Money Matter

OPD กับ IPD คืออะไร ต่างกันอย่างไร? เรื่องที่ควรรู้ก่อนซื้อประกันสุขภาพ

  • 20 Apr 26
  • 374
การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่าง OPD และ IPD เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการวางแผนค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในอนาคต เรามักได้ยินคำว่า OPD และ IPD เมื่อต้องพบแพทย์หรือเข้ารับการรักษา ซึ่งทั้งสองประเภทมีรูปเเบบการรักษาและค่าใช้จ่ายที่เเตกต่างกัน การรู้ว่า OPD และ IPD คืออะไร ช่วยให้สามารถเลือกแผนประกันสุขภาพได้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของตนเอง

บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจตั้งแต่ความหมายของ OPD และ IPD ไปจนถึงความคุ้มครองของประกันสุขภาพแต่ละประเภท เพื่อช่วยให้คุณวางแผนการเงินและการดูแลสุขภาพได้อย่างมั่นใจ

OPD คืออะไร?

OPD คือ Out-Patient Department หรือแผนกผู้ป่วยนอก หมายถึง การเข้ารับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลโดยไม่จำเป็นต้องนอนพักรักษาตัว ผู้ป่วยสามารถรับการวินิจฉัย รับยา และกลับบ้านได้ภายในวันเดียว 

กล่าวง่าย ๆ ว่า ผู้ป่วยนอก คือ ผู้ที่เข้าพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาอาการทั่วไปหรืออาการไม่รุนแรงและไม่ต้องเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล การรักษาแบบ OPD มักใช้เวลาไม่นาน โดยทั่วไปผู้ป่วยจะอยู่ในโรงพยาบาลไม่เกิน 6 ชั่วโมง

ตัวอย่างอาการหรือสถานการณ์ที่เข้าข่าย OPD

ตัวอย่างอาการที่มักเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก ได้แก่

  • เป็นไข้หวัด ไอ เจ็บคอ หรือมีน้ำมูก
  • อาการภูมิแพ้ เช่น แพ้อากาศ คัดจมูก จาม
  • ผื่นคัน ลมพิษ หรืออาการแพ้ทางผิวหนังที่ไม่รุนแรง
  • คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียในระดับไม่รุนแรง
  • การตรวจสุขภาพทั่วไป
  • การทำแผล เช่น มีดบาด หรือแผลถลอก
  • การผ่าตัดเล็ก เช่น ตัดเล็บขบ หรือผ่าซีสต์

ประกันสุขภาพ OPD คืออะไร? คุ้มครองอะไรบ้าง?

ประกันสุขภาพ OPD คือ ประกันสุขภาพที่ให้ความคุ้มครองค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลแบบผู้ป่วยนอก เมื่อผู้เอาประกันเข้ารับการตรวจรักษา รับยาและสามารถกลับบ้านได้ทันที โดยไม่ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลความคุ้มครองโดยทั่วไปของประกัน OPD หรือผู้ป่วยนอกมักครอบคลุมค่าใช้จ่ายหลัก ๆ ดังนี้
  • ค่าตรวจวินิจฉัยและค่าบริการทางการแพทย์
  • ค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ ภายใน 24 ชั่วโมง
  • ค่ายาและเวชภัณฑ์
  • ค่าหัตถการทางการแพทย์

รูปแบบประกัน OPD สามารถแบ่งเป็น 2 รูปแบบหลัก ๆ ตามวงเงินความคุ้มครอง ได้แก่

  • ประกัน OPD แบบรายครั้ง : ให้ความคุ้มครองเป็นวงเงินสูงสุดต่อครั้งและจำกัดจำนวนครั้งต่อปี เช่น คุ้มครองค่ารักษาพยาบาล OPD ครั้งละ 1,000 บาท สูงสุด 30 ครั้งต่อปี
  • ประกัน OPD แบบเหมาจ่ายรายปี : ให้ความคุ้มครองค่าใช้จ่ายผู้ป่วยนอกแบบเหมาจ่ายตลอดปี โดยไม่จำกัดวงเงินและไม่จำกัดจำนวนครั้งในการเข้ารับบริการ ภายใต้วงเงินสูงสุดต่อปีที่ระบุไว้ในกรมธรรม์

