Money Matter
OPD กับ IPD คืออะไร ต่างกันอย่างไร? เรื่องที่ควรรู้ก่อนซื้อประกันสุขภาพ
- 20 เม.ย. 69
- 371

บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจตั้งแต่ความหมายของ OPD และ IPD ไปจนถึงความคุ้มครองของประกันสุขภาพแต่ละประเภท เพื่อช่วยให้คุณวางแผนการเงินและการดูแลสุขภาพได้อย่างมั่นใจ
OPD คืออะไร?
OPD คือ Out-Patient Department หรือแผนกผู้ป่วยนอก หมายถึง การเข้ารับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลโดยไม่จำเป็นต้องนอนพักรักษาตัว ผู้ป่วยสามารถรับการวินิจฉัย รับยา และกลับบ้านได้ภายในวันเดียว
กล่าวง่าย ๆ ว่า ผู้ป่วยนอก คือ ผู้ที่เข้าพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาอาการทั่วไปหรืออาการไม่รุนแรงและไม่ต้องเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล การรักษาแบบ OPD มักใช้เวลาไม่นาน โดยทั่วไปผู้ป่วยจะอยู่ในโรงพยาบาลไม่เกิน 6 ชั่วโมง
ตัวอย่างอาการหรือสถานการณ์ที่เข้าข่าย OPD
ตัวอย่างอาการที่มักเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก ได้แก่
- เป็นไข้หวัด ไอ เจ็บคอ หรือมีน้ำมูก
- อาการภูมิแพ้ เช่น แพ้อากาศ คัดจมูก จาม
- ผื่นคัน ลมพิษ หรืออาการแพ้ทางผิวหนังที่ไม่รุนแรง
- คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียในระดับไม่รุนแรง
- การตรวจสุขภาพทั่วไป
- การทำแผล เช่น มีดบาด หรือแผลถลอก
- การผ่าตัดเล็ก เช่น ตัดเล็บขบ หรือผ่าซีสต์
ประกันสุขภาพ OPD คืออะไร? คุ้มครองอะไรบ้าง?
- ค่าตรวจวินิจฉัยและค่าบริการทางการแพทย์
- ค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ ภายใน 24 ชั่วโมง
- ค่ายาและเวชภัณฑ์
- ค่าหัตถการทางการแพทย์
รูปแบบประกัน OPD สามารถแบ่งเป็น 2 รูปแบบหลัก ๆ ตามวงเงินความคุ้มครอง ได้แก่
- ประกัน OPD แบบรายครั้ง : ให้ความคุ้มครองเป็นวงเงินสูงสุดต่อครั้งและจำกัดจำนวนครั้งต่อปี เช่น คุ้มครองค่ารักษาพยาบาล OPD ครั้งละ 1,000 บาท สูงสุด 30 ครั้งต่อปี
- ประกัน OPD แบบเหมาจ่ายรายปี : ให้ความคุ้มครองค่าใช้จ่ายผู้ป่วยนอกแบบเหมาจ่ายตลอดปี โดยไม่จำกัดวงเงินและไม่จำกัดจำนวนครั้งในการเข้ารับบริการ ภายใต้วงเงินสูงสุดต่อปีที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
ค่ารักษา OPD โดยประมาณ
ตัวอย่างค่าใช้จ่าย OPD โดยประมาณ
ประกันสุขภาพ OPD เหมาะกับใคร?
-
ผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยเป็นประจำ
ผู้ที่มีประวัติเข้าพบแพทย์บ่อย เช่น เป็นหวัด ภูมิแพ้ หรือท้องเสียมากกว่า 2-3 ครั้งต่อปี -
ผู้ที่มีโรคประจำตัว
ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดัน หรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ ที่ต้องติดตามอาการกับแพทย์อย่างต่อเนื่อง -
ครอบครัวที่มีเด็กเล็ก
เด็กมักมีโอกาสเจ็บป่วยเล็กน้อยบ่อย เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หรือไข้เลือดออก -
ผู้ที่ใช้บริการโรงพยาบาลเอกชน
ผู้ที่ต้องการความสะดวกในการเข้ารับการรักษา โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายหรือการสำรองจ่าย -
ผู้ที่ไม่มีสวัสดิการ หรือสวัสดิการครอบคลุมไม่เพียงพอ
ผู้ที่ทำงานอิสระ ฟรีแลนซ์ หรือเจ้าของธุรกิจส่วนตัวที่ไม่ได้มีสวัสดิการรักษาพยาบาล การมีประกันสุขภาพ OPD จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการรักษา ไม่ว่าจะเป็นการตรวจรักษาอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยหรือการติดตามผลสุขภาพ ขณะเดียวกันพนักงานที่ได้รับสวัสดิการสุขภาพจากบริษัท แต่มีวงเงินจำกัดสามารถเสริมความคุ้มครองด้วยประกัน OPD ได้
IPD คืออะไร?
