Money Matter

เงินบำนาญประกันสังคมคืออะไร? เช็กสิทธิ์หลังเกษียณว่าได้เงินเท่าไหร่?

  • 11 พ.ค. 69
  • 586
การเตรียมความพร้อมทางการเงินเพื่อวัยเกษียณเป็นเรื่องที่รอไม่ได้ โดยเฉพาะการทำความเข้าใจสิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคม ซึ่งเป็นสวัสดิการพื้นฐานสำคัญของแรงงานไทย เพราะการรู้ว่าเงินบํานาญประกันสังคมที่เราจะได้รับในอนาคตมีจำนวนเท่าไหร่ จะช่วยให้คุณประเมินช่องว่างทางการเงิน และวางแผนการออมเพิ่มเติมได้อย่างดีที่สุด เพื่อให้ชีวิตหลังเกษียณมีความมั่นคงและยั่งยืน

โดยเราจะมาดูว่าการมีประกันสังคมจนถึงเกษียณอายุ 55 ปีจะได้รับเงินหรือสิทธิประโยชน์หลังเกษียณเท่าไหร่ และมีอะไรที่คุณต้องรู้บ้าง หากต้องการวางแผนการเงินหลังเกษียณให้ดีที่สุดไปพร้อมกัน

เงินเกษียณอายุประกันสังคมคืออะไร?

เงินเกษียณอายุประกันสังคม คือ เงินหรือสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพที่ผู้ประกันตนจะได้รับจากกองทุนประกันสังคมเมื่อถึงวัยเกษียณ เพื่อใช้เป็นทุนในการดำรงชีพ โดยผู้ประกันตนจะเริ่มได้รับเงินคืนเมื่อมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน ซึ่งรูปแบบการรับเงินเกษียณอายุประกันสังคมแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก คือ บำนาญชราภาพ (บำนาญประกันสังคม) ที่เป็นการจ่ายรายเดือนตลอดชีวิต และบำเหน็จชราภาพ ที่จะเป็นการจ่ายเงินก้อนครั้งเดียว ส่วนการรับจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาการส่งเงินสมทบของแต่ละบุคคลเป็นหลัก

บำเหน็จชราภาพ vs บำนาญชราภาพ ต่างกันอย่างไร?

ความแตกต่างหลักของการรับเงินเกษียณอายุประกันสังคมในรูปแบบบำเหน็จชราภาพและบำนาญชราภาพ จะเป็นเรื่องของระยะเวลาการส่งเงินสมทบและรูปแบบการรับเงิน ซึ่งค่อนข้างมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยสามารถเปรียบเทียบความแตกต่างหลัก ๆ ได้ ดังนี้

หัวข้อเปรียบเทียบ บำเหน็จชราภาพ บำนาญชราภาพ
เงื่อนไขเวลา มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์และจ่ายสมทบน้อยกว่า 180 เดือน มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์และจ่ายสมทบตั้งแต่ 180 เดือนขึ้นไป
รูปแบบการรับ เงินก้อนครั้งเดียวจบ เงินรายเดือนตลอดชีวิต
วิธีคำนวณ
  • กรณีจ่ายไม่ถึง 1 ปี: ได้คืนเฉพาะเงินสมทบส่วนของผู้ประกันตนเท่านั้น
  • กรณีจ่ายครบ 1 ปีแต่ไม่ถึง 15 ปี: จะได้รับเงินสมทบตนเอง + นายจ้าง + ผลประโยชน์ตอบแทน
20% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย และได้รับเพิ่มอีกปีละ 1.5% ของระยะเวลาการนำส่งเงินสมทบทุก ๆ 12 เดือน
ข้อดี ได้เงินก้อนใหญ่ไว้ลงทุนหรือปิดหนี้ มีรายได้แน่นอนทุกเดือน ไม่ต้องกลัวเงินหมด
ข้อเสีย เสี่ยงเงินหมดเร็ว หากบริหารไม่ดี ต้องส่งเงินสมทบครบ 180 เดือนก่อน จึงมีสิทธิ์รับบำนาญจากสำนักงานประกันสังคม
กรณีเสียชีวิต จ่ายให้ทายาทตามสิทธิ กรณีผู้ประกันตนเสียชีวิตก่อนอายุครบเกณฑ์ ทายาทได้รับเงินบำเหน็จตามเงื่อนไขที่กำหนด