ค่ารักษา OPD โดยประมาณ

แม้การรักษาแบบผู้ป่วยนอกจะไม่ต้องนอนโรงพยาบาล แต่ค่าใช้จ่ายสะสมต่อปีอาจสูงกว่าที่หลายคนคิด โดยเฉพาะหากเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชน

ตัวอย่างค่าใช้จ่าย OPD โดยประมาณ

การเจ็บป่วย
ค่ารักษาเฉลี่ยต่อครั้ง

ค่าใช้จ่ายรวมเฉลี่ย
(4 ครั้ง/ ปี)

ค่าพบแพทย์ทั่วไป (GP)
1,000 - 2,000 บาท
4,000 - 8,000 บาท
ค่าพบแพทย์เฉพาะทาง
1,500 - 5,000 บาท
6,000 - 20,000 บาท

ประกันสุขภาพ OPD เหมาะกับใคร?

ประกัน OPD (ผู้ป่วยนอก) เหมาะกับผู้ที่ต้องเข้ารับการตรวจรักษาทั่วไปบ่อยครั้ง ดังนี้
  1. ผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยเป็นประจำ

    ผู้ที่มีประวัติเข้าพบแพทย์บ่อย เช่น เป็นหวัด ภูมิแพ้ หรือท้องเสียมากกว่า 2-3 ครั้งต่อปี
  2. ผู้ที่มีโรคประจำตัว

    ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดัน หรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ ที่ต้องติดตามอาการกับแพทย์อย่างต่อเนื่อง
  3. ครอบครัวที่มีเด็กเล็ก

    เด็กมักมีโอกาสเจ็บป่วยเล็กน้อยบ่อย เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หรือไข้เลือดออก
  4. ผู้ที่ใช้บริการโรงพยาบาลเอกชน

    ผู้ที่ต้องการความสะดวกในการเข้ารับการรักษา โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายหรือการสำรองจ่าย
  5. ผู้ที่ไม่มีสวัสดิการ หรือสวัสดิการครอบคลุมไม่เพียงพอ

    ผู้ที่ทำงานอิสระ ฟรีแลนซ์ หรือเจ้าของธุรกิจส่วนตัวที่ไม่ได้มีสวัสดิการรักษาพยาบาล การมีประกันสุขภาพ OPD จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการรักษา ไม่ว่าจะเป็นการตรวจรักษาอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยหรือการติดตามผลสุขภาพ ขณะเดียวกันพนักงานที่ได้รับสวัสดิการสุขภาพจากบริษัท แต่มีวงเงินจำกัดสามารถเสริมความคุ้มครองด้วยประกัน OPD ได้
จะเห็นได้ว่าแม้เป็นการรักษาแบบ OPD ค่าใช้จ่ายสะสมก็อาจกลายเป็นภาระทางการเงินได้ในระยะยาว ดังนั้น การมีประกันสุขภาพ OPD จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยจัดการความเสี่ยงด้านภาระค่าใช้จ่าย โดยไม่ต้องกังวลว่าจะกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงิน

IPD คืออะไร?

IPD คือ In-Patient Department หรือแผนกผู้ป่วยใน หมายถึง การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลโดยต้องนอนพักรักษาตัวหรือใช้เวลารักษาต่อเนื่องมากกว่า 6 ชั่วโมง โดยผู้ป่วยจะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมแพทย์และพยาบาลตลอด 24 ชั่วโมง

ตัวอย่างอาการหรือสถานการณ์ที่เข้าข่าย IPD

  • โรคร้ายแรงที่ต้องการดูแลต่อเนื่อง เช่น มะเร็ง
  • อุบัติเหตุรุนแรง เช่น กระดูกหัก หรือเลือดออกภายใน
  • การผ่าตัดใหญ่ที่ต้องนอนพักฟื้น เช่น ผ่าตัดช่องท้อง หรือผ่าคลอด
  • ภาวะหัวใจและหลอดเลือดเฉียบพลัน
  • ผู้ป่วยที่ต้องให้น้ำเกลือตลอดเวลาหรือเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด

ประกันสุขภาพ IPD คืออะไร? คุ้มครองอะไรบ้าง?