IPD คือ In-Patient Department หรือแผนกผู้ป่วยใน หมายถึง การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลโดยต้องนอนพักรักษาตัวหรือใช้เวลารักษาต่อเนื่องมากกว่า 6 ชั่วโมง โดยผู้ป่วยจะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมแพทย์และพยาบาลตลอด 24 ชั่วโมง

ตัวอย่างอาการหรือสถานการณ์ที่เข้าข่าย IPD
- โรคร้ายแรงที่ต้องการดูแลต่อเนื่อง เช่น มะเร็ง
- อุบัติเหตุรุนแรง เช่น กระดูกหัก หรือเลือดออกภายใน
- การผ่าตัดใหญ่ที่ต้องนอนพักฟื้น เช่น ผ่าตัดช่องท้อง หรือผ่าคลอด
- ภาวะหัวใจและหลอดเลือดเฉียบพลัน
- ผู้ป่วยที่ต้องให้น้ำเกลือตลอดเวลาหรือเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด
ประกันสุขภาพ IPD คืออะไร? คุ้มครองอะไรบ้าง?
ความคุ้มครองหลักของประกัน IPD โดยทั่วไปมักครอบคลุมค่าใช้จ่าย ดังนี้
- ค่าห้องพักและค่าอาหาร
- ค่าบริการทางการแพทย์
- ค่าผ่าตัดและค่าหัตถการ
- ค่ายาและเวชภัณฑ์
- ค่าบริการรถพยาบาลฉุกเฉิน
- ค่าเวชศาสตร์ฟื้นฟูหลังการรักษา
- ประกัน IPD แบบกำหนดวงเงิน : ให้ความคุ้มครองตามวงเงินที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ครอบคลุมค่าใช้จ่ายค่าห้องพักและค่าอาหาร ค่าบริการในโรงพยาบาล เช่น วงเงินสูงสุด 5,000 บาท/วัน หากเข้ารับการรักษา 3 วัน จะได้รับสิทธิ์ตามวงเงินรวม 15,000 บาท
- ประกัน IPD แบบเหมาจ่ายต่อปี : ให้ความคุ้มครองแบบเหมาจ่ายตามจริง แต่ไม่เกินวงเงินรวมสูงสุดต่อปีกรมธรรม์ ครอบคลุมค่าใช้จ่ายสำคัญ เช่น ค่าผ่าตัด ค่ายาและค่าเวชศาสตร์ฟื้นฟู
ค่ารักษา IPD โดยประมาณ
ค่าใช้จ่ายในการเข้ารักษาแบบผู้ป่วยใน (IPD) อาจแตกต่างกันตามประเภทของโรค ความรุนแรงและรูปแบบการรักษาที่แพทย์พิจารณาตามความเหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น จึงขอยกตัวอย่างค่าใช้จ่ายของการผ่าตัดไส้ติ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในภาวะฉุกเฉินที่พบได้บ่อย และมักต้องเข้ารับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน ผู้ป่วยส่วนใหญ่จำเป็นต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลหลังการผ่าตัด
ตัวอย่างค่าใช้จ่ายผ่าตัดไส้ติ่งในโรงพยาบาลเอกชน
ที่มา: สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
หมายเหตุ: ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลอาจแตกต่างกันไปตามระดับของโรงพยาบาล แพทย์ผู้รักษา และความซับซ้อนของโรค
ประกันสุขภาพ IPD เหมาะกับใคร?
