Money Matter

PE คืออะไร? เข้าใจ P/E Ratio ฉบับมือใหม่ พร้อมสูตรคำนวณและวิธีใช้ดูหุ้น

  • 16 May 26
  • 76
PE Ratio คืออะไร? และทำไมเราต้องให้ความสำคัญกับค่านี้ เป็นหนึ่งในสิ่งที่คุณควรจะต้องตอบให้ได้ก่อนเริ่มต้นลงทุนในหุ้น เพราะการตัดสินใจซื้อหุ้นด้วยราคาที่ถูก หรือการเลือกซื้อตามผู้อื่นเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในปัจจุบันที่โลกการลงทุนมีความผันผวนอย่างมาก

ซึ่งการเข้าใจว่า ค่า PE คือสิ่งที่จะช่วยให้คุณตัดสินใจลงทุนได้ดีมากขึ้น ดังนั้น เราจึงจะมารู้จักกับสิ่งนี้ให้มากขึ้นไปพร้อม ๆ กันในบทความนี้

PE คืออะไร? (P/E Ratio = Price to Earnings Ratio)

PE (Price to Earnings Ratio) คือ อัตราส่วนทางการเงินที่เปรียบเทียบระหว่าง "ราคาหุ้น" กับ "กำไรสุทธิต่อหุ้น" (Earnings Per Share: EPS) เพื่อบอกให้รู้ว่าหากเราซื้อหุ้นในราคานี้ และบริษัททำกำไรได้คงที่เท่าเดิมทุกปี เราจะต้องใช้เวลากี่ปีถึงจะคืนทุนจากการลงทุนในหุ้นตัวนั้น เช่น หากหุ้นมีค่า PE 10 เท่า หมายความว่า เราต้องใช้เวลา 10 ปีถึงจะคืนทุนหากกำไรไม่เปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ค่า PE ยังสะท้อนถึงความคาดหวังของนักลงทุนที่มีต่อบริษัทนั้น ๆ อีกด้วย

สูตรคำนวณ PE Ratio คืออะไร?

การคำนวณค่า PE สามารถทำได้ 2 รูปแบบหลัก ตามข้อมูลที่มีอยู่ ดังนี้

สูตรคำนวณ : P/E = ราคาหุ้น (Price) ÷ กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS)

ตัวอย่าง : หุ้น ABC ราคา 100 บาท มีกำไรต่อหุ้น 5 บาท P/E = 100 ÷ 5 = 20 เท่า

สูตรคำนวณ : P/E = มูลค่าบริษัท (Market Cap) ÷ กำไรสุทธิ (Net Profit)

ตัวอย่าง : บริษัท DEF มีมูลค่าตลาด 5,000 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 250 ล้านบาท P/E = 5,000 ÷ 250 = 20 เท่า

วิธีหา EPS (กำไรสุทธิต่อหุ้น)

ก่อนที่จะคำนวณค่า PE เราจำเป็นต้องหาค่า EPS (Earnings Per Share) หรือกำไรที่หารเฉลี่ยให้หุ้นแต่ละตัวก่อน ซึ่งสามารถคำนวณได้ด้วยการใช้สูตรดังนี้
สูตรคำนวณ EPS = กำไรสุทธิ ÷ จำนวนหุ้นสามัญ

ตัวอย่างการคำนวณ : หากบริษัท A มีกำไรสุทธิ 1,000,000 บาท มีจำนวนหุ้น 500,000 หุ้น
  • ค่า EPS จะเท่ากับ 1,000,000 ÷ 500,000 = 2 บาทต่อหุ้น
  • ถ้าปัจจุบันราคาหุ้นอยู่ที่ 20 บาท ค่า PE จะเท่ากับ 20 ÷ 2 = 10 เท่า

PE มีกี่ประเภท?

