Pay-Slip)
หนังสือรับรองเงินเดือน
(Salary-Certificate)
ผู้ออกเอกสาร ธนาคาร นายจ้าง / ฝ่ายบุคคล นายจ้าง / ฝ่ายบุคคล
ข้อมูลที่แสดง รายการเงินเข้า–ออก, วันที่ทำรายการ, ยอดคงเหลือ, เลขที่บัญชี เงินเดือนประจำ, รายได้อื่น, หักภาษี, หักประกันสังคม ระบุตำแหน่งงาน, อายุงาน, เงินเดือนปัจจุบัน
ระยะเวลาครอบคลุม ช่วงเวลาที่กำหนด เช่น ย้อนหลัง 3–6-12 เดือน รายเดือน (ของเดือนนั้น ๆ) ณ วันที่ออกเอกสาร (ข้อมูลปัจจุบัน)
ความถี่ในการออก ขอได้ตามต้องการ (รายเดือน/ย้อนหลัง) ออกทุกเดือน ขอเป็นครั้งคราวตามความจำเป็น
ใช้ประกอบอะไร ขอสินเชื่อ, สมัครบัตรเครดิต, ขอวีซ่า, ตรวจสอบการเงิน ยืนยันรายได้ประจำ ยืนยันสถานะการทำงานและรายได้อย่างเป็นทางการ
เหมาะกับใคร พนักงานประจำ, ฟรีแลนซ์, เจ้าของกิจการ พนักงานประจำ พนักงานประจำ
วิธีขอ ขอผ่านสาขาธนาคาร, โมบายแบงก์กิ้ง, Internet Banking ขอผ่านนายจ้างหรือดาวน์โหลดจากระบบของบริษัท ยื่นคำขอกับฝ่ายบุคคลของบริษัท
ค่าธรรมเนียม บางธนาคารอาจมีค่าธรรมเนียม (กรณีขอฉบับรับรอง/ย้อนหลังหลายเดือน) โดยทั่วไปไม่มีค่าใช้จ่าย โดยทั่วไปไม่มีค่าใช้จ่าย

ธนาคารดูอะไรใน Statement เวลาพิจารณาสินเชื่อ?

หลายคนอาจไม่รู้ว่า Statement ที่ยื่นไปนั้นส่งผลต่อการพิจารณาสินเชื่อมากกว่าที่คิด เพราะธนาคารไม่ได้ดูแค่ว่ามีเงินในบัญชีหรือเปล่า แต่ยังดูพฤติกรรมทางการเงินในภาพรวมด้วย ลองมาดูกันว่า Statement แบบไหนที่ทำให้ธนาคารมั่นใจ และแบบไหนที่อาจทำให้โอกาสอนุมัติลดลง

ลักษณะ Statement ที่ดี หรือ Green Flags สัญญาณบวกที่ธนาคารอยากเห็น

  • รายได้เข้าบัญชีสม่ำเสมอ และสอดคล้องกับสลิปเงินเดือนหรือหลักฐานรายได้
  • มียอดคงเหลือในบัญชีเพียงพอ ไม่ติดลบหรือใกล้ศูนย์บ่อยครั้ง
  • มีแนวโน้มเงินออมเพิ่มขึ้น หรือมีเงินคงเหลือสะสมต่อเนื่อง
  • ไม่มีรายจ่ายผิดปกติหรือธุรกรรมที่เสี่ยงสูง

ลักษณะ Statement ที่ไม่ดี หรือ Red Flags สัญญาณเสี่ยงที่อาจถูกปฏิเสธ

  • ยอดคงเหลือต่ำมากหรือเป็นศูนย์บ่อยครั้ง
  • เงินเข้าไม่สม่ำเสมอ หรือไม่สามารถระบุแหล่งที่มาได้ชัดเจน
  • ถอนเงินจนหมดบัญชีเป็นประจำ
  • มีธุรกรรมเกี่ยวกับการพนันออนไลน์หรือรายจ่ายที่เข้าข่ายความเสี่ยง
  • มีเงินก้อนใหญ่โอนเข้าบัญชีก่อนยื่นกู้ไม่นาน ซึ่งอาจถูกมองว่าเป็นการแต่งบัญชี

7 เทคนิคเดิน Statement ให้สวย เพิ่มโอกาสอนุมัติสินเชื่อ

1. เตรียมตัวล่วงหน้า 6 เดือน ก่อนยื่นกู้

ธนาคารส่วนใหญ่มักขอ Statement ย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือน ดังนั้นควรวางแผนบริหารบัญชีล่วงหน้า จัดการรายรับรายจ่ายให้เป็นระบบ ลดพฤติกรรมทางการเงินที่เสี่ยง และสร้างประวัติการเงินที่สม่ำเสมอก่อนยื่นขอสินเชื่อ

2. ให้เงินเดือน หรือ รายได้เข้าผ่านบัญชีเดียว

ควรให้เงินเดือนหรือรายได้หลักโอนเข้าบัญชีเดียวกันอย่างสม่ำเสมอ แทนการกระจายหลายบัญชี เพราะจะช่วยให้ธนาคารเห็นภาพรวมรายได้ชัดเจน และประเมินความสามารถในการชำระหนี้ได้ง่ายขึ้น

3. รักษายอดคงเหลือให้ไม่ต่ำกว่า 10% ของรายได้

ควรมียอดเงินคงเหลือในบัญชีอย่างน้อยประมาณ 10% ของรายได้ต่อเดือน เพื่อสะท้อนวินัยทางการเงินและความสามารถในการบริหารสภาพคล่อง ไม่ใช้จ่ายจนเกินตัว

4. หลีกเลี่ยงการถอนเงินจนหมดบัญชี

พฤติกรรมที่ธนาคารมองว่าเป็นสัญญาณเตือนอย่างหนึ่งคือการถอนเงินออกจากบัญชีจนเกือบหมดหรือมียอดคงเหลือต่ำมากในแต่ละเดือน เพราะสะท้อนให้เห็นว่าไม่มีสภาพคล่องทางการเงินเพียงพอ และอาจมีความเสี่ยงในการชำระหนี้ได้ไม่ตรงเวลา ทางที่ดีควรรักษายอดเงินคงเหลือในบัญชีให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ ไม่จำเป็นต้องมีเงินจำนวนมาก แต่ควรแสดงให้เห็นว่ามีการบริหารเงินที่ดีและไม่ใช้จ่ายเกินตัว

5. หลีกเลี่ยงธุรกรรมที่ดูผิดปกติ

ธุรกรรมที่มีลักษณะโอนเงินเข้า–ออกวนไปมา เงินก้อนเข้าแบบไม่มีที่มา การทำธุรกรรมเกี่ยวกับการพนัน หรือการเคลื่อนไหวที่เสี่ยงสูง อาจทำให้ธนาคารตั้งข้อสงสัยและกระทบต่อการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ

6. สำหรับอาชีพอิสระ/ฟรีแลนซ์

ควรให้มีรายได้โอนเข้าบัญชีอย่างสม่ำเสมอ และใส่รายละเอียดหรือหมายเหตุการโอนให้ชัดเจน เช่น ค่าจ้างออกแบบ หรือค่าที่ปรึกษา เพื่อให้ธนาคารสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของรายได้ได้ง่ายขึ้น

7. อย่าตกแต่งบัญชีผิดกฎหมาย

การตกแต่งบัญชีอาจเข้าข่ายความผิดทางกฎหมาย และส่งผลเสียร้ายแรง ทั้งการถูกปฏิเสธสินเชื่อ การขึ้นบัญชีความเสี่ยง หรืออาจมีบทลงโทษทางกฎหมายในอนาคต

วิธีการขอ Statement สามารถทำได้อย่างไร?

ปัจจุบันการขอ Statement ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปสาขาเสมอไป เพราะสามารถขอผ่านช่องทางออนไลน์ได้สะดวกและรวดเร็ว โดยเฉพาะลูกค้า KKP ที่มีหลายช่องทางให้เลือกใช้งาน

1. ช่องทางการขอ Statement ผ่าน KKP Better

การขอสเตตเมนต์ ออนไลน์ผ่านแอป KKP Better นั้น สามารถทำได้ง่ายและสะดวก เพียงปฏิบัติตามขั้นตอนเหล่านี้
  • เปิดแอปพลิเคชัน KKP Better และเข้าสู่ระบบด้วยรหัสผ่านหรือการยืนยันตัวตนแบบไบโอเมตริกซ์ (ลายนิ้วมือหรือใบหน้า)
  • เมื่อเข้าสู่หน้าหลัก ให้เลือกบัญชีที่ต้องการ จากนั้นเลือกเมนูอื่นๆ และเลือกขอรายการเดินบัญชี
  • เลือกวันที่หรือช่วงเวลาที่ต้องการขอ Statement ย้อนหลัง จากนั้นระบบจะส่ง E-Statement ให้ผ่านทางอีเมล
  • ตรวจสอบข้อมูลธุรกรรมใน E-Statement ว่าถูกต้องหรือไม่ และสามารถดาวน์โหลดหรือพิมพ์ออกมาใช้งานได้เลย