ธนาคารจะกำหนดอัตราดอกเบี้ย MRR MLR และ MOR จากปัจจัยหลักต่อไปนี้
1. เหมาะกับทุกคนเพราะอุบัติเหตุและการเจ็บป่วยหนักเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดคิดเสมอ
ไม่ว่าจะดูแลสุขภาพดีแค่ไหน เหตุการณ์ไม่คาดคิดสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ การทำประกัน IPD ไว้ช่วยให้คุณอุ่นใจเมื่อต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล2. ผู้ที่กังวลเรื่องค่าใช้จ่ายสูงจากการนอนโรงพยาบาล
การรักษาที่ต้องนอนโรงพยาบาล เช่น การผ่าตัด อาจมีค่าใช้จ่ายหลักหมื่นถึงหลักแสนบาท การมีประกัน IPD จึงช่วยลดภาระทางการเงิน และสร้างความมั่นใจว่าคุณจะได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง3. ผู้ที่ไม่ได้มีเงินสำรองฉุกเฉินเพียงพอ
การมีประกันถือเป็นหลักการบริหารความเสี่ยงด้านการเงิน หากเราต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลอาจจะมีค่าผ่าตัด ค่าห้องและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ซึ่งอาจทำให้ค่าใช้จ่ายโดยรวมสูงขึ้นอย่างไม่คาดคิด4. ผู้ที่ต้องการลดภาระทางการเงินของครอบครัว
สำหรับผู้ที่ต้องการลดภาระทางการเงินของครอบครัว การมีประกันสุขภาพ IPD ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญ เมื่อเกิดการเจ็บป่วยรุนแรง ค่าใช้จ่ายจากการรักษาพยาบาลที่สูงอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเงินของ ทั้งครอบครัวได้ การมีประกันสุขภาพจะช่วยรองรับค่าใช้จ่ายเหล่านี้ และช่วยให้ครอบครัวสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมั่นใจ
OPD กับ IPD ต่างกันอย่างไร?
ที่มา: NAVAA Health
เลือกประกันสุขภาพ OPD หรือ IPD แบบไหนดี?
กรณีที่ 1 เจ็บป่วยบ่อยด้วยอาการเล็กน้อย
หากคุณมีแนวโน้มพบแพทย์เป็นประจำ เช่น เป็นหวัด ภูมิแพ้ หรือมีโรคประจำตัวที่ต้องติดตามอาการ การเลือกทำประกัน OPD จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายสะสมระยะยาวได้กรณีที่ 2 กังวลค่าใช้จ่ายจากการเจ็บป่วยรุนแรง
สำหรับผู้ที่กังวลค่าใช้จ่ายสูงจากการรักษาในโรงพยาบาล เช่น การผ่าตัด ประกันแบบ IPD เป็นตัวเลือกที่ช่วยป้องกันภาระค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดกรณีที่ 3 ตอบโจทย์ความคุ้มครองที่ครอบคลุม
สำหรับผู้ที่มองหาความอุ่นใจด้วยความคุ้มครองที่ครอบคลุมทุกด้าน การมีประกันทั้ง OPD และ IPD ช่วยให้คุณได้รับความคุ้มครองครบถ้วนตั้งแต่การเจ็บป่วยเล็กน้อยในชีวิตประจำวันไปจนถึงเหตุฉุกเฉินที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล พร้อมช่วยบริหารจัดการค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกสถานการณ์เทคนิคเลือกประกันสุขภาพให้คุ้มค่า
ก่อนตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพ ควรประเมินความต้องการและรูปแบบความคุ้มครองที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ รวมถึงพิจารณารายละเอียดของกรมธรรม์อย่างรอบคอบ เพื่อให้ได้รับความคุ้มค่าและตรงกับงบประมาณที่วางไว้ โดยพิจารณาจากปัจจัยสำคัญ ดังนี้
1. ตรวจสอบวงเงินความคุ้มครอง
- ความคุ้มครองกรณี OPD ตรวจสอบวงเงินค่ารักษาต่อครั้งและจำนวนครั้งต่อปีที่สามารถใช้สิทธิ์ตามกรมธรรม์
- ความคุ้มครองกรณี IPD ตรวจสอบวงเงินความคุ้มครองต่อการรักษาแต่ละครั้งและวงเงินรวมต่อปี หากวงเงินไม่เพียงพออาจทำให้ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายส่วนต่างเอง
2. ตรวจสอบเงื่อนไข รักษาได้ทันที ไม่ต้องสำรองจ่าย (Cashless)
เพิ่มความคล่องตัวทางการเงินด้วยแผนประกันที่สามารถใช้สิทธิรักษาในเครือข่ายโรงพยาบาลได้โดยไม่ต้องสำรองจ่ายล่วงหน้า เพื่อเพิ่มความสะดวกในการรับการรักษาและช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระก่อน โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องเข้ารับการรักษาแบบเร่งด่วน3. เปรียบเทียบค่าเบี้ยประกันเทียบกับความเสี่ยง
เบี้ยประกันที่ถูกที่สุดอาจไม่ตอบโจทย์ความคุ้มครองที่คุณต้องการเสมอไป ควรพิจารณาความคุ้มครองที่ได้รับเปรียบเทียบกับค่าเบี้ย ความเสี่ยงด้านสุขภาพและค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าแผนประกันที่เลือกมีความคุ้มค่าและรองรับเหตุการณ์ไม่คาดคิดได้อย่างเหมาะสม4. ตรวจสอบระยะเวลารอคอย (Waiting Period)
ประกันสุขภาพส่วนใหญ่จะมีระยะเวลารอคอย เช่น 30 วันสำหรับโรคทั่วไป 120 วันสำหรับโรคบางโรค จึงควรศึกษารายละเอียดในกรมธรรม์อย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจซื้อ5. สิทธิ์ลดหย่อนภาษี
เบี้ยประกันสุขภาพสามารถใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามที่จ่ายจริงสูงสุด 25,000 บาทต่อปี และเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตต้องไม่เกิน 100,000 บาท นอกจากนี้ หากซื้อประกันสุขภาพให้บิดามารดา สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้เพิ่มเติมสูงสุด 15,000 บาท ทั้งนี้ บิดาหรือมารดาต้องมีเงินได้ในปีภาษีนั้นไม่เกิน 30,000 บาท ทั้งนี้ เงื่อนไขและการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด6. ตรวจสอบสวัสดิการที่มีอยู่
ก่อนซื้อประกันสุขภาพเพิ่มเติม ควรตรวจสอบสิทธิและสวัสดิการที่มีอยู่ เช่น ประกันสังคม บัตรทอง หรือสวัสดิการสุขภาพจากที่ทำงาน เพื่อประเมินว่าความคุ้มครองปัจจุบันเพียงพอต่อความต้องการหรือไม่ หากมีช่องว่างของความคุ้มครองที่ยังไม่ได้ครอบคลุม จึงค่อยพิจารณาเลือกประกันเพิ่มเติมให้เหมาะสมสิทธิการรักษา OPD และ IPD จากสวัสดิการที่มีอยู่มีอะไรบ้าง?
คนไทยส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงบริการสาธารณะสุขผ่านหลายระบบ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิประกันสังคม สิทธิข้าราชการ หรือสิทธิบัตรทอง ซึ่งครอบคลุมการรักษาแบบ OPD และ IPD ในระดับหนึ่ง
1. สิทธิประกันสังคม
- ผู้ป่วยนอก (OPD): เข้ารับการรักษาได้โดยไม่ต้องสำรองจ่ายในโรงพยาบาลตามสิทธิ
- ผู้ป่วยใน (IPD): ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาล ค่าห้องและค่าอาหารตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด กรณีฉุกเฉิน (เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลนอกสิทธิ) สามารถเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดได้ โดยคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลภายใน 72 ชั่วโมงแรก ก่อนส่งต่อไปยังสถานพยาบาลตามสิทธิ
2. สิทธิบัตรทอง (สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ)
ผู้มีสิทธิบัตรทองสามารถเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลตามสิทธิได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ครอบคลุมการรักษาทั้งแบบ OPD และ IPD สามารถดูข้อมูลสิทธิรักษาพยาบาลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ3. สิทธิข้าราชการหรือสวัสดิการสุขภาพจากที่ทำงาน
สิทธิรักษาพยาบาลของข้าราชการให้ความคุ้มครองค่อนข้างครอบคลุม ทั้งการรักษาแบบผู้ป่วยนอก (OPD) และผู้ป่วยใน (IPD) ในสถานพยาบาลของรัฐ โดยยังครอบคลุมไปถึงบุคคลในครอบครัว ได้แก่ บิดามารดา คู่สมรส และบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายส่วนพนักงานบริษัทเอกชนส่วนใหญ่จะได้รับสวัสดิการด้านสุขภาพในรูปแบบค่ารักษาพยาบาลหรือประกันกลุ่ม ซึ่งมักครอบคลุมทั้ง OPD และ IPD ตามเงื่อนไขของแต่ละองค์กร ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาได้ในระดับหนึ่ง
หากคุณกำลังมองหาประกันสุขภาพที่ให้ความคุ้มครองทั้งผู้ป่วยนอก (OPD) และ ผู้ป่วยใน (IPD) พร้อมความยืดหยุ่นในการเลือกวงเงินความคุ้มครองให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์และงบประมาณของตนเอง
ประกันสุขภาพ KKPGEN Preferred Health* เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์ โดยสามารถเลือกเพิ่มความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลแบบผู้ป่วยนอก (OPD) ได้ตามความต้องการ มีให้เลือกถึง 4 แผน พร้อมวงเงินค่ารักษาพยาบาลเริ่มต้นสูงสุด 2,000 บาทต่อครั้ง และสามารถใช้สิทธิ์รักษาในโรงพยาบาลเครือข่ายได้แบบไม่ต้องสำรองจ่าย เพิ่มความสะดวกและลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เพราะสุขภาพเป็นพื้นฐานสำคัญของการใช้ชีวิต การวางแผนประกันสุขภาพตั้งแต่วันนี้จึงช่วยเพิ่มความอุ่นใจในอนาคต ดูประกันอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ ประกันสุขภาพ*
*พิจารณารับประกันภัยโดยบริษัท เจนเนอราลี่ ประกันภัย (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ในฐานะนายหน้าประกันวินาศภัย? เป็นเพียงผู้ชี้ช่องให้ทำประกันภัยเท่านั้น
**ผู้ขอเอาประกันภัยควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนการตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: มีประกันสังคมอยู่แล้ว ยังต้องทำประกัน OPD เพิ่มไหม?
