Money Matter
กันไว้ดีกว่าแก้! 5 วิธีป้องกัน ‘ภาวะหมดไฟ’ ในการทำงาน
- 14 ส.ค. 66
- 4,197

สำหรับคนที่อยู่ในวัยทำงาน ความเครียดและความเหนื่อยล้าอาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ตลอด บางครั้งงานยากหรือมีปริมาณที่เยอะ บางช่วงอาจต้องเร่งรีบจนกดดัน แต่พอถึงวันหยุดแล้วเราได้พักผ่อนเต็มที่ หรือได้รับกำลังใจดีๆ จากคนรอบข้าง เราก็อาจมีแรงพร้อมลุยงานต่อได้ โดยสุขภาพจิตยังสดใสสมบูรณ์
แต่ถ้าบรรยากาศการทำงานของเรา ทำให้รู้สึกหมดพลังงานทั้งกายและใจ รู้สึกโดดเดี่ยว ไม่มีใครช่วยเหลือ หรือถูกตำหนิอยู่บ่อยครั้ง และเมื่อสะสมสิ่งเหล่านี้มายาวนาน เราอาจก้าวเข้าสู่ภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout syndrome) ได้โดยไม่รู้ตัว
อาการของภาวะหมดไฟนั้นต่างจากความเหนื่อยล้าทั่วไปค่อนข้างชัด ถ้าเริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย หมดความสนุกหรือแรงจูงใจ ไม่อยากทำอะไรเลยแม้เป็นกิจกรรมที่ชอบ เริ่มผัดวันประกันพรุ่ง อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่ายกว่าปกติ หรือมองทุกอย่างหรือคนรอบตัวในแง่ลบไปหมด ที่สำคัญคือ จะรู้สึกหดหู่มากเมื่อนึกถึงการทำงาน ความรู้สึกและพฤติกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณเตือนว่าเราต้องเริ่มเปลี่ยนวิถีชีวิตแล้ว เพื่อรักษาจิตใจให้สดใสอีกครั้ง
แม้ว่าคนที่มีภาวะหมดไฟจะสามารถดีขึ้นได้ แต่ทุกคนที่ทำงานย่อมต้องเผชิญกับปัจจัยที่อาจทำให้หมดไฟอยู่เป็นระยะๆ และการป้องกันย่อมดีกว่าแก้แน่นอน แค่เราปรับไลฟ์สไตล์เพียงเล็กน้อย เราก็จะสามารถป้องกันภาวะหมดไฟได้ไปอีกนาน นอกจากนี้ ยังช่วยให้เรามีทั้งแรงกายและแรงใจที่จะไปไขว่ขว้าทุกโอกาสด้วยนะ!
- จัดเวลาดูแลตัวเอง (Self-care)
ในสังคมที่ทุกอย่างเร่งรีบและยุ่งตลอดเวลา เราอาจละเลยการดูแลตัวเองไปได้ง่ายๆ ซึ่งการดูแลตัวเองนั้นเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้ห่างไกลภาวะหมดไฟ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย มาสก์หน้า ทำงานอดิเรกที่ชอบ ออกไปเดินเล่นในสวนสาธารณะ นั่งเหม่อมองวิวธรรมชาติ และกิจกรรมอื่นๆ (แม้แต่การนอนดูซีรีส์เฉยๆ) ที่ทำให้เรารู้สึกสบายใจ ไม่ต้องใช้เวลาทั้งหมดเพื่อเร่งพัฒนาตัวเองก็ได้ เดี๋ยวจะหมดไฟไปเสียก่อนนะ
- กินอาหารบำรุงจิตใจ
อาหารดีๆ ไม่ได้ช่วยแค่บำรุงสุขภาพกาย แต่ช่วยบำรุงสุขภาพจิตใจ ลดความเครียดได้ด้วยเช่นกัน จึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม โดยในแต่ละมื้อควรมีสารอาหารครบถ้วน และควรมีอาหารที่มีโอเมก้า 3 สูง อย่างปลาและถั่วชนิดต่างๆ ปลาที่มีโปรตีนและโอเมก้า 3 ถั่วชนิดต่างๆ หรือไม่ก็หาผลไม้ตระกูลเบอร์รี่มารับประทานเป็นของว่าง รับรองว่าจะรู้สึกสดใสขึ้นทันตา
- มองหาคุณค่าในงานที่ทำ
หลายคนทำงานที่ต้องรับผิดชอบไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร หรือจะสร้างประโยชน์ให้ใครได้บ้าง สิ่งเหล่านี้ทำให้ไฟในการทำงานมอดลงได้เช่นกัน และแม้งานที่สบายที่สุด ก็อาจทำให้รู้สึกหมดไฟได้หากเราไม่รู้ว่าทำไปทำไม ไม่ว่าจะทำงานหน้าที่อะไร ลองมองดูดีๆ แล้วจะพบว่าเรากำลังสร้างประโยชน์ให้ใครสักคนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ หรือเรื่องใหญ่ก็ตาม เช่น ทำให้ลูกค้าได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว มีสินค้าคุณภาพดีเพิ่มขึ้นให้ผู้บริโภค ช่วยให้เพื่อนในทีมไม่ต้องนั่งเครียดจนดึก หรือแม้แต่การได้ซื้ออาหารอร่อยๆ กลับไปสร้างรอยยิ้มให้คนในครอบครัว ถ้าเรามองเห็นคุณค่าเมื่อไหร่ แรงใจก็จะมาเต็ม!
- พบปะกับคนที่ทำให้เราสบายใจ
โดยธรรมชาติของมนุษย์แล้ว ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนั้นสำคัญต่อสุขภาพจิตที่ดีเป็นอย่างยิ่ง แม้งานจะยุ่งแค่ไหน ก็อย่าลืมหาเวลาพบปะเพื่อนฝูง ครอบครัว หรือคนรักอย่างสม่ำเสมอ นอกจากจะช่วยรักษาความสัมพันธ์กับคนดีๆ ในชีวิตแล้ว ยังช่วยให้ทุกฝ่ายรู้สึกอบอุ่น ไม่โดดเดี่ยว หรือสบายใจมากขึ้นที่ได้คุยกับคนสนิทที่เราไว้ใจ
- คุยกับตัวเองบ้าง
ในช่วงเวลาว่างๆ ลองนั่งคุยกับตัวเองถึงความรู้สึกในช่วงต่างๆ ว่าช่วงนี้เหนื่อยเกินไปไหม รู้สึกอย่างไร มีอะไรติดค้างใจหรืออยากเปลี่ยนหรือเปล่า หรืออะไรที่เราต้องการจริงๆ ในชีวิต แต่ต้องคุยอย่างมีสติ ไม่ไหลไปความคิดจนเผลอตำหนิตัวเองในความผิดพลาดที่เคยทำ การสำรวจความรู้สึกตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยให้เรารู้ทันถึงปัญหาก่อนที่จะสายเกินแก้ ทั้งยังช่วยให้เราเดินไปตามทางที่เราต้องการได้จริงๆ ด้วย
นอกจากช่วยป้องกันภาวะหมดไฟได้แล้ว วิธีเหล่านี้ยังเป็นพื้นฐานสำคัญของชีวิตดีๆ ในมิติอื่นอีกด้วย แต่ถ้าหากใครรู้สึกว่าเริ่มเข้าภาวะหมดไฟแล้ว ควรรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตทันที การรักษาจิตใจของเราให้มีแรงใจอยู่เสมอ เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่จะช่วยให้เราคว้าทุกโอกาสได้สำเร็จ จึงไม่ควรหักโหมทำงานจนมองข้ามจิตใจตัวเองนะ!