2. ช่องทางการขอ Statement ผ่าน KKP LINE Connect

KKP มีบริการผ่าน LINE Official Account (KKP LINE Connect)
  • กดปุ่ม Rich menu “เช็กยอด” แล้วเลือกบัญชีทีต้องการดูรายละเอียด
  • กดมปุ่ม “ขอ Statement
  • ยืนยันตัวตน ผ่านแอป KKP Better หรือ OTP
  • เลือกช่วงเวลา เดือนและปีทีต้องการ
  • ยืนยัน และตรวจสอบอีเมลที่ได้ลงทะเบียนไว้กับธนาคาร

3. ช่องทางการขอ Statement ผ่านสาขาธนาคาร

สำหรับผู้ที่ต้องการเอกสารตัวจริงประทับตราธนาคารเตรียมเอกสารดังนี้
  • บัตรประชาชนตัวจริง
  • สมุดบัญชี (ถ้ามี)
เจ้าหน้าที่จะพิมพ์ Statement ตามช่วงเวลาที่ต้องการ และอาจมีค่าธรรมเนียมตามเงื่อนไขของธนาคาร โดยเฉพาะกรณีย้อนหลังหลายเดือนหรือหลายปี

4. บริการ dStatement ของ ธปท.

บริการ dStatement (Digital Bank Statement) เป็นการให้บริการรับส่งข้อมูลรายการเคลื่อนไหวบัญชีเงินฝาก (Bank Statement) ในรูปแบบดิจิทัลโดยตรงระหว่างสถาบันการเงิน ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนที่ต้องการใช้ข้อมูล Bank-Statement เป็นหลักฐานประกอบการสมัครขอใช้บริการทางการเงิน สามารถขอให้ธนาคารที่ตนเองมีบัญชีเงินฝากอยู่ ส่งข้อมูล Bank-Statement ไปยังธนาคารแห่งอื่นได้โดยตรง ผ่านช่องทาง Mobile Banking Application หรือช่องทางอื่นตามที่สถาบันการเงินแต่ละแห่งกำหนด ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้บริการได้รับความสะดวกในการใช้บริการทางการเงินยิ่งขึ้น

ข้อควรระวังเกี่ยวกับ Statement ที่ต้องรู้ก่อนยื่นกู้

การเตรียม Statement ให้ถูกต้องครบถ้วนเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเอกสารนี้สะท้อนความน่าเชื่อถือทางการเงินโดยตรง หากมีข้อผิดพลาดหรือพฤติกรรมที่เสี่ยงอาจทำให้ถูกปฏิเสธสินเชื่อได้ทันที ดังนั้นข้อควรระวังที่ต้องรู้ มีดังนี้

1. อย่าปลอมแปลง Statement

การปลอมแปลง หรือแก้ไขตัวเลขเพื่อให้รายได้ดูสูงกว่าความเป็นจริง ถือเป็นความผิดตามกฎหมายอาญา โดยเข้าข่ายความผิดฐานปลอมแปลงเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 ซึ่งมีโทษทั้งจำคุกและปรับ นอกจากความผิดทางกฎหมายแล้ว ยังอาจถูกขึ้นบัญชีความเสี่ยงกับธนาคาร ทำให้การขอสินเชื่อในอนาคตยากขึ้น

2. Statement มีอายุเท่าไร?

Statement ที่ใช้ยื่นกู้ต้องเป็นเอกสารที่ออกไม่เกินประมาณ 30–90 วัน แล้วแต่เงื่อนไขของแต่ละธนาคาร และต้องเป็น Statement ย้อนหลังตามระยะเวลาที่กำหนด

3. ใช้ Statement จากบัญชีไหนดีที่สุด?

ควรเลือกบัญชีที่แสดงรายได้รายรับจริงและต่อเนื่อง ดังนี้
  • บัญชีเงินเดือน: เหมาะที่สุดสำหรับพนักงานประจำ เพราะแสดงรายได้สม่ำเสมอ ตรวจสอบง่าย
  • บัญชีออมทรัพย์: ใช้ได้ หากเป็นบัญชีที่มีเงินเข้าเป็นประจำและแสดงกระแสเงินสดชัดเจน
  • บัญชีกระแสรายวัน: เหมาะกับเจ้าของกิจการ แต่ควรแยกบัญชีธุรกิจกับบัญชีส่วนตัวให้ชัดเจน