ที่มา: Policy Watch, iTax

ใครมีสิทธิได้รับเงินเกษียณอายุประกันสังคมบ้าง?

ผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับเงินเกษียณอายุประกันสังคม จะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามเกณฑ์ที่สำนักงานประกันสังคมกำหนดไว้ เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรมต่อสมาชิกในกองทุนทุกคน ซึ่งโดยพื้นฐานจะต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติ ดังนี้ 

1. เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 หรือมาตรา 39

สิทธิเงินเกษียณอายุประกันสังคมครอบคลุมทั้งพนักงานเอกชนทั่วไป (ม.33) และผู้ที่ลาออกจากงานแล้วแต่ยังส่งเงินสมทบเองต่อเนื่อง (ม.39) โดยจะนำระยะเวลาการส่งเงินของทั้งสองมาตรารวมกันเพื่อคำนวณสิทธิ

2. มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์

การนับอายุอ้างอิงจากวัน เดือน ปีเกิดที่ปรากฏในบัตรประชาชน โดยต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีเต็มในวันที่ยื่นคำขอรับสิทธิประโยชน์ ทั้งนี้ สิทธิยังครอบคลุมถึงกรณีผู้ประกันตนที่เป็นผู้ทุพพลภาพ หรือถึงแก่ความตายก่อนอายุครบ 55 ปีด้วย

3. ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงแล้ว

ผู้มีสิทธิจะต้องลาออกจากงาน หรือหยุดส่งเงินสมทบในกรณี ม.39 แล้วเท่านั้น หากยังทำงานและส่งเงินสมทบอยู่ แม้อายุครบ 55 ปีก็ยังไม่สามารถขอรับเงินส่วนนี้ได้

4. มีระยะเวลาส่งเงินสมทบกรณีชราภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด

  1. กรณีจ่ายเงินสมทบมากกว่า 180 เดือน การนับ 180 เดือน ไม่จำเป็นต้องส่งติดต่อกัน 15 ปีเต็ม โดยสามารถส่งเว้นช่วงได้ แต่เมื่อรวมกันแล้วต้องมียอดเดือนที่จ่ายเงินสมทบครบ 180 เดือนขึ้นไปจึงจะได้รับเงินบำนาญชราภาพแบบรายเดือนตลอดชีวิต
  2. กรณีจ่ายเงินสมทบน้อยกว่า 180 เดือน จะได้รับเป็นเงินบำเหน็จชราภาพที่เป็นเงินก้อนแทน

กรณีได้รับบำนาญชราภาพคำนวณอย่างไร?

กรณีที่ 1 – จ่ายเงินสมทบครบ 180 เดือน (15 ปีพอดี)

สูตรคำนวณ : ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย x 20%

ตัวอย่าง : หากมีฐานเงินเดือนเฉลี่ย 15,000 บาท จะได้รับบำนาญเดือนละ 15,000 x 20% = 3,000 บาท

กรณีที่ 2 – จ่ายเงินสมทบมากกว่า 180 เดือน

สูตรคำนวณ : [20% + (1.5% x จำนวนปีที่เกินจาก 15 ปี)] x ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย

ตัวอย่าง : ส่งประกันสังคมมา 20 ปี (เกินมา 5 ปี) ฐานเงินเดือน 15,000 บาท อัตราที่ได้ คือ [20% + (1.5% x 5)] = 27.5% ดังนั้น จะได้รับเดือนละ 15,000 x 27.5% = 4,125 บาท

