Money Matter
4 แนวคิดแห่งการ slow down ชีวิต
- 28 Apr 23
- 4,558
เมื่อ ‘การหยุดพัก’ ช่วยให้เราไปต่อได้ 4 แนวคิดแห่งการ Slow Down ชีวิต ที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้เราก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคง
เหนื่อยไหม สิ่งที่เธอทำอยู่ ~ หลายคนคงอยากได้ยินคำแบบนี้จากใครสักคนเพื่อให้รู้สึกดีขึ้นจากงานที่รัดตัว แถมยังต้องพัฒนาตัวเองเพื่อความก้าวหน้าในอาชีพ ไหนจะปัญหาด้านชีวิตส่วนตัว แต่ขนาดพยายามอย่างหนักแล้ว พอหันไปรอบด้าน กลับเจอว่าใครต่อใครเขาก็มีชีวิตที่ดีจนอดเปรียบเทียบไม่ได้ จนต้องรีบสร้างเนื้อสร้างตัวให้เท่ากับคนอื่น จนอาจทำให้เบิร์นเอาท์ได้ในที่สุด
แต่อันที่จริงแล้ว ‘การหยุดพัก’ ก็เป็นส่วนประกอบสำคัญของความสำเร็จในชีวิตนะ เพราะการอยู่นิ่งๆ ปล่อยหัวสมองที่แล่นอยู่ตลอดเวลาได้ผ่อนคลายบ้างก็ช่วยให้เราได้ฟื้นฟูพลังใจ เติมไฟในการใช้ชีวิตอีกครั้ง และระหว่างที่เรากำลังหยุดพักหรือเดินให้ช้าลง ก็ช่วยให้เรามองเห็นโอกาสใหม่ๆ ที่เราไม่เคยเห็นว่าอยู่ตรงนั้นมาตลอด หรืออาจได้ทบทวนสิ่งต่างๆ จนได้เจอบางโอกาสที่มองข้ามไปในช่วงที่เราเอาแต่เร่งรีบ ทั้งยังมีอีกหลายประโยชน์ที่จะช่วยให้เราไปต่อได้อย่างมั่นคงอีกด้วย
สำหรับเรื่องการพักผ่อนแล้ว หลายประเทศเขาจริงจังกับเรื่องนี้มากๆ เลยนะ จนเกิดเป็นวัฒนธรรมและปรัชญาแห่งการพักผ่อนของแต่ละประเทศเลยทีเดียว วันนี้เราขอนำเสนอวิถีการพักผ่อนที่น่าสนใจจาก 4 ประเทศที่เชื่อว่าการหยุดพัก ปล่อยชีวิตให้เดินช้าลงบ้าง ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนตลอดเวลา ก็ทำให้เราก้าวหน้าได้ เผื่อเป็นไอเดียให้ไปปรับใช้กับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนได้

1. Niksen: อยู่เฉยๆ เพื่อรีเฟรชจิตใจ
Niksen เป็นแนวคิดจากเนเธอร์แลนด์ที่แปลตรงตัวว่า ‘ไม่ทำอะไรเลย’ ซึ่งไม่ได้มีแค่การหยุดพักจากเรื่องงาน แต่รวมถึงกิจกรรมอื่นๆ ที่เราทำเพื่อไม่ให้รู้สึกผิดว่าปล่อยเวลาไปเสียเปล่าอย่างการทำงานบ้านหรืออ่านข่าว แนวความคิดของ Niksen คือการอยู่เฉยๆ อย่างแท้จริงไม่ต้องยุ่งกับการคิดว่าจะสร้างประโยชน์อะไรในชีวิต แต่ปล่อยใจจอยๆ ไปกับการดูต้นไม้นอกหน้าต่างบ้าน นั่งมองคนอื่นทำนู่นทำนี่ หรือเดินไปเรื่อยๆ แบบไร้จุดหมาย ซึ่งการทำแบบนี้ระหว่างวันจะช่วยคลายความเครียดไปพร้อมๆ กับให้สมองที่เหนื่อยล้าได้หยุดพักชาร์จพลังให้เต็มหลอด ซึ่งช่วยเราในเรื่องความคิดสร้างสรรค์ได้ดีมากๆ