4. Statement ที่ขอออนไลน์ใช้ยื่นกู้ได้ไหม?

e-Statement ที่ขอผ่านแอปธนาคารสามารถใช้ยื่นกู้ได้ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายของธนาคารผู้รับพิจารณา บางแห่งอาจต้องการไฟล์ที่มีตราประทับอิเล็กทรอนิกส์ (Digital Stamp) หรือให้ส่งผ่านระบบกลาง เช่น dStatement ขณะที่บางกรณีอาจขอเอกสารฉบับประทับตราสาขาเพิ่มเติม ดังนั้นก่อนยื่นกู้ควรสอบถามเจ้าหน้าที่สินเชื่อให้ชัดเจน เพื่อเตรียมเอกสารให้ตรงตามเงื่อนไข ลดความล่าช้าในการอนุมัติ

ทั้งหมดนี้การเข้าใจว่า Bank Statement คืออะไร และรู้จักวิธีบริหารบัญชีให้ดี จะช่วยให้การดำเนินเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการขอสินเชื่อ ยื่นวีซ่า หรือวางแผนการเงิน เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นมาก

อย่างไรก็ตาม KKP SAVVY บัญชีออมทรัพย์ออนไลน์ของธนาคารเกียรตินาคินภัทร เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือทางการเงินที่ตอบโจทย์ทั้งการออมและการบริหารเงินในบัญชีเดียว ด้วยดอกเบี้ยสูงสุด 1.60% ต่อปี* ตั้งแต่บาทแรกถึง 5 ล้านบาท ฝาก-ถอนได้ไม่จำกัดครั้ง และสมัครง่ายผ่านแอป KKP Better หรือหากใครต้องการศึกษาผลิตภัณฑ์เงินฝากประเภทอื่น ก็สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ เพียงคลิกที่นี่

*อัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารเกียรตินาคินภัทรกำหนด

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q : ขอ Statement ย้อนหลังได้กี่เดือน?

A : ขอย้อนหลังได้ตั้งแต่ 3 เดือน 6 เดือน ไปจนถึง 12 เดือน หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละธนาคาร บางแห่งสามารถขอย้อนหลังได้หลายปี แต่การขอย้อนหลังนาน ๆ อาจมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม และต้องติดต่อผ่านสาขา

Q : ขอ Statement ออนไลน์มีค่าธรรมเนียมไหม?

A : ส่วนใหญ่การขอ e-Statement ผ่านแอปหรืออินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งมักไม่มีค่าธรรมเนียม โดยเฉพาะช่วงเวลาย้อนหลังไม่มากนัก แต่หากขอเอกสารย้อนหลังหลายปี หรือขอฉบับพิมพ์พร้อมตราประทับที่สาขา อาจมีค่าธรรมเนียมตามที่ธนาคารกำหนด

Q : ต้องเดินบัญชีกี่เดือนก่อนยื่นกู้?

A : ธนาคารมักขอ Statement ย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือน สำหรับสินเชื่อบ้านหรือวงเงินสูง บางกรณีอาจขอ 12 เดือน ดังนั้นควรวางแผนเดินบัญชีล่วงหน้าอย่างน้อยครึ่งปีก่อนยื่นกู้ เพื่อให้ประวัติการเงินดูสม่ำเสมอและน่าเชื่อถือ

Q : ใช้ Statement หลายบัญชียื่นกู้ได้ไหม?

A : สามารถใช้หลายบัญชีประกอบกันได้ โดยเฉพาะกรณีมีรายได้จากหลายช่องทาง เช่น เงินเดือนและรายได้เสริม แต่ควรเป็นบัญชีที่แสดงรายได้ชัดเจน และควรอธิบายที่มาของเงินเข้าให้ตรงกับเอกสารรายได้อื่น ๆ เพื่อไม่ให้ธนาคารสับสนหรือมองว่ารายได้ไม่แน่นอน

Q : อาชีพอิสระ/ฟรีแลนซ์ ไม่มี Statement เงินเดือน กู้ได้ไหม และต้องเดินบัญชี และใช้เอกสารอะไร?

A : ได้ แต่ต้องเตรียม Statement และเอกสารประกอบให้รัดกุมกว่าพนักงานประจำ เพราะไม่มีสลิปเงินเดือนยืนยันรายได้ประจำ นอกเหนือจาก Statement ที่ต้องเตรียมแล้ว มีเอกสารอื่น ๆ ดังนี้
  • แบบแสดงภาษี เช่น ภ.พ.30 (กรณีจด VAT)
  • ทะเบียนการค้า หรือหนังสือรับรองการจดทะเบียนธุรกิจ
  • สำเนาสัญญาจ้าง หรือใบแจ้งหนี้ (Invoice)
  • แบบยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90/91)
-->