ประกันสุขภาพ IPD คือ ประกันสุขภาพที่ให้ความคุ้มครองค่าใช้จ่ายระหว่างการนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล ตั้งแต่วันที่เข้ารับการรักษาไปจนถึงวันที่แพทย์อนุญาตให้กลับบ้าน

ความคุ้มครองหลักของประกัน IPD โดยทั่วไปมักครอบคลุมค่าใช้จ่าย ดังนี้
  • ค่าห้องพักและค่าอาหาร
  • ค่าบริการทางการแพทย์
  • ค่าผ่าตัดและค่าหัตถการ
  • ค่ายาและเวชภัณฑ์
  • ค่าบริการรถพยาบาลฉุกเฉิน
  • ค่าเวชศาสตร์ฟื้นฟูหลังการรักษา
ประกันสุขภาพ IPD โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก ๆ ตามวงเงินความคุ้มครอง ดังนี้
  • ประกัน IPD แบบกำหนดวงเงิน : ให้ความคุ้มครองตามวงเงินที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ครอบคลุมค่าใช้จ่ายค่าห้องพักและค่าอาหาร ค่าบริการในโรงพยาบาล เช่น วงเงินสูงสุด 5,000 บาท/วัน หากเข้ารับการรักษา 3 วัน จะได้รับสิทธิ์ตามวงเงินรวม 15,000 บาท
  • ประกัน IPD แบบเหมาจ่ายต่อปี : ให้ความคุ้มครองแบบเหมาจ่ายตามจริง แต่ไม่เกินวงเงินรวมสูงสุดต่อปีกรมธรรม์ ครอบคลุมค่าใช้จ่ายสำคัญ เช่น ค่าผ่าตัด ค่ายาและค่าเวชศาสตร์ฟื้นฟู

ค่ารักษา IPD โดยประมาณ

ค่าใช้จ่ายในการเข้ารักษาแบบผู้ป่วยใน (IPD) อาจแตกต่างกันตามประเภทของโรค ความรุนแรงและรูปแบบการรักษาที่แพทย์พิจารณาตามความเหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น จึงขอยกตัวอย่างค่าใช้จ่ายของการผ่าตัดไส้ติ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในภาวะฉุกเฉินที่พบได้บ่อย และมักต้องเข้ารับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน ผู้ป่วยส่วนใหญ่จำเป็นต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลหลังการผ่าตัด

ตัวอย่างค่าใช้จ่ายผ่าตัดไส้ติ่งในโรงพยาบาลเอกชน

รายการค่าใช้จ่าย
ค่าใช้จ่าย
ค่าห้องพัก
3,000 - 20,000 บาท/คืน
ค่าผ่าตัดไส้ติ่ง
40,000 - 120,000 บาท
ค่าปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
1,000 – 3,000 บาท
ค่าบริการตรวจเลือด เอกซเรย์ MRI, CT scan 
5,000 – 15,000 บาท
ค่าใช้จ่ายรวมโดยประมาณ
49,000 – 158,000 บาท

ที่มา: สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
หมายเหตุ: ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลอาจแตกต่างกันไปตามระดับของโรงพยาบาล แพทย์ผู้รักษา และความซับซ้อนของโรค

ประกันสุขภาพ IPD เหมาะกับใคร?