2. Dolce Far Niente: การไม่ทำอะไรนั้นช่างหอมหวาน
แนวคิดของชาวอิตาลีนี้โฟกัสถึง ‘ความดีงามของการไม่ต้องทำอะไรเลย’ ซึ่งถ้าเรามีโอกาสได้ไปเยือนอิตาลี อาจได้เห็นผู้คนนั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรนอกจากเฝ้ามองโลกหมุนไปด้วยความรู้สึกสงบ นั่นเป็นเพราะชาวอิตาลีมองว่าการได้นั่งอยู่เฉยๆ คือหนึ่งในความหอมหวานของการมีชีวิต ลองแบ่งเวลาสักช่วงหนึ่งในแต่ละวันให้ตัวเราได้พักเบรกอยู่กับตัวเองจริงๆ ไม่คุยกับใครทั้งต่อหน้าและผ่านมือถือ ปล่อยใจเพลินไปกับสิ่งรอบตัว จิบเครื่องดื่มที่ชอบไปด้วยก็ได้ โดยไม่ต้องรอทำเฉพาะในโอกาสพิเศษ วิถีนี้จะช่วยให้เราเห็นความงามของชีวิตได้มากขึ้น เมื่อเรามีความสุขง่ายขึ้นแล้ว เราก็จะพร้อมลุยกับปัญหาที่เข้ามาเป็นระยะๆ แบบที่เครียดน้อยลง เพราะรู้ว่าเราจะมีช่วงเวลาที่สวยงามของชีวิตได้เสมอ

3. Fika: วัฒนธรรมแห่งการพักดื่มกาแฟกับเพื่อนๆ
สำหรับชาวสวีเดน ช่วงเวลา Fika นั้นเป็นเรื่องจริงจังมากจนเป็นวัฒนธรรมเลยก็ว่าได้ โดยในทุกวันของการทำงาน เขาจะมีช่วงพักเบรกครั้งหรือสองครั้งเพื่อดื่มกาแฟกับขนม (หรืออาจจะเครื่องดื่มร้อนอื่นๆ) ไม่ใช่แค่เพราะร่างกายต้องการคาเฟอีนนะ แต่มันคือการออกมาพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน เพื่อนสนิท หรือคนในครอบครัว โดยใช้เวลา ‘ช้าๆ’ กินขนม จิบกาแฟ พร้อมพูดคุยกับคนที่อยู่ตรงหน้าอย่างสนุกสนาน นอกจากจะช่วยให้ความสัมพันธ์กับคนรอบตัวดีขึ้นแล้ว ยังเป็นการทำให้สมองโล่งและสดชื่นพร้อมสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อีกครั้ง หรือไม่ก็อาจจะได้ไอเดียเจ๋งๆ จาก Coffee Break ครั้งนี้ก็เป็นได้!

4. Wu Wei: เมื่อความสำเร็จนั้นอาจมาจากการไม่พยายามจนเกินไป
Wu Wei เป็นปรัชญาเต๋าเก่าแก่จากจีน ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนยุคนี้ที่ต้องการความสำเร็จอย่างรวดเร็ว โดยมีแก่นว่า ‘ไม่ต้องพยายาม’ มากจนเกินไป โดยจากแนวคิดนี้แล้ว แทนที่เราจะบีบตัวเองให้เร่งทำสิ่งต่างๆ ให้เร็วและเยอะที่สุด เพื่อให้ถึงฝั่งฝันในเวลาอันสั้น ลองหยุดกดดันตัวเองแล้วปล่อยไหลไปตามธรรมชาติ ทำใจนิ่งๆ สบายๆ ให้ธรรมชาตินำพาโอกาสมาในเวลาที่เหมาะสม ทั้งยังช่วยให้เรากลับไปเชื่อมต่อกับพื้นฐานด้านอื่นๆ ของชีวิตที่สำคัญไม่แพ้ความสำเร็จ พร้อมสร้างความรู้สึกสงบให้จิตใจ ทำให้เราก้าวต่อไปได้ตามทางที่เราต้องการได้จริงๆ ไม่ใช่ไหลไปตามกระเสสังคมแห่งความเร่งรีบเพียงอย่างเดียว
ทีนี้เราก็ได้เห็นแล้วว่า ‘การพักผ่อน’ นั้นช่วยให้เราก้าวเดินต่อไปได้ดีจริงๆ เพราะการ ‘หยุดพัก’ ไม่ใช่การ ‘หยุดชะงัก’ แต่เป็นการให้เวลาตัวเองได้เคลียร์สมอง จะได้มองสิ่งต่างๆ ได้ชัดขึ้น ได้อยู่กับช่วงเวลาและผู้คนที่อยู่ตรงหน้าอย่างเต็มที่ ที่สำคัญคือ ได้เติมความสุขและความสงบให้กับจิตใจอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคงกับเส้นทางใหม่ๆ แบบไม่มีเบิร์นเอาท์ ใครที่อ่านแล้วรู้สึกว่าแนวคิดไหนน่าสนใจหรือเหมาะกับตัวเอง ก็ลองนำไปปรับใช้ดูได้นะ