ตารางสรุปเงินบำนาญชราภาพตามระยะเวลาการส่ง

ระยะเวลาส่งเงินสมทบ (ปี) อัตราบำนาญ (%) เงินบำนาญ/เดือน (บาท)
ไม่ครบ 15 ปี ไม่มีสิทธิ์รับบำนาญ* ไม่มีสิทธิ์รับบำนาญ*
15 ปี 20.0% 3,000
20 ปี 27.5% 4,125
25 ปี 35.0% 5,250
30 ปี 42.5% 6,375
35 ปี 50.0% 7,500

*หมายเหตุ: ตารางนี้คำนวณจากฐานค่าจ้างเฉลี่ย 15,000 บาท และใช้สูตรคำนวณบำนาญชราภาพแบบเดิม โดยการนับระยะเวลาส่งเงินสมทบจะนับเป็นปีเต็ม ทั้งนี้ ผู้ที่ส่งเงินสมทบไม่ครบ 15 ปี (180 เดือน) จะไม่ได้รับบำนาญชราภาพ แต่จะได้รับเป็นเงินบำเหน็จชราภาพแทน
ที่มา: สำนักงานประกันสังคม, iTax

กรณีได้รับบำเหน็จชราภาพ (เงินก้อน) คำนวณอย่างไร?

สำหรับผู้ที่ส่งเงินสมทบไม่ครบ 180 เดือน จะได้รับเป็นเงินก้อนเพียงครั้งเดียว โดยต้องสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนแล้วจึงจะสามารถยื่นขอรับสิทธิได้ ซึ่งการคำนวณจะมีความแตกต่างตามระยะเวลาที่ส่ง ดังนี้

กรณีที่ 1 - จ่ายเงินสมทบน้อยกว่า 12 เดือน

จะได้คืนเฉพาะส่วนที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเองเท่านั้น โดยไม่มีเงินสมทบจากนายจ้างและไม่มีผลประโยชน์ตอบแทน

สูตรคำนวณ : เงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่ายต่อเดือน × จำนวนเดือนที่ส่งเงินสมทบ

ตัวอย่าง : หากคุณส่งเดือนละ 450 บาท (ฐานเงินเดือน 15,000 บาท × 3%) เป็นระยะเวลา 10 เดือน คุณจะได้รับเงินก้อนประมาณ 4,500 บาท

กรณีที่ 2 - จ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป แต่ไม่ถึง 180 เดือน

จะได้รับเงิน 3 ส่วนรวมกัน คือ เงินสมทบของผู้ประกันตน เงินสมทบของนายจ้าง และผลประโยชน์ตอบแทน (ตามที่สำนักงานประกันสังคมประกาศ)

สูตรคำนวณ : [(เงินสมทบผู้ประกันตนต่อเดือน + เงินสมทบนายจ้างต่อเดือน) × จำนวนเดือน] + ผลประโยชน์ตอบแทน

ตัวอย่าง : หากคุณส่งเดือนละ 450 บาท นายจ้างสมทบอีก 450 บาทต่อเดือน รวม 900 บาทต่อเดือน ส่งมา 10 ปี (120 เดือน ซึ่งยังไม่ครบ 180 เดือน) คุณจะได้รับเป็นเงินก้อนประมาณ 108,000 บาท บวกผลประโยชน์ตอบแทนเพิ่มเติม

หมายเหตุ: กรณีผู้ประกันตน ม.39 แม้จะส่งเงินสมทบด้วยตนเอง แต่สิทธิประโยชน์ที่ได้รับจะคำนวณจากฐานรายได้ที่กำหนดจึงได้รับเงินบำเหน็จน้อยกว่าผู้ประกันตน ม.33 ในระยะเวลาที่เท่ากัน

เกษียณก่อน 55 ควรส่ง ม.39 ต่อหรือหยุดส่ง แบบไหนคุ้มกว่ากัน?

คำถามยอดฮิตสำหรับคนวางแผนเกี่ยวกับเงินเกษียณอายุประกันสังคม โดยหลักการสำคัญ คือ ม.39 มีฐานเงินเดือนคงที่อยู่ที่ 4,800 บาท ซึ่งหากคุณเคยเป็น ม.33 ที่มีเงินเดือนสูง การส่ง ม.39 นานเกินไปจะทำให้ฐานเงินเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายลดลงส่งผลให้เงินบํานาญประกันสังคมลดลงตามไปด้วย

หัวข้อ ส่ง ม.39 ต่อ
(เกิน 5 ปี)
ส่ง ม.39 ต่อ
(ไม่เกิน 5 ปี) 
หยุดส่ง
(รอรับเงินตอนอายุ 55)
ค่าจ้างเฉลี่ยที่ใช้คำนวณบำนาญประกันสังคม 4,800 บาท เฉลี่ยระหว่าง ม.33 และ ม.39  15,000 บาท (ฐานเดิมก่อนออก)
สิทธิรักษาพยาบาล ได้รับต่อเนื่อง ได้รับต่อเนื่อง สิ้นสุดทันทีเมื่อหยุดส่ง
เงินบำนาญประกันสังคมต่อเดือน ประมาณ 960 - 2,400 บาท
(ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการส่งเงินสมทบ)
มากกว่า 960 บาท
(แล้วแต่สัดส่วน)
ประมาณ 3,000 - 7,500 บาท
หมายเหตุ: เกณฑ์ 5 ปี (60 เดือน) มาจากสูตรในการคำนวณเงินบํานาญประกันสังคมที่ใช้ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย หากส่ง ม.39 เกิน 60 เดือน ฐานคำนวณจะเป็น 4,800 บาทเต็ม ทำให้เงินบํานาญประกันสังคมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

หากมีปัญหาสุขภาพหรือต้องการความคุ้มครองต่อเนื่อง การส่ง ม.39 ต่ออาจคุ้มค่ากว่าการซื้อประกันสุขภาพเอกชนทดแทน แต่หากมีสุขภาพดีและมีแผนรับมือค่ารักษาพยาบาลระหว่างรอ การหยุดส่งเพื่อรักษาฐานค่าจ้างตาม ม.33 ไว้ที่ 15,000 บาท ซึ่งเป็นฐานที่ใช้คำนวณเงินบํานาญประกันสังคมจะทำให้ยอดเงินบำนาญประกันสังคมรายเดือนสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ควรประเมินสุขภาพและต้นทุนประกันทดแทนประกอบการตัดสินใจ

สูตร CARE คืออะไร? สูตรคำนวณเงินบำนาญประกันสังคมแบบใหม่ที่ต้องรู้

สูตร CARE (Career Average Revalued Earnings) คือ แนวคิดใหม่ที่สำนักงานประกันสังคมนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาบำนาญชราภาพหรือเงินบํานาญประกันสังคมลดลงเมื่อเปลี่ยนมาตรา โดยจะปรับจากการยึดแค่ 60 เดือนสุดท้าย มาเป็นการเฉลี่ยค่าจ้างตลอดช่วงเวลาการทำงานทั้งหมด พร้อมปรับค่าเงินให้สะท้อนมูลค่าปัจจุบัน เพื่อให้เกิดความยุติธรรมมากขึ้น

หัวข้อ สูตรเดิม สูตรใหม่ (CARE)
ฐานค่าจ้าง 60 เดือนสุดท้าย เฉลี่ยค่าจ้างตลอดช่วงการทำงาน โดยปรับมูลค่าเงินให้สะท้อนมูลค่าปัจจุบัน
การนับเศษเดือน นับเฉพาะปีที่ส่งเงินสมทบครบ 12 เดือน (เศษเดือนไม่นำมาคำนวณ) นำเศษเดือนมาคำนวณเป็นสัดส่วน
ใครได้ประโยชน์ ผู้ที่มีรายได้สูงในช่วง 5 ปีสุดท้ายของการทำงาน ผู้ที่มีรายได้เพิ่มขึ้นตามลำดับ หรือมีการเปลี่ยนสถานะ เช่น ม.33 เป็น ม.39
เริ่มใช้ สูตรที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน คาดว่าจะเริ่มทยอยปรับใช้ช่วงปี 2570 เป็นต้นไป