ธนาคารจะกำหนดอัตราดอกเบี้ย MRR MLR และ MOR จากปัจจัยหลักต่อไปนี้

1. เหมาะกับทุกคนเพราะอุบัติเหตุและการเจ็บป่วยหนักเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดคิดเสมอ

ไม่ว่าจะดูแลสุขภาพดีแค่ไหน เหตุการณ์ไม่คาดคิดสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ การทำประกัน IPD ไว้ช่วยให้คุณอุ่นใจเมื่อต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล

2. ผู้ที่กังวลเรื่องค่าใช้จ่ายสูงจากการนอนโรงพยาบาล

การรักษาที่ต้องนอนโรงพยาบาล เช่น การผ่าตัด อาจมีค่าใช้จ่ายหลักหมื่นถึงหลักแสนบาท การมีประกัน IPD จึงช่วยลดภาระทางการเงิน และสร้างความมั่นใจว่าคุณจะได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง

3. ผู้ที่ไม่ได้มีเงินสำรองฉุกเฉินเพียงพอ

การมีประกันถือเป็นหลักการบริหารความเสี่ยงด้านการเงิน หากเราต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลอาจจะมีค่าผ่าตัด ค่าห้องและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ซึ่งอาจทำให้ค่าใช้จ่ายโดยรวมสูงขึ้นอย่างไม่คาดคิด

4. ผู้ที่ต้องการลดภาระทางการเงินของครอบครัว

สำหรับผู้ที่ต้องการลดภาระทางการเงินของครอบครัว การมีประกันสุขภาพ IPD ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญ เมื่อเกิดการเจ็บป่วยรุนแรง ค่าใช้จ่ายจากการรักษาพยาบาลที่สูงอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเงินของ ทั้งครอบครัวได้ การมีประกันสุขภาพจะช่วยรองรับค่าใช้จ่ายเหล่านี้ และช่วยให้ครอบครัวสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมั่นใจ
หากไม่มีประกันสุขภาพ ค่าใช้จ่ายจากการรักษาหรือการผ่าตัดเพียงครั้งเดียวอาจมีมูลค่าสูงจนเทียบเท่ากับเงินเก็บ ทั้งปีหรือมากกว่านั้น การมีหลักประกันสุขภาพ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คุณและครอบครัวอุ่นใจมากขึ้น โดยไม่ต้องกังวลกับภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด

OPD กับ IPD ต่างกันอย่างไร?

 

หัวข้อ OPD  (ผู้ป่วยนอก) IPD (ผู้ป่วยใน)
ความหมาย ผู้ป่วยนอก คือ ผู้ที่มาพบแพทย์เพื่อตรวจรับการรักษา รับยา และสามารถกลับบ้านได้ทันที โดยไม่ต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล ผู้ป่วยใน คือ ผู้ป่วยอาการหนัก ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด
ระยะเวลาในการรักษา โดยทั่วไปใช้เวลาไม่เกิน 6 ชั่วโมง มากกว่า 6 ชั่วโมงหรือต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลแบบค้างคืน
ลักษณะอาการ อาการเจ็บป่วยทั่วไป ไม่รุนแรง อาการเจ็บป่วยรุนแรง หรือจำเป็นต้องเฝ้าระวังอาการ
ตัวอย่างการรักษา ไข้หวัด ภูมิแพ้ ผื่นคัน ท้องเสีย แผลเล็กน้อย ผ่าตัด ไส้ติ่งอักเสบ ปอดอักเสบ
ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 2,000 – 6,000 บาท/ครั้ง 40,000 – 160,000 บาท

ความคุ้มครองประกัน

ประกัน OPD คุ้มครองค่ารักษาแบบผู้ป่วยนอก ประกัน IPD คุ้มครองค่ารักษาแบบผู้ป่วยใน เช่น ค่าห้อง ค่าผ่าตัด
ที่มา: NAVAA Health

เลือกประกันสุขภาพ OPD หรือ IPD แบบไหนดี?