A: ประกันสังคมให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลพื้นฐานในสถานพยาบาลตามสิทธิที่กำหนด อย่างไรก็ตาม อาจมีข้อจำกัดในด้านการเลือกโรงพยาบาล วงเงินค่ารักษา รวมถึงระยะเวลาการรอรับบริการQ: ซื้อประกันสุขภาพ OPD อย่างเดียวพอไหม?
A: การซื้อประกันสุขภาพที่ครอบคลุมเฉพาะ OPD อาจเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องเข้าพบแพทย์บ่อยครั้งจากอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย เช่น ไข้หวัด ภูมิแพ้ หรือการตรวจสุขภาพทั่วไป ซึ่งประกันสุขภาพ OPD สามารถช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้อย่างไรก็ตาม หากต้องการความคุ้มครองที่ครอบคลุมมากขึ้น การเลือกแผนที่รวมทั้งประกันสุขภาพ OPD และ IPD จะช่วยรองรับค่าใช้จ่ายในกรณีเจ็บป่วยหนัก หรือการเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ซึ่งมักมาพร้อมค่าใช้จ่ายที่สูง
Q: ประกัน OPD ลดหย่อนภาษีได้ไหม?
A: เบี้ยประกันสุขภาพของตนเองสามารถนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท โดยเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตทั่วไปแล้ว ต้องไม่เกิน 100,000 บาท
นอกจากนี้ หากมีการชำระเบี้ยประกันสุขภาพให้บิดามารดา สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้เพิ่มเติมตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท ทั้งนี้ บิดาหรือมารดาต้องมีเงินได้ในปีภาษีนั้นไม่เกิน 30,000 บาท ทั้งนี้ เงื่อนไขและการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด
Q: ผู้ป่วยนอก (OPD) ต้องอยู่โรงพยาบาลไม่เกินกี่ชั่วโมง?
A: ผู้ป่วยนอก คือ ผู้ที่เข้ารับการตรวจรักษาจากแพทย์ รับยาและกลับบ้านได้โดยไม่ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล โดยทั่วไปการรักษาแบบผู้ป่วยนอกมักใช้เวลา ไม่เกิน 6 ชั่วโมง
หากแพทย์พิจารณาให้ผู้ป่วยต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลหรือเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิดจะถือเป็นการรักษาแบบผู้ป่วยใน (IPD)
Q: ประกันสุขภาพ OPD ใช้ได้ทันทีหลังซื้อหรือไม่?
A: โดยทั่วไปประกันสุขภาพจะมีระยะเวลารอคอย (Waiting Period) หลังจากกรมธรรม์เริ่มมีผลคุ้มครองก่อนที่ผู้เอาประกันจะสามารถใช้สิทธิ์ได้ เช่น ระยะเวลารอคอยประมาณ 30 วันสำหรับการเจ็บป่วยทั่วไป ขณะที่โรคบางประเภทหรือโรคที่มีความซับซ้อนอาจมีระยะเวลารอคอยยาวขึ้นถึง 120 วันตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
ดังนั้น ก่อนตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพ ผู้เอาประกันควรศึกษารายละเอียดเงื่อนไขความคุ้มครองและระยะเวลารอคอยในกรมธรรม์ให้ครบถ้วน เพื่อให้เข้าใจสิทธิประโยชน์และข้อกำหนดของแผนประกันอย่างชัดเจน