ในการใช้งานจริง นักลงทุนจะเจอค่า PE 2 รูปแบบ ซึ่งให้ข้อมูลที่ต่างกันตามช่วงเวลาของกำไรที่นำมาใช้

หัวข้อเปรียบเทียบ Trailing PE 
(PE ย้อนหลัง)
Forward PE 
(PE คาดการณ์)
การใช้กำไรจาก กำไรในอดีต (4 ไตรมาสล่าสุด) กำไรในอนาคต (ประมาณการโดยนักวิเคราะห์)
ข้อดี ข้อมูลจริง ตรวจสอบได้แน่นอน สะท้อนภาพการเติบโตและทิศทางธุรกิจ
ข้อเสีย ไม่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ขึ้นอยู่กับความแม่นยำของการประมาณการ อาจคลาดเคลื่อนได้
เหมาะกับ หุ้นพื้นฐานดี กำไรสม่ำเสมอ หุ้นเติบโต หุ้นที่มีโครงการใหม่กำลังเริ่ม
ที่มา: Longtunman

ตัวอย่างเปรียบเทียบ: กรณีหุ้น XYZ ราคา 100 บาท
  • กำไร 4 ไตรมาสที่ผ่านมา (EPS Trailing) = 5 บาท ค่า Trailing PE = 100 ÷ 5 = 20 เท่า
  • กำไรที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ปีหน้า (EPS Forward) = 8 บาท ค่า Forward PE = 100 ÷ 8 = 12.5 เท่า
คำแนะนำ: ในทางปฏิบัติ นักลงทุนส่วนใหญ่ดู Trailing PE เป็นหลักเพราะใช้ข้อมูลจริง และใช้ Forward PE ประกอบเพื่อประเมินแนวโน้มการเติบโต

เงินเกษียณ ต้องมีเท่าไหร่ถึงจะพอ?

นักลงทุนมักเข้าใจผิดว่าค่า PE ต่ำ คือ สิ่งที่บ่งบอกว่าเป็นตัวเลือกที่ดี และ PE สูง คือ ตัวเลือกที่ไม่ดี แต่ในความจริงแล้วตัวเลขเหล่านี้สามารถบอกรายละเอียดเกี่ยวกับการลงทุนได้มากกว่านั้น

PE สูง ไม่ได้หมายความว่าแพงเสมอไป

การที่หุ้นตัวหนึ่งมีค่า PE สูงกว่าปกติ เช่น 40-50 เท่า ไม่ได้หมายความว่าเรากำลังซื้อของแพงเกินจริงเสมอไป แต่มันคือการที่ตลาดมองเห็นศักยภาพการเติบโตแบบก้าวกระโดดในอนาคต ทำให้นักลงทุนยินดีจ่ายเงินซื้อหุ้นในวันนี้ด้วยราคาที่สูง เพราะเชื่อมั่นว่าในอีก 1-3 ปีข้างหน้า กำไรของบริษัทจะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทำให้ค่า PE ในอนาคตลดต่ำลงมาเองตามธรรมชาติ ซึ่งหุ้นกลุ่มนี้มักเป็นหุ้นเทคโนโลยี หุ้นนวัตกรรม หรือบริษัทที่กำลังขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง 

อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวังที่สำคัญที่สุด คือ หากวันใดวันหนึ่งผลประกอบการจริงประกาศออกมาแล้วไม่โตตามเป้า ตลาดอาจเริ่มตั้งคำถามกับมูลค่าที่แท้จริงจนนำไปสู่การปรับลดระดับความคาดหวังลงทันที ซึ่งจะทำให้ราคาหุ้นดิ่งลงอย่างรุนแรงแม้งบจะยังดูดีอยู่ก็ตาม

