Money

ภาษาบ้านๆที่ควรรู้

Post by | Admin

เรื่องนึงที่ทำให้คนอยากมีบ้าน ต่างปวดหัวและงงไปตามๆกัน คงหนีไม่พ้นเรื่องเกี่ยวกับคำศัพท์ด้านการเงิน เพราะหากคุณไม่ได้มีความรู้หรือประสบการณ์ด้านนี้มาก่อน คงจะงุนงงกับตัวย่อทั้งหลายที่เป็นเหมือนกับรหัสลับและเข้าใจยาก วันนี้ KKP Advice Center เปิดคลังคำศัพท์และตัวย่อ 6 คำที่คุณควรรู้ แล้วจะทำให้การซื้อบ้านกลายเป็นเรื่องเข้าใจง่ายขึ้นทันที

1. อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบคงที่ (Fixed Rate)
หมายถึง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่กำหนดเป็นตัวเลขคงที่ ตลอดอายุสัญญาเงินกู้ หรือในระยะเวลาที่สถาบันการเงินกำหนด เช่น กำหนดให้ชำระดอกเบี้ยร้อยละ 4% ต่อปีเป็นเวลา 3 ปี เราก็จะเสียอัตราดอกเบี้ย 4% ตลอดระยะเวลา 3 ปี ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ข้อดีของอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่คือ ดอกเบี้ยเงินกู้จะไม่ขึ้นหรือลงตามสภาวะเศรษฐกิจ ทำให้ไม่ต้องกังวลว่ายอดชำระเงินกู้จะสูงขึ้น และช่วยให้ผู้กู้สามารถวางแผนการเงินของตนเองได้อย่างแม่นยำ

2. อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบลอยตัว (Floating Rate)
หมายถึง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่เปลี่ยนแปลงไปตามประกาศของสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นการปรับขึ้น-ลงตามสภาวะเศรษฐกิจ ในปีที่อัตราดอกเบี้ยถูกลง เราก็จะจ่ายดอกเบี้ยได้ถูกลง แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าในปีนั้นอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น เราก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยการเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ยจะขึ้นอยู่กับ นโยบายทางการเงินของแต่ละธนาคาร ซึ่งในแต่ละปีมีการปรับมากน้อยแตกต่างกัน

3. MLR (Minimum Lending Rate) หรือ (Minimum Loan Rate)
หมายถึง อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลาเช่น มีประวัติการเงินที่ดี มีหลักทรัพย์ค้ำประกันพียงพอ ส่วนใหญ่อัตราดอกเบี้ยประเภทนี้จะใช้กับเงินกู้ระยะยาวที่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน เช่น สินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจ

4. MRR (Minimum Retail Rate)
หมายถึง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล, สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย

5.LTV (Loan to Value)
หมายถึง อัตราส่วนของเงินกู้ (ที่สามารถกู้ได้) ต่อมูลค่าของหลักประกัน เช่น บ้าน, คอนโด ยกตัวอย่าง บ้านราคา 1 ล้านบาท สถาบันการเงินปล่อยกู้ LTV เพียง 90% แสดงว่าเราได้รับเงินกู้จำนวน 9 แสนบาท ส่วนที่เหลืออีก 1 แสนบาทเราต้องจ่ายเงินเพิ่ม (ไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ) เพื่อซื้อบ้านหรือคอนโดที่เราต้องการ ซึ่งอัตรา LTV แต่ละครั้งจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับการพิจารณาคุณสมบัติของลูกค้า ความน่าเชื่อถือของโครงการ มูลค่าของหลักประกัน และจำนวนครั้งที่ขอกู้ ดังนั้นหากสถาบันการเงินปล่อยเงินโดยมีอัตราส่วน LTV ต่ำ ก็มีโอกาสที่เราต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อบ้าน,คอนโดเพิ่มในอัตราที่สูงขึ้นเช่นกัน