กรณีที่ 1 เจ็บป่วยบ่อยด้วยอาการเล็กน้อย

หากคุณมีแนวโน้มพบแพทย์เป็นประจำ เช่น เป็นหวัด ภูมิแพ้ หรือมีโรคประจำตัวที่ต้องติดตามอาการ การเลือกทำประกัน OPD จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายสะสมระยะยาวได้

กรณีที่ 2 กังวลค่าใช้จ่ายจากการเจ็บป่วยรุนแรง

สำหรับผู้ที่กังวลค่าใช้จ่ายสูงจากการรักษาในโรงพยาบาล เช่น การผ่าตัด ประกันแบบ IPD เป็นตัวเลือกที่ช่วยป้องกันภาระค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด

กรณีที่ 3 ตอบโจทย์ความคุ้มครองที่ครอบคลุม

สำหรับผู้ที่มองหาความอุ่นใจด้วยความคุ้มครองที่ครอบคลุมทุกด้าน การมีประกันทั้ง OPD และ IPD ช่วยให้คุณได้รับความคุ้มครองครบถ้วนตั้งแต่การเจ็บป่วยเล็กน้อยในชีวิตประจำวันไปจนถึงเหตุฉุกเฉินที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล พร้อมช่วยบริหารจัดการค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกสถานการณ์

เทคนิคเลือกประกันสุขภาพให้คุ้มค่า

ก่อนตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพ ควรประเมินความต้องการและรูปแบบความคุ้มครองที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ รวมถึงพิจารณารายละเอียดของกรมธรรม์อย่างรอบคอบ เพื่อให้ได้รับความคุ้มค่าและตรงกับงบประมาณที่วางไว้ โดยพิจารณาจากปัจจัยสำคัญ ดังนี้

1. ตรวจสอบวงเงินความคุ้มครอง

  • ความคุ้มครองกรณี OPD ตรวจสอบวงเงินค่ารักษาต่อครั้งและจำนวนครั้งต่อปีที่สามารถใช้สิทธิ์ตามกรมธรรม์
  • ความคุ้มครองกรณี IPD ตรวจสอบวงเงินความคุ้มครองต่อการรักษาแต่ละครั้งและวงเงินรวมต่อปี หากวงเงินไม่เพียงพออาจทำให้ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายส่วนต่างเอง

2. ตรวจสอบเงื่อนไข รักษาได้ทันที ไม่ต้องสำรองจ่าย (Cashless)

เพิ่มความคล่องตัวทางการเงินด้วยแผนประกันที่สามารถใช้สิทธิรักษาในเครือข่ายโรงพยาบาลได้โดยไม่ต้องสำรองจ่ายล่วงหน้า เพื่อเพิ่มความสะดวกในการรับการรักษาและช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระก่อน โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องเข้ารับการรักษาแบบเร่งด่วน

3. เปรียบเทียบค่าเบี้ยประกันเทียบกับความเสี่ยง

เบี้ยประกันที่ถูกที่สุดอาจไม่ตอบโจทย์ความคุ้มครองที่คุณต้องการเสมอไป ควรพิจารณาความคุ้มครองที่ได้รับเปรียบเทียบกับค่าเบี้ย ความเสี่ยงด้านสุขภาพและค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าแผนประกันที่เลือกมีความคุ้มค่าและรองรับเหตุการณ์ไม่คาดคิดได้อย่างเหมาะสม

4. ตรวจสอบระยะเวลารอคอย (Waiting Period)

ประกันสุขภาพส่วนใหญ่จะมีระยะเวลารอคอย เช่น 30 วันสำหรับโรคทั่วไป 120 วันสำหรับโรคบางโรค จึงควรศึกษารายละเอียดในกรมธรรม์อย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจซื้อ

5. สิทธิ์ลดหย่อนภาษี

เบี้ยประกันสุขภาพสามารถใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามที่จ่ายจริงสูงสุด 25,000 บาทต่อปี และเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตต้องไม่เกิน 100,000 บาท นอกจากนี้ หากซื้อประกันสุขภาพให้บิดามารดา สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้เพิ่มเติมสูงสุด 15,000 บาท ทั้งนี้ บิดาหรือมารดาต้องมีเงินได้ในปีภาษีนั้นไม่เกิน 30,000 บาท ทั้งนี้ เงื่อนไขและการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด

6. ตรวจสอบสวัสดิการที่มีอยู่

ก่อนซื้อประกันสุขภาพเพิ่มเติม ควรตรวจสอบสิทธิและสวัสดิการที่มีอยู่ เช่น ประกันสังคม บัตรทอง หรือสวัสดิการสุขภาพจากที่ทำงาน เพื่อประเมินว่าความคุ้มครองปัจจุบันเพียงพอต่อความต้องการหรือไม่ หากมีช่องว่างของความคุ้มครองที่ยังไม่ได้ครอบคลุม จึงค่อยพิจารณาเลือกประกันเพิ่มเติมให้เหมาะสม

สิทธิการรักษา OPD และ IPD จากสวัสดิการที่มีอยู่มีอะไรบ้าง?

คนไทยส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงบริการสาธารณะสุขผ่านหลายระบบ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิประกันสังคม สิทธิข้าราชการ หรือสิทธิบัตรทอง ซึ่งครอบคลุมการรักษาแบบ OPD และ IPD ในระดับหนึ่ง

1. สิทธิประกันสังคม

ผู้ประกันตนสามารถใช้สิทธิรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลตามสิทธิที่เลือกไว้
  • ผู้ป่วยนอก (OPD): เข้ารับการรักษาได้โดยไม่ต้องสำรองจ่ายในโรงพยาบาลตามสิทธิ
  • ผู้ป่วยใน (IPD): ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาล ค่าห้องและค่าอาหารตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด กรณีฉุกเฉิน (เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลนอกสิทธิ) สามารถเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดได้ โดยคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลภายใน 72 ชั่วโมงแรก ก่อนส่งต่อไปยังสถานพยาบาลตามสิทธิ
ที่มา: สำนักงานประกันสังคม

2. สิทธิบัตรทอง (สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ)

ผู้มีสิทธิบัตรทองสามารถเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลตามสิทธิได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ครอบคลุมการรักษาทั้งแบบ OPD และ IPD สามารถดูข้อมูลสิทธิรักษาพยาบาลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

3. สิทธิข้าราชการหรือสวัสดิการสุขภาพจากที่ทำงาน

สิทธิรักษาพยาบาลของข้าราชการให้ความคุ้มครองค่อนข้างครอบคลุม ทั้งการรักษาแบบผู้ป่วยนอก (OPD) และผู้ป่วยใน (IPD) ในสถานพยาบาลของรัฐ โดยยังครอบคลุมไปถึงบุคคลในครอบครัว ได้แก่ บิดามารดา คู่สมรส และบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย

ส่วนพนักงานบริษัทเอกชนส่วนใหญ่จะได้รับสวัสดิการด้านสุขภาพในรูปแบบค่ารักษาพยาบาลหรือประกันกลุ่ม ซึ่งมักครอบคลุมทั้ง OPD และ IPD ตามเงื่อนไขของแต่ละองค์กร ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาได้ในระดับหนึ่ง

หากคุณกำลังมองหาประกันสุขภาพที่ให้ความคุ้มครองทั้งผู้ป่วยนอก (OPD) และ ผู้ป่วยใน (IPD) พร้อมความยืดหยุ่นในการเลือกวงเงินความคุ้มครองให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์และงบประมาณของตนเอง

ประกันสุขภาพ KKPGEN Preferred Health* เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์ โดยสามารถเลือกเพิ่มความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลแบบผู้ป่วยนอก (OPD) ได้ตามความต้องการ มีให้เลือกถึง 4 แผน พร้อมวงเงินค่ารักษาพยาบาลเริ่มต้นสูงสุด 2,000 บาทต่อครั้ง และสามารถใช้สิทธิ์รักษาในโรงพยาบาลเครือข่ายได้แบบไม่ต้องสำรองจ่าย เพิ่มความสะดวกและลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เพราะสุขภาพเป็นพื้นฐานสำคัญของการใช้ชีวิต การวางแผนประกันสุขภาพตั้งแต่วันนี้จึงช่วยเพิ่มความอุ่นใจในอนาคต ดูประกันอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ ประกันสุขภาพ*