อัปเดต 2569 เพดานเงินสมทบปรับขึ้น ส่งผลต่อเงินบำนาญประกันสังคมอย่างไร?

ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 สำนักงานประกันสังคมเริ่มปรับเพดานค่าจ้างแบบขั้นบันได 3 ระยะ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยการปรับครั้งนี้จะทำให้เงินสมทบรายเดือนเพิ่มขึ้น แต่ฐานคำนวณเงินบํานาญประกันสังคมและสิทธิประโยชน์อื่นๆ ก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย ทั้งนี้กระทบเฉพาะผู้ที่มีเงินเดือนเกิน 15,000 บาทเท่านั้น ผู้ที่เงินเดือนต่ำกว่านี้จ่ายเท่าเดิม
  • ระยะที่ 1 (ปี 2569-2571) : ปรับเพดานเป็น 17,500 บาท
  • ระยะที่ 2 (ปี 2572-2574) : ปรับเพดานเป็น 20,000 บาท
  • ระยะที่ 3 (ปี 2575 เป็นต้นไป) : ปรับเพดานเป็น 23,000 บาท
ที่มา: สำนักงานประกันสังคม

ยิ่งเพดานสูงขึ้น ฐานเงินเดือนเฉลี่ยที่ใช้คำนวณเงินบํานาญประกันสังคมก็สูงขึ้น ส่งผลให้เงินบำนาญประกันสังคมรายเดือนที่จะได้รับหลังเกษียณสูงขึ้นตามไปด้วย

วิธีเช็กสิทธิบํานาญประกันสังคม ทำอย่างไร?

การเช็กสิทธิ์เงินบำนาญประกันสังคมในปัจจุบัน สามารถทำได้หลายช่องทาง ดังนี้

1. ผ่านเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม

เข้าไปที่ www.sso.go.th ลงชื่อเข้าสู่ระบบผู้ประกันตน เลือกเมนู "ตรวจสอบสิทธิชราภาพ" เพื่อดูยอดเงินสมทบสะสมทั้งหมด ประวัติการส่ง และคำนวณสิทธิชราภาพ

2. ผ่านแอปพลิเคชัน SSO Plus

ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน SSO Plus ทั้งระบบ iOS และ Android เพื่อเช็กยอดเงินสมทบรายเดือน ยอดเงินสะสมชราภาพ และสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ได้ทุกที่ทุกเวลา

3. ช่องทางอื่น

LINE Official: @ssothai หรือสายด่วน 1506 สำหรับผู้ที่ต้องการสอบถามเจ้าหน้าที่โดยตรง

ขั้นตอนการยื่นขอรับเงินบำนาญประกันสังคม ต้องทำอย่างไร?

เมื่อคุณมีคุณสมบัติครบถ้วนในการรับเงินบำนาญประกันสังคม สามารถดำเนินการยื่นขอรับเงินได้ภายใน 2 ปีนับตั้งแต่วันที่เกิดสิทธิตามขั้นตอนดังนี้

1. คุณสมบัติผู้มีสิทธิ

ตรวจสอบให้แน่ใจว่าลาออกจากงานแล้วและอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ซึ่งหากมีหนี้ค้างส่งเงินสมทบควรเคลียร์ให้เรียบร้อยก่อน

2. เอกสารที่ต้องเตรียม

  • แบบคำขอรับประโยชน์แทนกรณีชราภาพ (สปส. 2-01)
  • สำเนาบัตรประชาชน
  • สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่จะให้โอนเงินเข้า