6.DSCR (Debt Service Coverage Ratio)
หมายถึง อัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า โดยเป็นการเปรียบเทียบระหว่างรายได้ต่อภาระหนี้สิน ซึ่งสถาบันการเงินจะใช้อัตราส่วนนี้ไปใช้ในการพิจารณาวงเงินกู้ให้กับลูกค้า ซึ่งการกำหนดอัตราส่วนว่าผู้กู้ควรมี DSCR อยู่ที่เท่าไหร่นั้นจะแตกต่างกันไปในแต่ละสถาบันการเงิน ซึ่งวิธีการคำนวน DSCR คือ เอารายได้ต่อเดือน ÷ ภาระหนี้ ซึ่งอาจใช้ภาระหนี้ต่อเดือนหรือ ภาระหนี้ต่อปี มาใช้คำนวนก็ได้

การจะเป็นเจ้าของบ้านสักหนึ่งหลังต้องมีการวางแผนที่รอบคอบ เริ่มต้นจากคำศัพท์พื้นฐาน ความรู้เบื้องต้น แล้วสุดท้ายจะกลายเป็นของขวัญชิ้นใหญ่ที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับคุณอย่างแน่นอน และหากคุณกำลังมองหาสินเชื่อในการซื้อบ้าน ธนาคารเกียรตินาคินขอเสนอสินเชื่อบ้าน KK Home loan วงเงินอนุมัติสูงสุด 100% ผ่อนสบาย ดอกเบี้ยต่ำ ได้วงเงินสูง สนใจคลิก

 

แนวโน้มของราคาทอง

มั่นว่า ข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตระหว่าง OPEC และ non-OPEC จะทำได้จริงและตรึงกำลังการผลิตได้จริง ถึงแม้จะมีการขยายระยะเวลาตรึงกำลังการผลิตออกไปถึงปีหน้าก็ตาม

 

ไปดูเหตุผลที่ตลาดไม่เชื่อ หนึ่งในนั้นก็เพราะ กำลังการผลิตนอกกลุ่ม OPEC ก็ยังเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในสหรัฐ จากตัวเลขแท่นขุดเจาะรายสัปดาห์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แทบทุกสัปดาห์ตั้งแต่ย่างเข้าไป 2017 เป็นต้นมา รวมถึงการเดินกำลังการผลิต Shale Oil และ Shale Gas ที่สะท้อนว่า ต้นทุนการผลิตของเทคโนโลยีนี้ เข้ามาใกล้จุดที่สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตน้ำดิบได้แล้วถ้ามองภาพใหญ่กว่านั้น ราคาน้ำมันก็โดนกดดันอยู่มาอย่างต่อเนื่องจากการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด หรือ Clean Energy โดยเทคโนโลยีที่จะมาเป็นคู่แข่งพลังงานน้ำมันจริงๆ ก็คือ Power Storage หรือ ตัวเก็บประจุไฟฟ้า นั้นเอง เพราะตัวเก็บประจุไฟฟ้า หรือ Power Storage จะทำให้การใช้พลังงานสะอาดมีเสถียรภาพมากขึ้น ยกตัวอย่าง ถ้าใช้พลังงานแสงอาทิตย์ แต่ไม่มีตัวเก็บประจุ ก็แปลว่า เราจะใช้ไฟฟ้าได้แค่ตอนช่วงกลางวันเท่านั้น ดังนั้น เทคโนโลยี Power Storage จึงถือว่ามีความสำคัญ และเป็นจุดเปลี่ยนอีกหนึ่งอย่างที่จะทำให้ต้นทุนการผลิตพลังงานสะอาดต่ำลงไปอีก และเข้าถึงคนจำนวนมากกว่าปัจจุบัน

สรุปทิศทางราคาน้ำมัน

ราคาน้ำมันถูกเทขายลงมาที่ ราวๆ 42-43 ดอลลาร์ กลางเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งประเด็นหลักๆ มาจากตลาดเริ่มไม่เชื่อมั่นว่า ข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตระหว่าง OPEC และ non-OPEC จะทำได้จริงและตรึงกำลังการผลิตได้จริง ถึงแม้จะมีการขยายระยะเวลาตรึงกำลังการผลิตออกไปถึงปีหน้าก็ตาม

Suggested
12 Feb 2020
เรื่องต้องรู้ ก่อนซื้อบ้าน
Money
09 Sep 2019
บ้านก็ชอบ คอนโดก็ใช่ เลือกแบบไหนให้ตรงใจคุณ
Lifestyle
11 Nov 2019
รวมวิธีผ่อนบ้านให้หมดเร็วพร้อมลดดอกเบี้ยบ้านที่คุณอาจยังไม่เคยรู้
Money