Money Matter
PE คืออะไร? เข้าใจ P/E Ratio ฉบับมือใหม่ พร้อมสูตรคำนวณและวิธีใช้ดูหุ้น
- 16 พ.ค. 69
- 74

ซึ่งการเข้าใจว่า ค่า PE คือสิ่งที่จะช่วยให้คุณตัดสินใจลงทุนได้ดีมากขึ้น ดังนั้น เราจึงจะมารู้จักกับสิ่งนี้ให้มากขึ้นไปพร้อม ๆ กันในบทความนี้
PE คืออะไร? (P/E Ratio = Price to Earnings Ratio)
PE (Price to Earnings Ratio) คือ อัตราส่วนทางการเงินที่เปรียบเทียบระหว่าง "ราคาหุ้น" กับ "กำไรสุทธิต่อหุ้น" (Earnings Per Share: EPS) เพื่อบอกให้รู้ว่าหากเราซื้อหุ้นในราคานี้ และบริษัททำกำไรได้คงที่เท่าเดิมทุกปี เราจะต้องใช้เวลากี่ปีถึงจะคืนทุนจากการลงทุนในหุ้นตัวนั้น เช่น หากหุ้นมีค่า PE 10 เท่า หมายความว่า เราต้องใช้เวลา 10 ปีถึงจะคืนทุนหากกำไรไม่เปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ค่า PE ยังสะท้อนถึงความคาดหวังของนักลงทุนที่มีต่อบริษัทนั้น ๆ อีกด้วย
สูตรคำนวณ PE Ratio คืออะไร?
การคำนวณค่า PE สามารถทำได้ 2 รูปแบบหลัก ตามข้อมูลที่มีอยู่ ดังนี้
สูตรคำนวณ : P/E = ราคาหุ้น (Price) ÷ กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS)
ตัวอย่าง : หุ้น ABC ราคา 100 บาท มีกำไรต่อหุ้น 5 บาท P/E = 100 ÷ 5 = 20 เท่า
สูตรคำนวณ : P/E = มูลค่าบริษัท (Market Cap) ÷ กำไรสุทธิ (Net Profit)
ตัวอย่าง : บริษัท DEF มีมูลค่าตลาด 5,000 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 250 ล้านบาท P/E = 5,000 ÷ 250 = 20 เท่า
วิธีหา EPS (กำไรสุทธิต่อหุ้น)
- ค่า EPS จะเท่ากับ 1,000,000 ÷ 500,000 = 2 บาทต่อหุ้น
- ถ้าปัจจุบันราคาหุ้นอยู่ที่ 20 บาท ค่า PE จะเท่ากับ 20 ÷ 2 = 10 เท่า
PE มีกี่ประเภท?
ในการใช้งานจริง นักลงทุนจะเจอค่า PE 2 รูปแบบ ซึ่งให้ข้อมูลที่ต่างกันตามช่วงเวลาของกำไรที่นำมาใช้
ตัวอย่างเปรียบเทียบ: กรณีหุ้น XYZ ราคา 100 บาท
- กำไร 4 ไตรมาสที่ผ่านมา (EPS Trailing) = 5 บาท ค่า Trailing PE = 100 ÷ 5 = 20 เท่า
- กำไรที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ปีหน้า (EPS Forward) = 8 บาท ค่า Forward PE = 100 ÷ 8 = 12.5 เท่า
เงินเกษียณ ต้องมีเท่าไหร่ถึงจะพอ?
