Money
LTF ครบกำหนดแล้ว ควรถือต่อหรือพอแค่นี้
Post by | Admin

กองทุนรวม LTF หรือ Long Term Equity Fund คือกองทุนรวมหุ้นระยะยาว ที่มีนโยบายการลงทุนในหุ้นไทยไม่น้อยกว่า 65% และผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิในการลดหย่อนภาษีไม่เกิน 15% ของรายได้แต่ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
หลายคนที่ลงทุนใน LTF คงจะจำได้ว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเราไม่มี LTF ที่ครบกำหนดขายได้ เนื่องจากกรมสรรพากรได้เปลี่ยนเกณฑ์การถือครอง LTF เพื่อลดหย่อนภาษี จาก 5 ปีเป็น 7 ปีปฏิทิน สำหรับการลงทุน LTF ในปี 2559 - 2562
คำว่าปีปฏิทิน คือการนับจำนวนปีการถือครอง โดยที่ปีแรกที่ลงทุนไม่ว่าซื้อช่วงไหนของปีก็นับเป็นปีที่ 1 ทันที และทุกครั้งเมื่อขึ้นปีใหม่ตามปฏิทินก็จะนับอายุการถือครองเพิ่มให้อีก 1 ปีทันที ทำให้ในความเป็นจริงเราไม่ต้องถือครองเป็นระยะเวลา 5 ปี หรือ 7 ปีอย่างที่ตัวเลขกำหนดไว้ ตารางด้านล่างจะช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น

หมายความว่า LTF ที่ซื้อในปี 2559 ไม่ว่าซื้อต้นปีหรือปลายปี เมื่อถือมาจนถึงปี 2565 ก็นับว่าถือครองมาครบ 7 ปีแล้ว เราสามารถขาย LTF ที่ซื้อตั้งแต่ปี 2559 ได้เลย โดยทั่วไปมักจะขายคืนได้ตั้งแต่วันทำการที่ 2 ของปี หรือตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2565 นั่นเอง
หลักเกณฑ์การตัดสินใจขาย LTF
ถึงแม้ว่าจะถือครอง LTF มาครบระยะเวลาที่กำหนดแล้ว แต่ก็ไม่ได้มีข้อบังคับว่าจะต้องขายทันทีเมื่อครบกำหนด ผู้ลงทุนสามารถเลือกได้ว่าจะถือต่อไปหรือขายออกเมื่อไหร่ก็ได้ เราจึงมีหลักเกณฑ์ 3 ข้อที่จะช่วยในการตัดสินใจว่าจะขายหรือไม่ขาย LTF มานำเสนอ ดังนี้
1. ความจำเป็นในการใช้เงิน
หากในอนาคตอันใกล้มีความจำเป็นต้องใช้เงินก้อน เช่น มีการวางแผนซื้อรถ ซื้อบ้าน หรือทำประกันภัยเพิ่ม ก็อาจเลือกตัดสินใจขายกองทุนรวม LTF ที่ถือจนครบกำหนด แล้วนำเงินออกมาใช้จ่ายตามความจำเป็นนั้น แต่หากไม่มีความจำเป็นในการใช้เงินการขายกองทุนรวม LTF อาจพิจารณาเพิ่มในข้อต่อไป
2. ผลตอบแทนของกองทุนรวม
ควรพิจารณาทั้งผลตอบแทนของกองทุนรวมในอดีต และคาดการณ์ว่าผลตอบแทนในอนาคตจะยังคงดีอยู่หรือไม่ โดยต้องไม่ลืมเปรียบเทียบด้วยว่า มีการลงทุนอื่นที่ให้ผลตอบแทนเทียบกับความเสี่ยงแล้วคุ้มค่ากว่าการถือ LTF ต่อไปหรือไม่ หากวิเคราะห์แล้วกองทุนรวม LTF ที่ลงทุนไว้ยังน่าจะทำผลงานได้ดีอยู่ก็สามารถถือ LTF ต่อไปได้ เพราะการลงทุนที่ยาวขึ้น จะช่วยลดโอกาสขาดทุนจากความผันผวนของตลาดได้ดีกว่า และยังสามารถเก็บไว้เป็นเงินก้อนที่สร้างความมั่นคงให้กับชีวิตได้อีกด้วย
3. สัดส่วนของพอร์ตการลงทุนโดยรวม
สำหรับ LTF ซึ่งมีนโยบายที่ต้องลงทุนในหุ้นไทยไม่น้อยกว่า 65% เราอาจต้องวิเคราะห์เพิ่มว่า สัดส่วนการลงทุนของเรากระจุกตัวอยู่ในหุ้นไทยหรือไม่ เพราะคนส่วนใหญ่มักลงทุนใน LTF เป็นหลัก เนื่องจากได้ทั้งการลงทุนระยะยาว และประโยชน์จากการลดหย่อนภาษี จึงมีความเป็นไปได้ว่าจะมีสัดส่วนการลงทุนใน LTF เป็นจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้พอร์ตการลงทุนกระจุกตัวอยู่ในหุ้นไทยมากตามไปด้วย กรณีนี้อาจพิจารณาขาย LTF และนำเงินที่ได้ไปจัดสรรการลงทุนใหม่ ให้พอร์ตการลงทุนมีการกระจายตัวที่เหมาะสมมากขึ้น
หนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจคือการขาย LTF และนำเงินที่ได้มาลงทุนใน กองทุนรวม SSF หรือ RMF ซึ่งจะช่วยให้เราไม่ต้องหาเงินก้อนใหม่มาลงทุนเพื่อให้ได้สิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับปีปัจจุบัน หรืออาจเพิ่มจำนวนเงินลงทุนจากเดิมที่วางแผนไว้ ทำให้เราประหยัดภาษีได้มากขึ้น และยังเป็นการลงทุนระยะยาวไว้เพื่อการเกษียณในอนาคตได้อีกด้วย
นอกจากนี้กองทุนรวม SSF และ RMF ยังมีข้อดี คือ สามารถเลือกลงทุนในสินทรัพย์ได้หลากหลายกว่า คือ ลงทุนได้ทั้งตราสารตลาดเงิน พันธบัตร หุ้นกู้ หุ้น สินทรัพย์ทางเลือก และลงทุนได้ทั้งสินทรัพย์ในประเทศและต่างประเทศ ทำให้ผู้ลงทุนได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและสามารถจัดสรรพอร์ตการลงทุนให้เหมาะกับผลตอบแทนและความเสี่ยงที่ต้องการได้อีกด้วย
สุดท้ายนี้ หากเลือกที่จะขายกองทุนรวม LTF ต้องไม่ลืมที่จะกรอกรายได้จากการขายในการยื่นแบบภาษีปลายปีด้วย เพราะถึงแม้ว่าการขาย LTF แบบไม่ผิดเงื่อนไข กำไรจากการลงทุนจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ แต่สรรพากรกำหนดให้ผู้ลงทุนต้องแจ้งรายได้ส่วนนี้ในการยื่นแบบภาษี
เงินได้จากการขายกองทุนรวม LTF จะถูกนับเป็นเงินได้ประเภท 40(4)(ช) ซึ่งแบบฟอร์มออนไลน์ได้แยกเงินได้ส่วนนี้ออกมาให้เลือกกรอกรายละเอียดต่างหาก โดยรายละเอียดที่ต้องกรอกจะอยู่ในเอกสารการหักภาษี ณ ที่จ่าย ที่จะได้รับหลังจากขายกองทุนรวม LTF นั่นเองครับ