PE ต่ำ ไม่ได้หมายความว่าถูกเสมอไป

แม้ว่าหุ้นที่มี PE ต่ำ คือ ตัวเลือกที่น่าดึงดูดใจสำหรับนักลงทุน เนื่องจากการมีราคาที่ค่อนข้างเข้าถึงได้ง่าย แต่ค่า PE ที่ต่ำผิดปกติอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าบริษัทกำลังเผชิญกับภาวะถดถอย หรือธุรกิจกำลังอยู่ในอุตสาหกรรมขาลงที่ตลาดมองเห็นความเสี่ยงบางอย่างที่ซ่อนอยู่ได้ด้วยเช่นกัน เช่น สัญญาเช่าที่กำลังจะหมดลง เทคโนโลยีที่กำลังจะล้าสมัย หรือปัญหาในองค์กร ซึ่งสิ่งที่นักลงทุนต้องระวังเป็นพิเศษ คือ การตกเข้าไปในสถานการณ์ที่หุ้นดูเหมือนจะมีราคาต่ำกว่าพื้นฐาน แต่ราคากลับไม่เคยปรับตัวขึ้นหรือแย่ลงเรื่อย ๆ ตามกำไรที่ลดน้อยถอยลงในทุกไตรมาส

ควรดู PE ร่วมกับอะไร?

การใช้ค่า PE ให้ดีที่สุด คือ ควรพิจารณาอัตราการเติบโตของกำไรควบคู่ไปด้วยเสมอ เพื่อดูว่าความเร็วในการทำกำไรคุ้มค่ากับค่า PE ที่จ่ายหรือไม่ ซึ่งจะช่วยให้สามารถประเมินได้เบื้องต้น ถึงความเสี่ยงและโอกาสการลงทุนที่จะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต

ที่มา: SET Invest Now

วิธีใช้ PE Ratio ในการเลือกหุ้น

การใช้ค่า PE Ratio ในการเลือกลงทุนหุ้น คือ วิธีการที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ซึ่งการเปรียบเทียบอย่างเหมาะสม ควรทำตามวิธีการต่าง ๆ เหล่านี้ 

1. เปรียบเทียบกับหุ้นในอุตสาหกรรมเดียวกัน

นำค่า PE ของหุ้นเป้าหมายไปเทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น หุ้นเทคโนโลยีที่ PE โดยพื้นฐานมักจะสูง กับหุ้นธนาคารที่ค่า PE ทั่วไปมักจะต่ำ เพราะจะทำให้การวัดมูลค่าในมาตรฐานเดียวกันไม่สามารถทำได้อย่างถูกต้อง

ดังนั้น การเปรียบเทียบที่เห็นผลที่สุดของการใช้ PE คือ การใช้ในอุตสาหกรรมเดียวกันเป็นหลัก เช่น ถ้ากลุ่มอสังหาฯ มี PE เฉลี่ย 8 เท่า แต่หุ้นตัวที่เราดูมี PE 20 เท่า ก็ควรต้องหาคำตอบให้ได้ว่าเพราะอะไรตลาดถึงยอมให้ราคาแพงกว่าในกลุ่มเดียวกัน เพื่อให้สามารถลงทุนได้อย่างมั่นใจ

2. เปรียบเทียบกับ PE ในอดีตของหุ้นตัวเดียวกัน (PE Band)

การดู PE ย้อนหลัง 3-5 ปี จะช่วยให้เห็นค่าเฉลี่ยปกติของหุ้นตัวนั้น ซึ่งช่วยให้คุณจะสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลง และตัดสินใจได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
  • PE ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอดีต : หากพื้นฐานธุรกิจดีและกำไรยังโตตามแผน อาจเป็นจังหวะสะสมในการเลือกลงทุนเพราะมีโอกาสที่จะกลับขึ้นไปสูงได้ในอนาคต
  • PE สูงกว่าค่าเฉลี่ยอดีต : การเลือกหุ้นนี้อาจจะแพงเกินไปโดยมาตรฐาน แต่อาจเกิดจากสาเหตุเฉพาะบางกรณี เช่น บริษัทได้รับการให้มูลค่าใหม่จากนวัตกรรมหรือธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพสูงกว่าเดิม ซึ่งอาจจะทำให้มูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องได้ เพราะฉะนั้นต้องพิจารณาร่วมกับข้อมูลอื่น ๆ เพื่อตัดสินใจให้มากขึ้น เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่จะสร้างกำไรได้มากขึ้น