นักลงทุนมักเข้าใจผิดว่าค่า PE ต่ำ คือ สิ่งที่บ่งบอกว่าเป็นตัวเลือกที่ดี และ PE สูง คือ ตัวเลือกที่ไม่ดี แต่ในความจริงแล้วตัวเลขเหล่านี้สามารถบอกรายละเอียดเกี่ยวกับการลงทุนได้มากกว่านั้น
PE สูง ไม่ได้หมายความว่าแพงเสมอไป
การที่หุ้นตัวหนึ่งมีค่า PE สูงกว่าปกติ เช่น 40-50 เท่า ไม่ได้หมายความว่าเรากำลังซื้อของแพงเกินจริงเสมอไป แต่มันคือการที่ตลาดมองเห็นศักยภาพการเติบโตแบบก้าวกระโดดในอนาคต ทำให้นักลงทุนยินดีจ่ายเงินซื้อหุ้นในวันนี้ด้วยราคาที่สูง เพราะเชื่อมั่นว่าในอีก 1-3 ปีข้างหน้า กำไรของบริษัทจะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทำให้ค่า PE ในอนาคตลดต่ำลงมาเองตามธรรมชาติ ซึ่งหุ้นกลุ่มนี้มักเป็นหุ้นเทคโนโลยี หุ้นนวัตกรรม หรือบริษัทที่กำลังขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวังที่สำคัญที่สุด คือ หากวันใดวันหนึ่งผลประกอบการจริงประกาศออกมาแล้วไม่โตตามเป้า ตลาดอาจเริ่มตั้งคำถามกับมูลค่าที่แท้จริงจนนำไปสู่การปรับลดระดับความคาดหวังลงทันที ซึ่งจะทำให้ราคาหุ้นดิ่งลงอย่างรุนแรงแม้งบจะยังดูดีอยู่ก็ตาม
PE ต่ำ ไม่ได้หมายความว่าถูกเสมอไป
แม้ว่าหุ้นที่มี PE ต่ำ คือ ตัวเลือกที่น่าดึงดูดใจสำหรับนักลงทุน เนื่องจากการมีราคาที่ค่อนข้างเข้าถึงได้ง่าย แต่ค่า PE ที่ต่ำผิดปกติอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าบริษัทกำลังเผชิญกับภาวะถดถอย หรือธุรกิจกำลังอยู่ในอุตสาหกรรมขาลงที่ตลาดมองเห็นความเสี่ยงบางอย่างที่ซ่อนอยู่ได้ด้วยเช่นกัน เช่น สัญญาเช่าที่กำลังจะหมดลง เทคโนโลยีที่กำลังจะล้าสมัย หรือปัญหาในองค์กร ซึ่งสิ่งที่นักลงทุนต้องระวังเป็นพิเศษ คือ การตกเข้าไปในสถานการณ์ที่หุ้นดูเหมือนจะมีราคาต่ำกว่าพื้นฐาน แต่ราคากลับไม่เคยปรับตัวขึ้นหรือแย่ลงเรื่อย ๆ ตามกำไรที่ลดน้อยถอยลงในทุกไตรมาส
ควรดู PE ร่วมกับอะไร?
การใช้ค่า PE ให้ดีที่สุด คือ ควรพิจารณาอัตราการเติบโตของกำไรควบคู่ไปด้วยเสมอ เพื่อดูว่าความเร็วในการทำกำไรคุ้มค่ากับค่า PE ที่จ่ายหรือไม่ ซึ่งจะช่วยให้สามารถประเมินได้เบื้องต้น ถึงความเสี่ยงและโอกาสการลงทุนที่จะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต
ที่มา: SET Invest Now
วิธีใช้ PE Ratio ในการเลือกหุ้น
การใช้ค่า PE Ratio ในการเลือกลงทุนหุ้น คือ วิธีการที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ซึ่งการเปรียบเทียบอย่างเหมาะสม ควรทำตามวิธีการต่าง ๆ เหล่านี้

1. เปรียบเทียบกับหุ้นในอุตสาหกรรมเดียวกัน
นำค่า PE ของหุ้นเป้าหมายไปเทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น หุ้นเทคโนโลยีที่ PE โดยพื้นฐานมักจะสูง กับหุ้นธนาคารที่ค่า PE ทั่วไปมักจะต่ำ เพราะจะทำให้การวัดมูลค่าในมาตรฐานเดียวกันไม่สามารถทำได้อย่างถูกต้องดังนั้น การเปรียบเทียบที่เห็นผลที่สุดของการใช้ PE คือ การใช้ในอุตสาหกรรมเดียวกันเป็นหลัก เช่น ถ้ากลุ่มอสังหาฯ มี PE เฉลี่ย 8 เท่า แต่หุ้นตัวที่เราดูมี PE 20 เท่า ก็ควรต้องหาคำตอบให้ได้ว่าเพราะอะไรตลาดถึงยอมให้ราคาแพงกว่าในกลุ่มเดียวกัน เพื่อให้สามารถลงทุนได้อย่างมั่นใจ
2. เปรียบเทียบกับ PE ในอดีตของหุ้นตัวเดียวกัน (PE Band)
การดู PE ย้อนหลัง 3-5 ปี จะช่วยให้เห็นค่าเฉลี่ยปกติของหุ้นตัวนั้น ซึ่งช่วยให้คุณจะสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลง และตัดสินใจได้อย่างแม่นยำมากขึ้น- PE ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอดีต : หากพื้นฐานธุรกิจดีและกำไรยังโตตามแผน อาจเป็นจังหวะสะสมในการเลือกลงทุนเพราะมีโอกาสที่จะกลับขึ้นไปสูงได้ในอนาคต
