Money

เงินเฟ้อติดลบ กระทบเราอย่างไร

Post by | Admin

เงินเฟ้อติดลบกระทบเราอย่างไร_628x443

จากการรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) ของเดือนกันยายนที่ผ่านมา พบว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในภาวะเงินเฟ้อติดลบเป็นเดือนที่ 7 ติดต่อกัน

การที่อัตราเงินเฟ้อติดลบแบบนี้ แปลว่าอะไร และจะมีผลกระทบต่อชีวิตของเราหรือไม่ วันนี้ KKP Advice Center จะมาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับประเด็นนี้กัน

เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น เรามาทำความรู้จักกันก่อนว่าเงินเฟ้อคืออะไร

เงินเฟ้อคือภาวะที่ระดับราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปในประเทศสูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเกิดขึ้นได้จาก 2 สาเหตุหลัก คือ

1) ความต้องการซื้อสินค้าและบริการของประชาชนที่เพิ่มขึ้น (Demand-pull Inflation) ขณะที่สินค้าและบริการนั้น ๆ อาจมีไม่เพียงพอ ทำให้ผู้ขายปรับราคาสินค้าและบริการให้สูงขึ้น

2) ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น (Cost-push Inflation) อาทิ วัตถุดิบที่ใช้ผลิตสินค้ามีราคาสูงขึ้น และผู้ผลิตไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นได้ จึงต้องปรับราคาสินค้าและบริการให้สูงขึ้นตาม

ผลกระทบสำหรับคนทั่วไปคือราคาสินค้าแพงขึ้น เงินมีค่าลดลง ยกตัวอย่างง่ายๆ คือในอดีตก๋วยเตี๋ยว 1 ชามราคา 30 บาท แต่ในวันนี้ก๋วยเตี๋ยวแบบเดิมราคาขึ้นไปเป็น 40 บาท จะเห็นว่าเงิน 30 บาทในวันนี้มีค่าน้อยกว่าเงิน 30 บาทในอดีต ก็คือเงินมีค่าลดลงนั่นเอง


มาถึงตรงนี้หลายๆ คนอาจรู้สึกว่าเงินเฟ้อเป็นสิ่งไม่ดี แต่จริงๆแล้วการที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำและไม่ผันผวน จะเป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจเพราะจะเอื้อต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ดัชนีที่ใช้ในการชี้วัดระดับเงินเฟ้อคือดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ  Consumer Price Index (CPI) เป็นตัวเลขทางสถิติที่ใช้วัดการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการที่ครัวเรือนหรือผู้บริโภคซื้อหามาบริโภคเป็นประจำ เป็นราคาในปัจจุบันเปรียบเทียบกับราคาในปีที่กำหนดไว้เป็นปีฐาน

ขณะที่ภาวะเงินเฟ้อคือการที่ดัชนีราคาผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้น ในทางกลับกันบางช่วงเวลาดัชนี CPI ก็อาจติดลบได้ ซึ่งในภาวะเงินเฟ้อติดลบนี้ หากเกิดขึ้นติดต่อกันยาวนานอาจทำให้เกิดภาวะเงินฝืดได้ ซึ่งเป็นภาวะที่ระดับราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปลดต่ำลงเรื่อยๆ

ภาวะเงินฝืดสามารถเกิดขึ้นได้จาก 2 สาเหตุเช่นกันกับเงินเฟ้อ คือผู้บริโภคมีความต้องการซื้อสินค้าและบริการที่ลดลง และอีกสาเหตุคือต้นทุนการผลิตสินค้าที่ลดต่ำลง

คนทั่วไปอาจมองว่าการที่สินค้าราคาลดลงเป็นเรื่องที่ดีสำหรับผู้บริโภค แต่แท้จริงแล้วภาวะเงินฝืดจะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงด้วย เนื่องจากราคาสินค้าที่ลดต่ำลง หมายถึงรายได้ของผู้ผลิตมีแนวโน้มลดลงไปด้วย ทำให้ผู้ผลิตขาดแรงจูงใจที่จะผลิตสินค้าและบริการ จนอาจต้องลดการผลิตไปจนถึงลดการจ้างงาน ซึ่งจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจและความกินดีอยู่ดีของคนในประเทศ

อย่างไรก็ดีการที่ประเทศไทยมีอัตราเงินเฟ้อติดลบในช่วงที่ผ่านมายังไม่ได้แปลว่าประเทศกำลังเข้าสู่ภาวะเงินฝืด เพราะภาวะเงินฝืดต้องเข้าเงื่อนไขปัจจัยหลายอย่างเช่น อัตราเงินเฟ้อติดลบเป็นเวลานานพอสมควรและกระจายในหลาย ๆ หมวดสินค้าและบริการ, การคาดการณ์เงินเฟ้อในระยะยาวต่ำกว่าเป้าหมายอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจติดลบ และอัตราการว่างงานมีแนวโน้มสูงขึ้น

แม้ประเทศไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืดตามปัจจัยที่กล่าวมานี้ แต่ก็ไม่ควรประมาท เพราะหากภาวะเงินเฟ้อติดลบยังคงดำเนินอยู่ต่อไป ผู้บริโภคอาจลดหรือชะลอการจับจ่ายลง ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตและอาจทำให้เกิดการลดการจ้างงานตามมา ซึ่งจะกระทบชีวิตความเป็นอยู่ของคนโดยทั่วไปได้

แนวโน้มของราคาทอง

มั่นว่า ข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตระหว่าง OPEC และ non-OPEC จะทำได้จริงและตรึงกำลังการผลิตได้จริง ถึงแม้จะมีการขยายระยะเวลาตรึงกำลังการผลิตออกไปถึงปีหน้าก็ตาม

 

ไปดูเหตุผลที่ตลาดไม่เชื่อ หนึ่งในนั้นก็เพราะ กำลังการผลิตนอกกลุ่ม OPEC ก็ยังเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในสหรัฐ จากตัวเลขแท่นขุดเจาะรายสัปดาห์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แทบทุกสัปดาห์ตั้งแต่ย่างเข้าไป 2017 เป็นต้นมา รวมถึงการเดินกำลังการผลิต Shale Oil และ Shale Gas ที่สะท้อนว่า ต้นทุนการผลิตของเทคโนโลยีนี้ เข้ามาใกล้จุดที่สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตน้ำดิบได้แล้วถ้ามองภาพใหญ่กว่านั้น ราคาน้ำมันก็โดนกดดันอยู่มาอย่างต่อเนื่องจากการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด หรือ Clean Energy โดยเทคโนโลยีที่จะมาเป็นคู่แข่งพลังงานน้ำมันจริงๆ ก็คือ Power Storage หรือ ตัวเก็บประจุไฟฟ้า นั้นเอง เพราะตัวเก็บประจุไฟฟ้า หรือ Power Storage จะทำให้การใช้พลังงานสะอาดมีเสถียรภาพมากขึ้น ยกตัวอย่าง ถ้าใช้พลังงานแสงอาทิตย์ แต่ไม่มีตัวเก็บประจุ ก็แปลว่า เราจะใช้ไฟฟ้าได้แค่ตอนช่วงกลางวันเท่านั้น ดังนั้น เทคโนโลยี Power Storage จึงถือว่ามีความสำคัญ และเป็นจุดเปลี่ยนอีกหนึ่งอย่างที่จะทำให้ต้นทุนการผลิตพลังงานสะอาดต่ำลงไปอีก และเข้าถึงคนจำนวนมากกว่าปัจจุบัน

สรุปทิศทางราคาน้ำมัน

ราคาน้ำมันถูกเทขายลงมาที่ ราวๆ 42-43 ดอลลาร์ กลางเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งประเด็นหลักๆ มาจากตลาดเริ่มไม่เชื่อมั่นว่า ข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตระหว่าง OPEC และ non-OPEC จะทำได้จริงและตรึงกำลังการผลิตได้จริง ถึงแม้จะมีการขยายระยะเวลาตรึงกำลังการผลิตออกไปถึงปีหน้าก็ตาม

แนะนำจากบทความ
07 ต.ค. 2563
วางแผนเป็น หนี้ อย่างคนฉลาด
Money
16 ก.ย. 2563
วางแผนการเงินก่อนแต่ง แบบคนรู้ทัน (ทุก) ค่าใช้จ่าย
Money
16 ต.ค. 2563
6 Checklists ที่ต้องทำ ก่อนขับรถเที่ยว
Lifestyle