3. ใช้ Forward PE ตั้งราคาเป้าหมาย

สูตรคำนวณ ราคาเป้าหมาย = EPS คาดการณ์ x PE ที่เหมาะสม

ตัวอย่าง : คาดว่าปีหน้าบริษัทจะมี EPS 5 บาท และประเมินแล้วว่า PE ที่เหมาะสมคือ 15 เท่า ดังนั้น ราคาเป้าหมายที่สามารถคำนวณได้ = 5 × 15 = 75 บาท

4. ประยุกต์ใช้ Earnings Yield (กลับค่า PE)

สูตรคำนวณ : Earnings Yield = EPS ÷ Price = 1/PE

ตัวอย่าง : หุ้น PE 20 เท่า จะมี Earnings Yield เท่ากับ 1 ÷ 20 = 5% ต่อปี

คำแนะนำ: Earnings Yield สามารถใช้เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับผลตอบแทนพันธบัตรหรือดอกเบี้ยเงินฝากได้ หาก Earnings Yield สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรแสดงว่าหุ้นให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากว่าการถือพันธบัตร วิธีนี้จึงเป็นเครื่องมือที่ดีในการเปรียบเทียบว่าควรลงทุนในหุ้นหรือตราสารหนี้ในช่วงเวลานั้น ๆ

ข้อจำกัดของ PE ที่นักลงทุนต้องรู้

แม้ว่า PE จะเป็นเครื่องมือที่ได้รับความนิยมสูง แต่ก็ยังคงมีข้อจำกัดมากมาย ที่หากไม่ทำความเข้าใจให้ดี อาจกลายเป็นความเสี่ยงได้ในอนาคต ซึ่งหลัก ๆ จะประกอบด้วยสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้

1. ใช้กับบริษัทขาดทุนไม่ได้

หากบริษัทไม่มีกำไร ค่า PE จะเป็นลบหรือแสดงเป็น N/A ซึ่งไม่สามารถนำมาวิเคราะห์ความถูกแพงได้

2. กำไรพิเศษหรือขาดทุนพิเศษทำให้ PE บิดเบือน

หากปีนั้นบริษัทมีการขายที่ดินหรือรับเงินชดเชยประกัน กำไรจะพุ่งสูงชั่วคราว ทำให้ PE ดูต่ำผิดปกติ ดังนั้นก่อนวิเคราะห์ควรใช้ กำไรจากการดำเนินงานปกติแทนกำไรสุทธิที่มีรายการพิเศษปนอยู่

3. ไม่สะท้อนหนี้สิน

PE คือ การดูแค่กำไรและราคาหุ้น โดยไม่ได้คำนึงถึงว่าบริษัทมีหนี้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งก็เป็นส่วนที่สำคัญต่อการเลือกลงทุนหุ้นเช่นกัน

4. PE ไม่ได้บอกทุกอย่าง

ค่า PE คือ ภาพนิ่งของปัจจุบันและอดีต ดังนั้น จึงไม่ได้การันตีคุณภาพธุรกิจหรือแนวทางการเปลี่ยนแปลงในอนาคต นักลงทุนจึงควรใช้เครื่องมืออื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย

5. หุ้นวัฏจักรให้สัญญาณกลับด้าน

สำหรับหุ้นวัฏจักรช่วงที่ PE ต่ำมักจะเป็นช่วงจุดสูงสุดของกำไร และช่วง PE สูงอาจเป็นจุดต่ำสุดของรอบธุรกิจ ซึ่งจะต้องระวังเป็นพิเศษ

PE กับเครื่องมืออื่น ควรใช้คู่กับอะไร?