*พิจารณารับประกันภัยโดยบริษัท เจนเนอราลี่ ประกันภัย (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ในฐานะนายหน้าประกันวินาศภัย? เป็นเพียงผู้ชี้ช่องให้ทำประกันภัยเท่านั้น
**ผู้ขอเอาประกันภัยควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนการตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: มีประกันสังคมอยู่แล้ว ยังต้องทำประกัน OPD เพิ่มไหม?

A: ประกันสังคมให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลพื้นฐานในสถานพยาบาลตามสิทธิที่กำหนด อย่างไรก็ตาม อาจมีข้อจำกัดในด้านการเลือกโรงพยาบาล วงเงินค่ารักษา รวมถึงระยะเวลาการรอรับบริการ

Q: ซื้อประกันสุขภาพ OPD อย่างเดียวพอไหม?

A: การซื้อประกันสุขภาพที่ครอบคลุมเฉพาะ OPD อาจเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องเข้าพบแพทย์บ่อยครั้งจากอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย เช่น ไข้หวัด ภูมิแพ้ หรือการตรวจสุขภาพทั่วไป ซึ่งประกันสุขภาพ OPD สามารถช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้

อย่างไรก็ตาม หากต้องการความคุ้มครองที่ครอบคลุมมากขึ้น การเลือกแผนที่รวมทั้งประกันสุขภาพ OPD และ IPD จะช่วยรองรับค่าใช้จ่ายในกรณีเจ็บป่วยหนัก หรือการเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ซึ่งมักมาพร้อมค่าใช้จ่ายที่สูง

Q: ประกัน OPD ลดหย่อนภาษีได้ไหม?

A: เบี้ยประกันสุขภาพของตนเองสามารถนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท โดยเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตทั่วไปแล้ว ต้องไม่เกิน 100,000 บาท

นอกจากนี้ หากมีการชำระเบี้ยประกันสุขภาพให้บิดามารดา สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้เพิ่มเติมตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท ทั้งนี้ บิดาหรือมารดาต้องมีเงินได้ในปีภาษีนั้นไม่เกิน 30,000 บาท ทั้งนี้ เงื่อนไขและการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด

Q: ผู้ป่วยนอก (OPD) ต้องอยู่โรงพยาบาลไม่เกินกี่ชั่วโมง?

A: ผู้ป่วยนอก คือ ผู้ที่เข้ารับการตรวจรักษาจากแพทย์ รับยาและกลับบ้านได้โดยไม่ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล โดยทั่วไปการรักษาแบบผู้ป่วยนอกมักใช้เวลา ไม่เกิน 6 ชั่วโมง

หากแพทย์พิจารณาให้ผู้ป่วยต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลหรือเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิดจะถือเป็นการรักษาแบบผู้ป่วยใน (IPD)

Q: ประกันสุขภาพ OPD ใช้ได้ทันทีหลังซื้อหรือไม่?

A: โดยทั่วไปประกันสุขภาพจะมีระยะเวลารอคอย (Waiting Period) หลังจากกรมธรรม์เริ่มมีผลคุ้มครองก่อนที่ผู้เอาประกันจะสามารถใช้สิทธิ์ได้ เช่น ระยะเวลารอคอยประมาณ 30 วันสำหรับการเจ็บป่วยทั่วไป ขณะที่โรคบางประเภทหรือโรคที่มีความซับซ้อนอาจมีระยะเวลารอคอยยาวขึ้นถึง 120 วันตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์

ดังนั้น ก่อนตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพ ผู้เอาประกันควรศึกษารายละเอียดเงื่อนไขความคุ้มครองและระยะเวลารอคอยในกรมธรรม์ให้ครบถ้วน เพื่อให้เข้าใจสิทธิประโยชน์และข้อกำหนดของแผนประกันอย่างชัดเจน