- PE สูงกว่าค่าเฉลี่ยอดีต : การเลือกหุ้นนี้อาจจะแพงเกินไปโดยมาตรฐาน แต่อาจเกิดจากสาเหตุเฉพาะบางกรณี เช่น บริษัทได้รับการให้มูลค่าใหม่จากนวัตกรรมหรือธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพสูงกว่าเดิม ซึ่งอาจจะทำให้มูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องได้ เพราะฉะนั้นต้องพิจารณาร่วมกับข้อมูลอื่น ๆ เพื่อตัดสินใจให้มากขึ้น เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่จะสร้างกำไรได้มากขึ้น
3. ใช้ Forward PE ตั้งราคาเป้าหมาย
ตัวอย่าง : คาดว่าปีหน้าบริษัทจะมี EPS 5 บาท และประเมินแล้วว่า PE ที่เหมาะสมคือ 15 เท่า ดังนั้น ราคาเป้าหมายที่สามารถคำนวณได้ = 5 × 15 = 75 บาท
4. ประยุกต์ใช้ Earnings Yield (กลับค่า PE)
คำแนะนำ: Earnings Yield สามารถใช้เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับผลตอบแทนพันธบัตรหรือดอกเบี้ยเงินฝากได้ หาก Earnings Yield สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรแสดงว่าหุ้นให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากว่าการถือพันธบัตร วิธีนี้จึงเป็นเครื่องมือที่ดีในการเปรียบเทียบว่าควรลงทุนในหุ้นหรือตราสารหนี้ในช่วงเวลานั้น ๆ
ข้อจำกัดของ PE ที่นักลงทุนต้องรู้
แม้ว่า PE จะเป็นเครื่องมือที่ได้รับความนิยมสูง แต่ก็ยังคงมีข้อจำกัดมากมาย ที่หากไม่ทำความเข้าใจให้ดี อาจกลายเป็นความเสี่ยงได้ในอนาคต ซึ่งหลัก ๆ จะประกอบด้วยสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้
1. ใช้กับบริษัทขาดทุนไม่ได้
หากบริษัทไม่มีกำไร ค่า PE จะเป็นลบหรือแสดงเป็น N/A ซึ่งไม่สามารถนำมาวิเคราะห์ความถูกแพงได้2. กำไรพิเศษหรือขาดทุนพิเศษทำให้ PE บิดเบือน
หากปีนั้นบริษัทมีการขายที่ดินหรือรับเงินชดเชยประกัน กำไรจะพุ่งสูงชั่วคราว ทำให้ PE ดูต่ำผิดปกติ ดังนั้นก่อนวิเคราะห์ควรใช้ กำไรจากการดำเนินงานปกติแทนกำไรสุทธิที่มีรายการพิเศษปนอยู่3. ไม่สะท้อนหนี้สิน
PE คือ การดูแค่กำไรและราคาหุ้น โดยไม่ได้คำนึงถึงว่าบริษัทมีหนี้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งก็เป็นส่วนที่สำคัญต่อการเลือกลงทุนหุ้นเช่นกัน4. PE ไม่ได้บอกทุกอย่าง
ค่า PE คือ ภาพนิ่งของปัจจุบันและอดีต ดังนั้น จึงไม่ได้การันตีคุณภาพธุรกิจหรือแนวทางการเปลี่ยนแปลงในอนาคต นักลงทุนจึงควรใช้เครื่องมืออื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย5. หุ้นวัฏจักรให้สัญญาณกลับด้าน
สำหรับหุ้นวัฏจักรช่วงที่ PE ต่ำมักจะเป็นช่วงจุดสูงสุดของกำไร และช่วง PE สูงอาจเป็นจุดต่ำสุดของรอบธุรกิจ ซึ่งจะต้องระวังเป็นพิเศษPE กับเครื่องมืออื่น ควรใช้คู่กับอะไร?
เพื่อให้เห็นภาพการลงทุนที่ชัดเจนขึ้น ควรใช้ค่า PE ควบคู่กับเครื่องมืออื่น ๆ ในการตัดสินใจเลือกลงทุน
PE คือ เครื่องมือวิเคราะห์หุ้นเบื้องต้นที่มีประโยชน์อย่างมากหากใช้งานอย่างถูกวิธี ซึ่งการรู้วิธีคำนวณและเข้าใจปัจจัยเบื้องหลังตัวเลขของค่า PE Ratio คือ แนวทางที่จะช่วยให้คุณเลือกหุ้นที่ดีที่สุดได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การลงทุนในหุ้นไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่ยังรวมถึงความเข้าใจในโมเดลธุรกิจและปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วยในเวลาเดียวกัน
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการให้เงินทำงานอย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องวิเคราะห์หุ้นเองทั้งหมด การลงทุนผ่าน กองทุนรวม กับธนาคารเกียรตินาคินภัทร ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะมีผู้เชี่ยวชาญคอยคัดกรองหุ้นคุณภาพและกระจายความเสี่ยงให้อย่างเป็นระบบ ช่วยให้คุณสามารถเริ่มต้นวางแผนการลงทุนเพื่ออนาคตได้ทันที แม้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเรียนรู้ก็ตาม
คำเตือน ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน