Economic

เข้าใจ Algo Trading เมื่อเทคโนโลยีรุกคืบในโลกการลงทุน

  • 03 ส.ค. 66
  • 18,075


Key Takeaways:


  • KKP Research โดยเกียรตินาคินภัทรมองว่า Algo Trading ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในตลาดหุ้นไทย นับเป็นพัฒนาการของการซื้อขายหลักทรัพย์อีกรูปแบบหนึ่งที่มาพร้อมกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการเข้าถึงข้อมูลที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งเป็นพัฒนาการที่สอดคล้องกับประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลก
  • งานศึกษาส่วนมากพบว่า Algo Trading ส่งผลดีต่อตลาดทุนใน 3 ด้านด้วยกัน ได้แก่ การช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาด การช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของตลาดผ่านราคาหลักทรัพย์ที่สามารถสะท้อนปัจจัยพื้นฐานและข้อมูลล่าสุดได้รวดเร็วขึ้น และการช่วยลดความผันผวนของตลาดในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่ตลาดผันผวนสูง Algo Trading อาจทำให้สภาพคล่องตึงตัวกว่าปกติและเพิ่มความผันผวนให้กับตลาดได้
  • Algo Trading ประเภท High-Frequency Trading (HFT) มักกระจุกตัวอยู่ในหุ้นขนาดใหญ่ และต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่เข้มงวดเช่นเดียวกับนักลงทุนกลุ่มอื่น Algo/HFT ไม่ได้กระทบต่อนักลงทุนรายย่อยทั่วไปโดยตรง เนื่องจากนักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่ไม่ได้แข่งกับ Algo/HFT โดยเฉพาะกลุ่มที่เน้นลงทุนระยะยาวโดยอ้างอิงปัจจัยพื้นฐาน ในอีกมุมหนึ่ง ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีช่วยเพิ่มโอกาสให้กับนักลงทุนรายย่อยที่สามารถเข้าถึงเครื่องมือที่ช่วยในการตัดสินใจซื้อขายหุ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • มูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยที่ลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มนักลงทุนรายย่อย สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย ที่ทำให้ผลตอบแทนของการลงทุนในตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเหตุการณ์ในตลาดทุนไทยในปีที่ผ่านมาที่ซ้ำเติมความเชื่อมั่นของนักลงทุน ประกอบกับทางเลือกการลงทุนในต่างประเทศที่เปิดกว้างขึ้น

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา การส่งคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือ Algorithmic Trading (Algo Trading) เริ่มเข้ามามีบทบาทในตลาดทุนไทยมากขึ้น ทำให้ได้รับความสนใจในวงกว้าง และเกิดเป็นประเด็นถกเถียงอย่างกว้างขวางถึงผลกระทบและความเหมาะสมของการนำ Algo Trading มาใช้ในตลาดทุนไทย นี่จึงเป็นโอกาสของการทำความรู้จักกับ Algo Trading เพื่อให้เข้าใจว่าเทคโนโลยีนี้มีประโยชน์หรือผลกระทบอย่างไร ไม่ว่าต่อตัวนักลงทุนสถาบัน นักลงทุนรายใหญ่ นักลงทุนรายย่อย หรือแม้กระทั่งตลาดทุนและระบบเศรษฐกิจไทย

Algo Trading คืออะไร 
Algo Trading หรือ Automated Trading คือ กลยุทธ์การซื้อขายหลักทรัพย์ โดยมีการนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการส่งคำสั่งซื้อขาย โดยมีการกำหนด ‘Algorithm’ คือ กระบวนการหรือสูตรการคำนวณที่เป็นลำดับขั้นตอนที่ชัดเจนในการประมวลผลล่วงหน้าให้กับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อให้โปรแกรมส่งคำสั่งซื้อขายโดยอัตโนมัติตามเงื่อนไขที่ตั้งไว้ โดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาของคน เช่น ผู้จัดการกองทุน หรือ Dealer เลย ซึ่งนอกจากจะช่วยให้การส่งคำสั่งทำได้อย่างรวดเร็วแล้ว การอาศัยระบบคอมพิวเตอร์มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติในปริมาณมาก ยังช่วยให้สามารถตัดสินใจส่งคำสั่งซื้อขายได้อย่างเที่ยงตรงและมีประสิทธิภาพ ไม่ถูกกระทบหรือหวั่นไหวได้ง่ายตามอารมณ์ของมนุษย์

Algo Trading เป็นเพียงการนำเทคโนโลยีมาช่วยประมวลผลข้อมูลในรูปแบบที่ผู้ใช้งานกำหนดไว้ล่วงหน้าเท่านั้น แต่ไม่ได้เป็นระบบอัจฉริยะที่สามารถสร้างกลยุทธ์การเทรดขึ้นมาเองได้หากผู้ใช้งานไม่ได้เขียนโปรแกรมและระบุเงื่อนไขต่าง ๆ ไว้ ดังนั้น การนำเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือช่วยในการเทรดต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจ รวมถึงข้อมูลและปัจจัยต่าง ๆ ที่ถูกต้อง เพราะ Algo Trading จะไม่สามารถทำงานได้ดี หรือตรงตามวัตถุประสงค์ที่ผู้ใช้ต้องการได้ หากหลักการทำงานของโปรแกรมหรือข้อมูลที่นำมาใช้ประมวลผลในการทำงานนั้นไม่ถูกต้อง

ขณะที่ High-Frequency Trading (HFT) นั้น เป็นคำศัพท์กว้าง ๆ ที่ใช้เรียกรูปแบบการเทรดที่มีความถี่ในการซื้อขายสูงกว่าปกติ ที่เน้นความเร็วในการประมวลผล และส่งคำสั่งซื้อขาย HFT ถือเป็นวิวัฒนาการของตลาดทุนที่มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเช่นเดียวกับ Algo Trading ผสมกับการใช้โครงสร้างพื้นฐานด้าน IT มาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่มากขึ้น สิ่งที่ตามมาคือทำให้เราสามารถนำกลยุทธ์ที่มีมาอยู่ช้านาน อย่างเช่น การทำ Market Making หรือการทำให้เกิดสภาพคล่องอย่างเพียงพอในตลาด ซึ่งก่อนหน้านี้อาจทำอย่างไม่มีประสิทธิภาพและมีข้อจำกัดเรื่องการประมวลข้อมูลที่มีความซับซ้อนสูง แต่ปัจจุบันสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น อนึ่ง HFT ไม่ได้ทำให้กลยุทธ์ฉลาดขึ้นแต่อย่างใด HFT เพียงแค่เปิดโอกาสให้กลยุทธ์การเทรดสามารถกำหนดค่า Time Frame หรือค่าตัวแปรต่าง ๆ ที่อิงกับเวลา ได้ถี่และละเอียดขึ้น เช่น จากรายวัน รายชั่วโมง มาเป็นรายวินาที หรือเสี้ยววินาที เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม Algo Trading ส่วนมากมักมาพร้อมกับความสามารถในการซื้อขายหลักทรัพย์ที่รวดเร็วกว่าเดิมมาก เนื่องจากความเร็วของคอมพิวเตอร์ในการเข้าถึง ประมวลผล และส่งข้อมูล จึงทำให้ HFT ถูกนำมาใช้พูดถึงลักษณะการซื้อขายของ Algo Trading มากขึ้นในวงกว้าง 


Algo Trading มีกี่ประเภท
Algo Trading สามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภทใหญ่ ๆ ด้วยกัน คือ Execution Algo และ Model Algo โดยมีวัตถุประสงค์และลักษณะของการเทรดที่แตกต่างกัน ดังนี้

  • Execution Algo คือชุดคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ที่ใช้ในการจัดการคำสั่งซื้อขายที่มีปริมาณมาก และมีจำนวนที่จะซื้อหรือขายที่ชัดเจนแล้ว ยกตัวอย่างเช่น นักลงทุนต้องการซื้อหุ้นจำนวน 1 ล้านหุ้น นักลงทุนสามารถใช้ประโยชน์จาก Execution Algo ในการซอยคำสั่งซื้อชุดนี้ ออกเป็นคำสั่งย่อยหลาย ๆ คำสั่ง และทยอยซื้อเพื่อให้เกิดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของราคา หรือ market impact ให้น้อยที่สุด ทำให้การซื้อขายหุ้นมีประสิทธิภาพมากขึ้นและมีต้นทุนที่ถูกลงกว่าการซื้อทั้งหมดในครั้งเดียว รูปแบบของ Execution Algo นั้นมีความหลากหลาย บางระบบจะทำการซอยคำสั่งซื้อหรือขายตามเวลาที่กำหนด (Time-Weighted Average Price: TWAP) อย่างเช่น ทุก ๆ 10 นาที หรือบางระบบจะใช้การซอยคำสั่งตามสัดส่วนของปริมาณซื้อขาย (Volume-Weighted Average Price: VWAP) ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น เพื่อให้ราคาที่ซื้อขายได้จริงใกล้เคียงหรือดีกว่าราคาเฉลี่ยของทั้งวันนั้น เป็นต้น
  • Model Algo คือการส่งคำสั่งซื้อขายตามกลยุทธ์การลงทุนที่มีการกำหนดไว้ ซึ่งมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นเนื่องจากต้องมีการประมวลผลตามกลยุทธ์ก่อนสร้างคำสั่งซื้อหรือขายให้ชัดเจน โดยกลยุทธ์ของ Model Algo มีหลากหลายรูปแบบ (ตารางที่ 1) ยกตัวอย่างเช่น กลยุทธ์การเทรดที่ต้องการซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หากมี price mismatch หรือมีโอกาสในการทำกำไรจากส่วนต่างของราคาหลักทรัพย์ทั้งสอง หรือตะกร้าของหลักทรัพย์เกิดขึ้น ผู้ออกแบบ Model Algo ต้องหาโมเดลเพื่อสร้างกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ในการส่งคำสั่งซื้อขายด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็น การหาค่าความสัมพันธ์ (Correlation) ระหว่างหลักทรัพย์ มูลค่าที่แท้จริงของหลักทรัพย์ (Fair Value) รวมไปถึงการวางกรอบบริหารความเสี่ยงต่าง ๆ เช่น การกำหนดการขาดทุนสูงสุด (Loss Limit) และมูลค่าหลักทรัพย์ที่สามารถถือและซื้อขายได้ เป็นต้น 

พัฒนาการของ Algo Trading ในไทยและต่างประเทศ
Algo Trading ในไทยเริ่มเติบโตและมีบทบาทมากขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยจากเดิมที่เคยมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ประมาณ 25% ของมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งหมดในปี 2019 ได้ปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางปี 2021 จนปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาดราว 38% ของมูลค่าซื้อขายทั้งหมด (รูปที่ 1) แต่สัดส่วนนี้ยังถือว่าต่ำและพัฒนาค่อนข้างช้าหากเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และกลุ่มประเทศยุโรป ในสหรัฐฯ มากกว่า 70% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดในตลาดหุ้น (Equities) เป็นการซื้อขายผ่านระบบ Algo Trading เพิ่มขึ้นจาก 15% ในปี 2003 สำหรับตลาดในกลุ่มประเทศยุโรปและตลาดหลักในเอเชีย Algo Trading คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 60-75% ของมูลค่าการซื้อขายโดยรวมเช่นกัน1 

นอกจากแนวโน้มการนำ Algo Trading มาใช้ในการซื้อขายหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นในหลายประเทศแล้ว ยังเห็นแนวโน้มการนำ Algo Trading มาใช้เพิ่มขึ้นในการซื้อขายหลักทรัพย์ทุกประเภท โดย Goldman Sachs และ Aite Group ได้รวบรวมข้อมูลสัดส่วนของ Algo Trading ในตลาดซื้อขายหลักทรัพย์ทั่วโลก พบว่าสัดส่วนของ Algo Trading ในตลาดซื้อขายล่วงหน้า (Futures) ตลาดตราสารสิทธิ์ (Options) ตลาดซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยน (FX market) และตลาดตราสารหนี้ (Fixed income) มีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นเร็วเช่นกันตั้งแต่ในช่วงปี 2006-2015 (รูปที่ 2) โดยตลาดหุ้นยังคงมีส่วนแบ่งตลาดของ Algo Trading สูงที่สุดในบรรดาหลักทรัพย์ทั้งหมด

ผลกระทบของ Algo Trading ต่อตลาดทุน
บทบาทที่เพิ่มขึ้นของ Algo Trading อาจส่งผลกระทบที่แตกต่างกันในแต่ละกลุ่มผู้เล่นในตลาด สำหรับผลกระทบต่อภาพรวมของตลาดทุน งานศึกษาหลายชิ้นบ่งชี้ว่า การเข้ามาของ Algo Trading และ HFT โดยรวมช่วยให้เกิดประโยชน์ต่อตลาดทุนใน 3 ด้าน2 ดังนี้

  • ด้านสภาพคล่อง มีงานศึกษา3 ที่พบว่า Algo Trading และ HFT ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาด และลดส่วนต่างระหว่างราคาเสนอซื้อและเสนอขาย (Bid-Ask Spread) โดยเฉพาะกลยุทธ์ Algo Trading แบบ Market Making ที่สามารถประมวลผลข้อมูลและส่งคำสั่งซื้อได้รวดเร็วขึ้น จึงช่วยลดปัญหา Information Asymmetry ทำให้ส่วนต่างระหว่างราคาเสนอซื้อขายแคบลงได้ ซึ่งงานศึกษายังพบอีกว่า bid-ask spread ที่แคบลงจากผลของ Algo Trading และ HFT ช่วยลดต้นทุนการซื้อขายให้กับนักลงทุนรายย่อย ขณะที่ผลต่อต้นทุนการซื้อขายของนักลงทุนสถาบันยังไม่เป็นที่แน่ชัด โดยงานศึกษาหนึ่ง4 พบว่า HFT เพิ่มต้นทุนให้กับนักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่ที่มีปริมาณการเทรดมากกว่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคำสั่ง แต่ช่วยลดต้นทุนให้กับนักลงทุนสถาบันที่มีขนาดการเทรดเล็กกว่านั้น อย่างไรก็ตาม มีงานศึกษา5 พบว่า HFT ทำให้ราคาหุ้นและสภาพคล่องในตลาดเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น ทำให้ในช่วงที่ตลาดหุ้นเป็นช่วงขาลงหรือมีความไม่แน่นอนสูง สภาพคล่องในตลาดอาจตึงตัวขึ้นได้เนื่องจาก Market Maker กลุ่มดังกล่าวถอดคำสั่งซื้อขายออกไปพร้อม ๆ กัน
  • ด้านประสิทธิภาพของตลาด พบว่า Algo Trading และ HFT ช่วยให้ราคาหลักทรัพย์สะท้อนราคาตามปัจจัยพื้นฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จากการประมวลข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับมูลค่าพื้นฐานของหลักทรัพย์ได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้กระบวนการ Price discovery เกิดได้เร็วขึ้น ทำให้ราคาตลาดไม่แตกต่างกับมูลค่าพื้นฐานมากจนเกินไป งานศึกษาหนึ่ง6 พบว่า HFT มักจะซื้อขายในทิศทางเดียวกับทิศทางราคาที่เปลี่ยนไปถาวร และซื้อขายในทิศทางตรงกันข้ามเมื่อราคามีการเคลื่อนไหวแบบผิดเพี้ยนชั่วคราว
  • ด้านความผันผวน งานศึกษาส่วนมากพบว่า Algo Trading และ HFT ช่วยลดความผันผวนระยะสั้นได้ภายใต้ภาวะตลาดปกติ จากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในกลุ่ม HFT ที่เป็น Market Makers ซึ่งมักจะซื้อขายในทิศทางตรงข้ามกับราคาเมื่อราคาของหุ้นเปลี่ยนไปชั่วคราว7 อย่างไรก็ตาม ในช่วงวิกฤตที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนสูง พบว่า HFT อาจมีส่วนทำให้ราคาหุ้นลดลงรุนแรงขึ้น เนื่องจากราคาหุ้นที่ตกลงทำให้ HFT ถอนคำสั่งซื้อและสภาพคล่องออกจากตลาด8 


เมื่อ Algo Trading มา หมดยุคของนักลงทุนรายย่อยแล้วจริงหรือ?

บทบาทที่เพิ่มขึ้นของ Algo Trading และ HFT ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านโครงสร้างผู้เล่นในตลาด รวมไปถึงพฤติกรรมด้านราคาและสภาพคล่องในตลาดทุน และอาจจะกระทบต่อผู้ออกตราสารอนุพันธ์บางประเภท ที่ต้องมีการวางคำสั่งเสนอซื้อและเสนอขาย เพื่อจัดหาสภาพคล่อง ซึ่งอาจปรับเปลี่ยนคำสั่งไม่ทันนักลงทุนประเภท HFT ที่มีความเร็วในการส่งคำสั่งมากกว่า และในขณะเดียวกันก็เกิดข้อกังวลว่า Algo Trading และ HFT ที่มีความได้เปรียบด้านความเร็วในการประมวลผลข้อมูลและส่งคำสั่งซื้อขาย จะทำให้นักลงทุนรายย่อยถูกเอาเปรียบ หมดหนทางทำกำไรในตลาดหุ้นและอาจทำให้นักลงทุนรายย่อยหายไปจากตลาดทุนในที่สุด

ถึงแม้ว่ายังไม่มีงานศึกษาเชิงลึกถึงผลกระทบเชิงลบต่อนักลงทุนกลุ่มต่าง ๆ ในไทยจากการเพิ่มขึ้นของ Algo/HFT แต่ด้วยหลักการเหตุผลและข้อมูลในเบื้องต้นต่างก็ชี้ว่าผลกระทบต่อนักลงทุนรายย่อยอาจไม่รุนแรงอย่างที่ถูกพูดถึง จากประสบการณ์ของต่างประเทศที่ HFT มีบทบาทในตลาดทุนมายาวนานและในสัดส่วนที่สูงมาก ก็ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างความเสียหายต่อนักลงทุนรายย่อยในวงกว้าง อีกทั้งในภาพรวมนักลงทุนโดยทั่วไปกลับได้รับประโยชน์จากการที่ต้นทุนการทำธุรกรรมลดลงเนื่องจากสภาพคล่องและการแข่งขันในตลาดที่เพิ่มขึ้น

4 เหตุผลสำคัญที่อธิบายว่าทำไม Algo Trading ไม่ได้สร้างผลกระทบต่อนักลงทุนรายย่อยทั่วไปโดยตรง มีดังนี้

ประการที่ 1: นักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่ไม่ได้แข่งกับ Algo/HFT

การเกิดขึ้นของ Algo/HFT อาจจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อนักลงทุนที่ใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบเดียวกับผู้เล่นกลุ่ม Algo/HFT ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเก็งกำไรในกรอบเวลาเพียงไม่กี่วินาทีจากการขยับขึ้นลงของราคาซื้อขาย ด้วยการวิเคราะห์สัญญาณตลาดจากการประมวลผลข้อมูลหลากหลายรูปแบบ เปรียบเสมือนการแข่งคิดเลขเร็วระหว่างคนที่ใช้เครื่องคิดเลขกับคนที่ไม่ใช้เครื่องคิดเลข ซึ่งแน่นอนว่าภายใต้โจทย์เดียวกัน คนที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีจะสามารถคิดคำนวณ ย่อยข้อมูลปริมาณมหาศาล และสามารถส่งคำสั่งซื้อขายได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่า ก็สามารถที่จะส่งคำสั่งได้ก่อน ซึ่งเป็นการยากที่นักลงทุนรายย่อยโดยทั่วไป ที่ส่งคำสั่งซื้อขายด้วยมือ จะสามารถทำได้รวดเร็วและแม่นยำได้เท่ากับระบบคอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วสูง
 

สำหรับนักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่ในตลาดที่ลงทุนโดยอ้างอิงกับปัจจัยพื้นฐาน หรือถือครองหุ้นระยะยาว ไม่ได้มุ่งหวังทำกำไรด้วยความเร็วในกรอบเวลาสั้น ๆ แทบจะไม่ได้รับผลกระทบทางลบจาก Algo/HFT หรืออาจจะได้รับผลทางบวกด้วยซ้ำจากสภาพคล่องในตลาดที่เพิ่มขึ้น ความผันผวนที่ลดลง และจากระดับราคาหุ้นในตลาดที่สะท้อนปัจจัยพื้นฐานตามความเป็นจริง ไม่ถูกบิดเบือนจากกลุ่มผู้เล่นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง9  

นอกจากนี้ ในความเป็นจริงแล้ว นักลงทุนในประเทศไทยมีการซื้อขายหลักทรัพย์กับเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ Algo Trading ที่อยู่ในตลาดมายาวนานกว่า 10 ปีแล้ว ยกตัวอย่างเช่น การซื้อขาย Derivative Warrants (DW) ซึ่งบริษัทหลักทรัพย์เป็นผู้ออก โดยการวางคำสั่งเสนอซื้อและเสนอขาย (bid/offer) ของผู้ออก DW ในฐานะ Market Maker จำเป็นที่จะต้องใช้ Algo เข้ามาช่วย เพราะเกินความสามารถที่ Market Maker จะวาง bid/offer ด้วยมือบนหลักทรัพย์นับร้อยตัวได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งกลยุทธ์ของ Algo มีหลายรูปแบบทั้งในการจัดการคำสั่งซื้อขาย และการบริหารความเสี่ยง (Hedging) ดังนั้น Algo Trading จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ในตลาดหลักทรัพย์ไทย และสัดส่วนของ Algo Trading ที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งก็สะท้อนการทำธุรกรรมในหลักทรัพย์ที่มีความซับซ้อนขึ้น และการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพในการซื้อขายหลักทรัพย์

ประการที่ 2: ในตลาดหุ้นไทย HFT มีสัดส่วนน้อยและกระจุกตัวในหุ้นขนาดใหญ่ ขณะที่มูลค่าการซื้อขายที่ลดลงของรายย่อยส่วนใหญ่มาจากหุ้นขนาดกลางและเล็ก
ประเด็นหนึ่งที่ถูกอ้างอิงว่าเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า HFT ทำให้ตลาดหุ้นไทยไม่เติบโตและนักลงทุนรายย่อยเสียหายจนต้องออกจากตลาด คือ มูลค่าการซื้อขายของตลาดหุ้นไทยที่ลดลงในระยะหลัง โดยเฉพาะมูลค่าการซื้อขายของนักลงทุนรายย่อย ข้อเท็จจริง คือ 

(1) HFT ถึงแม้จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ยังมีสัดส่วนที่น้อยเทียบกับมูลค่าการซื้อขายในตลาด โดยจากข้อมูลล่าสุด HFT คิดเป็นเพียง 11% ของมูลค่าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ไทยในปี 2023 เทียบกับสัดส่วน 50% ในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐอเมริกา และ 24-43% ในตลาดหลักทรัพย์ในกลุ่มประเทศยุโรป10 

(2) HFT กระจุกตัวอยู่ในหลักทรัพย์ที่มีขนาดใหญ่ (กลุ่ม SET50) โดย 70% ของมูลค่าซื้อขายทั้งหมดของนักลงทุนกลุ่ม HFT อยู่ใน SET50 ในขณะที่มูลค่าการซื้อขายของนักลงทุนรายย่อยที่ลดลงในระยะหลังส่วนใหญ่มาจากการลดการลงทุนในหุ้นขนาดกลางและเล็กใน SET นอกจากนี้ หากมองจากมุมมองของหุ้นแต่ละตัวใน SET100 มูลค่าการซื้อขายโดย HFT ก็มีสัดส่วนเพียงไม่เกิน 15% ของมูลค่าซื้อขายหุ้นแต่ละตัว และสำหรับหุ้นขนาดกลางและเล็กนอกกลุ่ม SET100 สัดส่วนมูลค่าซื้อขายโดย HFT ก็ไม่เกิน 10% ในหุ้นแต่ละตัวเท่านั้น11

(3) มูลค่าการซื้อขายของนักลงทุนรายย่อยที่ไม่เพิ่มขึ้น หรือมีแนวโน้มลดลงในระยะหลังส่วนหนึ่งสะท้อนผลตอบแทนของตลาดโดยรวมที่มีแนวโน้มลดลง (รูปที่ 3) และไม่เห็นความสัมพันธ์ที่ชัดเจนกับการเพิ่มขึ้นของสัดส่วน Algo Trading (รูปที่ 4)

ประการที่ 3: นักลงทุนกลุ่ม Algo/HFT อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์และมาตรฐานเดียวกันกับนักลงทุนกลุ่มอื่นๆ
แม้นักลงทุนกลุ่ม Algo/HFT มีการส่งคำสั่งปริมาณมากและรวดเร็ว แต่ก็ไม่สามารถเอาเปรียบด้วยการส่งคำสั่งที่ละเมิดกฎเกณฑ์ของตลาดได้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีหลักเกณฑ์และกระบวนการอย่างชัดเจนและรัดกุมในการลงทะเบียนและขออนุมัติการใช้ระบบ Algo Trading หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Program Trading มีการพิจารณาถึงความเหมาะสมของกลยุทธ์ที่ใช้ส่งคำสั่งซื้อขาย และความพร้อมของระบบบริหารความเสี่ยง อีกทั้งยังมีการติดตามควบคุม และเฝ้าระวัง โดยใช้มาตรการรูปแบบต่าง ๆ ที่เข้มงวดกว่าการส่งคำสั่งของนักลงทุนทั่วไปที่ไม่ได้ใช้ Algo Trading เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือในการส่งคำสั่งซื้อขายในรูปแบบพฤติกรรมที่ผิดปกติและไม่เหมาะสม12 

ประการที่ 4: ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการเพิ่มขึ้นของข้อมูล สร้างโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยด้วยเช่นกัน
พัฒนาการด้านเทคโนโลยีและปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้น สร้างโอกาสให้กับนักลงทุนรายย่อยที่จะได้ประโยชน์จากเครื่องมือการวิเคราะห์ข้อมูลที่หลากหลายและรวดเร็วขึ้น จับสัญญาณตลาดได้ชัดเจนขึ้น และส่งคำสั่งซื้อได้สะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งการนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือในการตัดสินใจลงทุนนั้น ต้องมีความรู้ความเข้าใจข้อมูลและวิธีการนำไปใช้อย่างถูกต้องเหมาะสม ซึ่งการใช้ Algorithm ไม่ได้เหมาะหรือเป็นคำตอบของทุกกลยุทธ์การลงทุน สิ่งที่ Algorithm ไม่สามารถทำได้ หรือทำไม่ได้ดีเท่าการตัดสินใจของคน คือ การเข้าใจข้อมูลที่ไม่ใช่ข้อมูลเชิงปริมาณ เช่น ข่าวบางประเภทที่อาจส่งผลกระทบต่อทิศทางราคาหุ้น และ Sentiment ของตลาด หรือการเชื่อมโยงปรากฎการณ์ต่าง ๆ ด้วยเหตุผลตรรกะเพื่อวิเคราะห์ผลกระทบต่อแนวโน้มปัจจัยพื้นฐานของบริษัท เป็นต้น ซึ่งนักลงทุนทั่วไปจะยิ่งได้ประโยชน์มากขึ้นจากการใช้ความได้เปรียบเหล่านี้ ประกอบกับเทคโนโลยีสมัยใหม่มาเป็นเครื่องมือประกอบการตัดสินใจลงทุน 

นอกจากนี้ นักลงทุนที่สนใจยังสามารถพัฒนา Algorithm เป็นของตัวเอง ผ่านเครื่องมือและระบบที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายและมีต้นทุนต่ำ เช่น Settrade Open API ซึ่งในปัจจุบันมีบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นสมาชิกของ SET และ TFEX เป็นผู้ให้บริการอยู่หลายรายด้วยกัน 


ประเด็นใหญ่กว่า คือปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย
ปรากฎการณ์หนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า มูลค่าการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ไทยโดยรวม โดยเฉพาะมูลค่าซื้อขายของนักลงทุนรายย่อยที่ลดลง ส่วนหนึ่งสะท้อนโอกาสและทางเลือกในการลงทุนในต่างประเทศที่เปิดกว้างมากขึ้น ทำให้แนวโน้มการออกไปลงทุนของนักลงทุนรายย่อยในหลักทรัพย์ต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง (รูปที่ 5 และ 6) ทั้งจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยลดกฎระเบียบ และขยายขอบเขตและวงเงินในการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทำให้การลงทุนในต่างประเทศทำได้ง่ายขึ้นในต้นทุนที่ต่ำลง และที่สำคัญคือความต้องการในการกระจายความเสี่ยงและแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนในประเทศ

ในช่วงที่ผ่านมา ผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทยโดยเฉลี่ยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับการลงทุนในตลาดต่างประเทศที่ยังให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างสูง (รูปที่ 7-9) ทำให้การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทยมีความน่าสนใจน้อยลง และทำให้นักลงทุนรายย่อยหันไปสนใจการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งทิศทางการเติบโตของตลาดหุ้นก็เป็นเครื่องสะท้อนปัจจัยพื้นฐานและศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

ดังนั้น ปัญหาที่ใหญ่กว่าสำหรับการลงทุนในประเทศของนักลงทุนรายย่อยที่ลงทุนในตลาดหุ้นไทย จึงอยู่ที่ปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยที่อ่อนแอลงจากความท้าทายเชิงโครงสร้างหลายประการ ทั้งจากปัญหาสังคมสูงวัยที่ทำให้ทั้งอุปสงค์ในประเทศลดลงและต้นทุนค่าแรงเพิ่มสูงขึ้น ปัญหาความสามารถในการแข่งขันจากศักยภาพของเศรษฐกิจไทยที่ถดถอยลงจากการขาดการลงทุนที่เพียงพอในการยกระดับเทคโนโลยีและผลิตภาพ ปัญหาการกระจุกตัวของธุรกิจอยู่ในกลุ่ม ‘Old Economy’ และทุนผูกขาด รวมทั้งปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจ และสร้างความไม่แน่นอนด้านนโยบายมาอย่างต่อเนื่อง13 

นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมานักลงทุนรายย่อยยังถูกซ้ำเติมด้วยหลายเหตุการณ์ เช่น การปั่นหุ้นในหลายกรณี หรือกรณีของหุ้น MORE และหุ้น STARK ที่สร้างความเสียหายต่อตลาดและนักลงทุนในวงกว้าง สั่นคลอนความเชื่อมั่นในระบบธรรมาภิบาลของบริษัทและตลาดทุนไทยด้วย ปัจจัยเชิงโครงสร้างเหล่านี้ที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยและตลาดทุนไทยควรได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังและทันท่วงที เพื่อเรียกความเชื่อมั่นและสร้างโอกาสในการได้รับผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุน และเพื่อการพัฒนาตลาดทุนไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน


บทสรุป

ตลาดทุนไทยเดินทางผ่านการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด โดยเฉพาะในมิติของพัฒนาการด้านเทคโนโลยี จากระบบการซื้อขายหลักทรัพย์ด้วยการเคาะกระดาน มาสู่ระบบการซื้อขายด้วยคอมพิวเตอร์ ซึ่งยังคงมีการพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่องเพื่ออำนวยความสะดวกและรองรับการเติบโตของทั้งปริมาณการซื้อขายและการออกสินค้าและบริการใหม่ ๆ ในธุรกิจหลักทรัพย์ การเข้ามาของ Algo Trading นับเป็นพัฒนาการของการซื้อขายหลักทรัพย์อีกรูปแบบหนึ่งมาพร้อมกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการเพิ่มขึ้นของข้อมูล ซึ่งในแง่หนึ่งก็ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของตลาดในภาพรวมผ่านการเพิ่มขึ้นของสภาพคล่องและความหลากหลายของผู้เล่นในตลาด ช่วยลดต้นทุนธุรกรรมของการซื้อขายหลักทรัพย์ ลดต้นทุนในการลงทุนของนักลงทุนโดยทั่วไป และลดความผันผวนในระยะสั้นได้ในภาวะปกติของตลาด แต่ก็อาจสร้างความผันผวนเพิ่มขึ้นได้เช่นกันในช่วงเวลาวิกฤต และหากไม่มีมาตรการป้องกันที่ดีพอ Algo Trading จึงต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์และกระบวนการพิจารณาที่เข้มงวดและรัดกุม เพื่อดูแลความเหมาะสมและควบคุมความเสี่ยงจากการใช้เทคโนโลยีในการซื้อขายหลักทรัพย์

ในภาพรวม Algo Trading ไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อนักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่ อย่างไรก็ดี อาจมีบางกลุ่มนักลงทุน โดยเฉพาะผู้ออกตราสารบางประเภท และนักลงทุนที่เน้นเก็งกำไรด้วยการซื้อขายหุ้นระยะสั้น หรือนักลงทุนที่ใช้กลยุทธ์ซื้อขายเหมือนกับกลยุทธ์ของ Algo/HFT ที่อาจเสียประโยชน์จากความได้เปรียบด้านความเร็วของการประมวลผลและการส่งคำสั่งด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูง ดังนั้น นักลงทุนที่ใช้กลยุทธ์การลงทุนเดียวกับ Algo Trading จึงจำเป็นต้องปรับตัวท่ามกลางกระแสของการเปลี่ยนแปลง ปรับใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ให้เป็นประโยชน์ในการแสวงหาโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน รวมถึงมีการกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนอย่างเหมาะสม

Reference:
1
อ้างอิงจาก Quantified Strategies และ Select USA (https://www.quantifiedstrategies.com/what-percentage-of-trading-is-algorithmic/)
2 ก.ล.ต. ของสหรัฐอเมริกาได้รวบรวมผลการศึกษาผลกระทบของ Algo Trading ต่อตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้ไว้ใน Staff Report on Algorithmic Trading in U.S. Capital Markets 
3 Malinova, Park and Riordan (2012) ศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนกฎเกณฑ์ค่าธรรมเนียมการซื้อขายหุ้นในประเทศแคนาดา ที่ทำให้ Algo Trading กลุ่ม market makers ลดปริมาณการซื้อขายลง โดยพบว่า bid-ask spread ในตลาดปรับกว้างขึ้น 13% ทำให้ต้นทุนของนักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบันปรับเพิ่มขึ้น
4 Korajczyk, Robert A. and Murphy, Dermot, High Frequency Market Making to Large Institutional Trades (July 16, 2018). Review of Financial Studies, (2019) vol. 32, no. 3, 1034-1067
5 Laura Malceniece, K?rlis Malcenieks, T?lis J. Putni?š, High frequency trading and comovement in financial markets, Journal of Financial Economics, Volume 134, Issue 2, 2019, Pages 381-399
6 Jonathan Brogaard and others, High-Frequency Trading and Price Discovery, The Review of Financial Studies, Volume 27, Issue 8, August 2014, Pages 2267–2306 
7 Ekkehart Boehmer and others, The Competitive Landscape of High-Frequency Trading Firms, The Review of Financial Studies, Volume 31, Issue 6, June 2018, Pages 2227–2276
8 ตัวอย่างเหตุการณ์ “Flash Crash” ที่เกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2010 ที่ราคาหุ้นในสหรัฐฯ ลดลงอย่างรวดเร็วและกลับสู่ระดับเดิมในเวลาไม่กี่นาที โดยรายงานของ CFTC และ SEC (2010) บ่งชี้ว่าสาเหตุหนึ่งมาจากการถอนสภาพคล่องออกจากตลาดของกลุ่ม HFT
9 อ่านเพิ่มเติม “How Does High-Frequency Trading Affect Individual Investors?” (Wall Street Journal) 
10 อ้างอิงข้อมูลจาก Competition among high-frequency traders and market liquidity
11 อ่านเพิ่มเติม “ตลท. เผยระบบเทรด HFT มีสัดส่วนน้อย ไม่กระทบรายย่อย พร้อมเร่งพัฒนาเครื่องมือต่อเนื่อง” และ “Program & High-Frequency Trading ทำ Naked Short Sale กดดันราคาหุ้นไทยจริงหรือไม่” ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
12 อ่านเพิ่มเติม “Program & High-frequency trading การกำกับดูแลของตลาดหุ้นภูมิภาคและตลาดหุ้นไทย” 
13 อ่านเพิ่มเติม “ทำไมต่างชาติขายหุ้นไทย (ไม่หยุด)” “เศรษฐกิจ (และหุ้น) ไทยดีกว่าโลกแล้วจริงหรือ?” KKP Research 

เนื้อหาแนะนำ
29 มิ.ย. 2566
หนี้สาธารณะไทย โจทย์ใหญ่ภายใต้ความเสี่ยงรุมเร้า
KKP Research
22 มิ.ย. 2566
ไทยเตรียมรับมือ จีนไม่โตเหมือนเดิม
KKP Research
04 ก.ค. 2566
ทำไมเศรษฐกิจไทยชะลอแม้ท่องเที่ยวฟื้น ?
KKP Research
25 ก.ค. 2566
ทางแยกอสังหาฯ ไทย โตแค่เมืองใหญ่ เมืองรองเสี่ยงซบเซา
KKP Research