เพื่อให้เห็นภาพการลงทุนที่ชัดเจนขึ้น ควรใช้ค่า PE ควบคู่กับเครื่องมืออื่น ๆ ในการตัดสินใจเลือกลงทุน

เครื่องมือ ใช้เมื่อไหร่ เปรียบเทียบผลลัพธ์
P/BV
(Price to Book Value)
หุ้นที่มีสินทรัพย์เยอะ เช่น ธนาคาร มูลค่าหุ้นเทียบกับส่วนทุนสุทธิ
PEG Ratio หุ้นที่กำลังเติบโต ความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับความเร็วของกำไร
Dividend Yield หุ้นปันผล ผลตอบแทนจากปันผลเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของราคา
ROE
(Return on Equity)
วัดความเก่งของบริษัท ความสามารถในการใช้เงินทุนมาสร้างกำไร
D/E Ratio ตรวจสอบความแข็งแกร่งทางการเงิน ภาระหนี้สินที่บริษัทแบกรับอยู่

PE คือ เครื่องมือวิเคราะห์หุ้นเบื้องต้นที่มีประโยชน์อย่างมากหากใช้งานอย่างถูกวิธี ซึ่งการรู้วิธีคำนวณและเข้าใจปัจจัยเบื้องหลังตัวเลขของค่า PE Ratio คือ แนวทางที่จะช่วยให้คุณเลือกหุ้นที่ดีที่สุดได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การลงทุนในหุ้นไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่ยังรวมถึงความเข้าใจในโมเดลธุรกิจและปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วยในเวลาเดียวกัน

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการให้เงินทำงานอย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องวิเคราะห์หุ้นเองทั้งหมด การลงทุนผ่าน กองทุนรวม กับธนาคารเกียรตินาคินภัทร ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะมีผู้เชี่ยวชาญคอยคัดกรองหุ้นคุณภาพและกระจายความเสี่ยงให้อย่างเป็นระบบ ช่วยให้คุณสามารถเริ่มต้นวางแผนการลงทุนเพื่ออนาคตได้ทันที แม้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเรียนรู้ก็ตาม

คำเตือน ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: PE กับ PEG ต่างกันอย่างไร?

A: PE จะใช้เพื่อดูความถูกแพงเมื่อเทียบกับกำไรปัจจุบัน ส่วน PEG จะนำค่า PE ไปหารด้วยอัตราการเติบโตของกำไร เพื่อดูว่า PE ที่จ่ายแพงนั้นคุ้มค่ากับอัตราการเติบโตหรือไม่

Q: PE SET Index ปัจจุบันดูได้ที่ไหน?

A: สามารถตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย www.set.or.th ในส่วนของข้อมูลสถิติตลาด

Q: PE ติดลบหมายความว่าอะไร?

A: การที่ PE ติดลบ คือ สัญญาณว่าบริษัทนั้นมีผลประกอบการขาดทุนสุทธิ ซึ่งทางเทคนิคแล้วจะไม่นำค่า PE มาใช้ในการประเมินมูลค่า

Q: ควรเลือกใช้ Trailing PE หรือ Forward PE ในสถานการณ์ไหน?

A: ใช้ Trailing PE เมื่อต้องการความแม่นยำและตรวจสอบได้ เพราะใช้กำไรที่เกิดขึ้นจริงใน 4 ไตรมาสล่าสุด เหมาะกับหุ้นพื้นฐานดีที่กำไรสม่ำเสมอ และใช้ Forward PE เมื่อต้องการประเมินมูลค่าหุ้นที่มีแนวโน้มเติบโตสูง หรือบริษัทที่กำลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจอย่างชัดเจน เพราะกำไรในอดีตอาจไม่สะท้อนศักยภาพที่แท้จริง

Q: PE เท่าไหร่ถึงเรียกว่าถูก?

A: ไม่มีตัวเลขตายตัว ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรม แต่โดยทั่วไปหากต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มหรือต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลังของหุ้นตัวนั้นในขณะที่พื้นฐานยังดี ถือว่าน่าสนใจในเชิงราคา