3. ยื่นที่ไหน

ยื่นขอรับเงินเกษียณอายุประกันสังคมได้ที่สำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศ หรือยื่นผ่านระบบออนไลน์ (e-Self Service) ในเว็บไซต์ของสำนักงานประกันสังคม

4. ได้เงินเมื่อไร

โดยปกติจะได้รับเงินโอนเข้าบัญชีครั้งแรกภายใน 1-2 เดือนหลังจากได้รับอนุมัติ และจะได้รับต่อเนื่องทุกเดือนสำหรับกรณีบำนาญ

การทำความเข้าใจว่าหลังจากส่งประกันสังคมจนถึงเกษียณอายุช่วง 55 ปีแล้ว จะได้รับเงินบํานาญประกันสังคมได้เท่าไหร่คือจุดเริ่มต้นของการวางแผนเกษียณที่มีประสิทธิภาพ แม้เงินบํานาญประกันสังคมจะเป็นรายได้ที่ช่วยพยุงค่าใช้จ่ายได้ในระดับหนึ่ง แต่ด้วยค่าครองชีพที่สูงขึ้น การมีแหล่งรายได้สำรองจากกองทุนรวมหรือการลงทุนเพิ่มเติม ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นอยู่ไม่น้อย

หากคุณต้องการสร้างความมั่นคงที่มากกว่าเงินบำนาญประกันสังคม เราขอแนะนำให้เลือกลงทุนผ่านกองทุนรวมจากธนาคารเกียรตินาคินภัทร เพื่อโอกาสในการเติบโตของเงินออม และสร้างผลตอบแทนที่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตอย่างดีที่สุดในวัยเกษียณอายุแบบไร้กังวล

คำเตือน ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: สูตร CARE จะทำให้เงินบำนาญประกันสังคมลดลงไหม?

A: ขึ้นอยู่กับแนวโน้มรายได้ของแต่ละคน แต่มีมาตรการคุ้มครองชัดเจน คือ ในช่วงเปลี่ยนผ่านปี 2570–2573 สปส. จะคำนวณบำนาญให้ทั้ง 2 สูตร หากสูตรเดิมให้ได้มากกว่าจะชดเชยส่วนต่างให้ และหากสูตร CARE ให้ได้มากกว่าจะปรับเพิ่มให้อัตโนมัติ

Q: หากผู้รับเงินบำนาญประกันสังคมเสียชีวิต ทายาทจะได้เงินไหม?

A: หากเสียชีวิตภายใน 60 เดือนหลังรับเงินบำนาญชราภาพ ทายาทจะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินบำนาญชราภาพที่เหลือจนครบ 60 เดือน แต่หากเสียชีวิตหลังรับบำนาญชราภาพไปแล้วเกิน 60 เดือน ทายาทจะไม่ได้รับเงินเพิ่มเติม

Q: เงินบำนาญประกันสังคมต้องเสียภาษีไหม?

A: ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งในรูปแบบบำนาญรายเดือนและบำเหน็จเงินก้อนที่ได้รับจากกองทุนประกันสังคม

Q: ส่งเงินสมทบ 14 ปี แล้วออกจากงาน จะได้เงินบำนาญประกันสังคมไหม?

A: ไม่ได้เงินบำนาญประกันสังคม แต่จะได้รับเป็นเงินบำเหน็จชราภาพหรือเงินก้อนแทน เนื่องจากส่งไม่ครบ 180 เดือน

Q: อายุ 55 แล้ว แต่ยังทำงานอยู่ ต้องยื่นขอเงินเกษียณอายุประกันสังคมเลยไหม?

A: ยังยื่นไม่ได้ ต้องรอให้ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง หรือมีการลาออกจากงานก่อนจึงจะยื่นรับสิทธิเงินเกษียณอายุประกันสังคมได้

ป้ายกำกับเนื้อหา