Money Matter
เกษียณอายุเท่าไหร่ ได้เงินอะไรบ้าง? รวม 5 แหล่งเงินเกษียณอายุที่ควรรู้
- 15 May 26
- 311

บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่าเงินเกษียณอายุ คืออะไร มนุษย์เงินเดือนและพนักงานเอกชนมีสิทธิได้รับเงินก้อนไหนบ้าง พร้อมเปิดสูตรคำนวณว่าต้องมีเงินเกษียณเท่าไหร่ถึงจะพอใช้ เพื่อให้ทุกคนสามารถวางแผนการเงินในอนาคตได้อย่างไร้ความกังวล
เงินเกษียณอายุ คืออะไร?
เงินเกษียณอายุ (Retirement Funds) คือ เงินหรือทรัพย์สินที่ผู้ทำงานจะได้รับเมื่อสิ้นสุดการทำงานตามอายุที่กำหนด ไม่ว่าจะเป็นตามกฎหมายหรือเงื่อนไขขององค์กร โดยเงินก้อนนี้มีบทบาทสำคัญในการใช้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ค่ารักษาพยาบาล และช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินในช่วงที่ไม่มีรายได้ประจำอีกต่อไป
ลูกจ้างจะได้รับเงินเกษียณอายุจากอะไร? รวม 5 เงินได้หลังเกษียณ
สำหรับพนักงานบริษัทเอกชน เมื่อถึงวัยเกษียณ นอกจากเงินเดือนที่สิ้นสุดลงแล้ว ยังมีแหล่งรายได้จากหลายช่องทางที่ช่วยรองรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และเสริมความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว โดยรายได้เหล่านี้มักมาจากทั้งสวัสดิการของนายจ้าง สิทธิประโยชน์จากภาครัฐ รวมถึงการวางแผนการเงินส่วนบุคคล ซึ่งโดยทั่วไปสามารถแบ่งออกเป็น 5 แหล่งรายได้หลัก ดังนี้

1. เงินชดเชยจากนายจ้าง (ตามกฎหมายแรงงาน)
ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน การเกษียณอายุถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการสิ้นสุดการจ้างงาน นายจ้างจะต้องจ่ายเงินชดเชยให้กับลูกจ้างตามอายุงาน โดยอัตราการชดเชยจะขึ้นอยู่กับอายุงานหรือระยะเวลาที่ทำงานกับบริษัท ซึ่งสามารถคำนวณได้ตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ดังนี้(อัตราเงินเดือนเดือนสุดท้าย ÷ 30 วัน) x จำนวนวันชดเชยที่ได้รับตามกฎหมาย
ตารางอัตราค่าชดเชยตามอายุงาน
ตัวอย่าง: การคำนวณเงินชดเชยเกษียณอายุ เช่น พนักงาน A ทำงานมา 22 ปี เงินเดือนเดือนสุดท้าย 50,000 บาท เมื่อเกษียณจะได้รับเงินชดเชย = (50,000 ÷ 30) x 400 ≈ 666,666 บาท
2. เงินเกษียณอายุประกันสังคม (บำเหน็จชราภาพ/บำนาญชราภาพ)
ผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 จะมีสิทธิได้รับเงินเกษียณอายุประกันสังคม (เงินชราภาพ) เมื่อมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง โดยผู้ประกันตนไม่สามารถเลือกรูปแบบการรับเงินได้เอง เนื่องจากประกันสังคมจะใช้ระยะเวลาการส่งเงินสมทบเป็นเกณฑ์ตัดสิน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่- บำนาญชราภาพ (รายเดือนตลอดชีวิต)
สำหรับผู้ที่จ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 180 เดือน (15 ปี) ขึ้นไป ไม่ว่าจะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม จะได้รับเงินบำนาญชราภาพรายเดือนไปตลอดชีวิต โดยคำนวณจากค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย (ฐานสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท) ดังนี้- ส่งสมทบครบ 180 เดือน (15 ปี) พอดี → ได้รับ 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย
- ส่งสมทบเกิน 180 เดือน → ได้รับเพิ่มอีก 1.5% ต่อทุก 12 เดือนที่เกินจาก 15 ปีแรก
ตัวอย่าง: ผู้ประกันตนส่งสมทบ 25 ปี (300 เดือน) มีค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป จะคำนวณได้ดังนี้ 20% + (1.5% × 10 ปีที่เกิน) = 35% ของฐานค่าจ้างสูงสุด 15,000 บาท = 5,250 บาท/เดือน ตลอดชีวิต
- บำเหน็จชราภาพ (เงินก้อน)
สำหรับผู้ที่จ่ายเงินสมทบไม่ครบ 180 เดือน จะได้รับเป็นเงินก้อนครั้งเดียว โดยจำนวนเงินจะแตกต่างกันตามระยะเวลาที่ส่งสมทบ ดังนี้- ส่งสมทบไม่ถึง 12 เดือน → ได้คืนเฉพาะเงินสมทบส่วนของผู้ประกันตนฝ่ายเดียว
- ส่งสมทบตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป → ได้คืนเงินสมทบทั้งส่วนของผู้ประกันตนและนายจ้าง พร้อมผลประโยชน์ตอบแทนตามที่สำนักงานประกันสังคมประกาศกำหนด
3. เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) หากบริษัทจัดให้
หากบริษัทมีสวัสดิการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ลูกจ้างจะได้รับเงินก้อนนี้เมื่อลาออกหรือเกษียณอายุ โดยเงินในกองทุนประกอบด้วย เงินสะสม (ส่วนที่ลูกจ้างจ่าย) เงินสมทบ (ส่วนที่นายจ้างจ่ายให้) และผลประโยชน์ที่เกิดจากการนำเงินไปลงทุนทั้งนี้ เงินสมทบจากนายจ้าง อาจได้รับไม่เต็มจำนวน ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขอายุงาน (Vesting Condition) ที่แต่ละบริษัทกำหนดไว้ในข้อบังคับกองทุน เช่น ทำงานครบ 5 ปีจึงได้รับเงินสมทบเต็ม 100% เป็นต้น
สิทธิประโยชน์ทางภาษี
- กรณีเกษียณอายุ: หากเกษียณอายุที่ 55 ปีขึ้นไป และเป็นสมาชิกกองทุนมาไม่น้อยกว่า 5 ปี จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ทั้งจำนวน
- กรณีออกจากงานก่อนเกษียณ: เงินสะสมของลูกจ้างจะได้รับยกเว้นภาษีเสมอ แต่เงินสมทบ และผลประโยชน์ที่ได้รับจะต้องนำไปคำนวณภาษีเงินได้ อย่างไรก็ตาม หากยังไม่ต้องการใช้เงินก้อนนี้ สมาชิกสามารถเลือกคงเงินไว้ในกองทุนเดิม หรือโอนย้ายไปยัง RMF for PVD หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแห่งใหม่ของนายจ้างใหม่ เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีไว้ได้ ทั้งนี้ การคงเงินไว้ในกองทุนเดิมจะทำได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับข้อบังคับของแต่ละกองทุน
ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
4. เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ (จากรัฐบาล เมื่ออายุ 60 ปี)
เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นสวัสดิการจากภาครัฐที่จัดสรรให้แก่ผู้สูงอายุชาวไทยที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต โดยจะได้รับเป็นรายเดือนแบบขั้นบันไดตามช่วงอายุ ดังนี้- อายุ 60 - 69 ปี รับ 600 บาท/เดือน
- อายุ 70 - 79 ปี รับ 700 บาท/เดือน
- อายุ 80 - 89 ปี รับ 800 บาท/เดือน
- อายุ 90 ปีขึ้นไป รับ 1,000 บาท/เดือน
ใครมีสิทธิได้รับ?
ผู้ที่จะได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุต้องมีคุณสมบัติครบทุกข้อ ได้แก่
- สัญชาติไทย
- อายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป
- มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
- ไม่เป็นผู้ที่ได้รับสวัสดิการซ้ำซ้อนจากหน่วยงานรัฐ เช่น ผู้รับเงินบำนาญข้าราชการ เบี้ยหวัด บำนาญพิเศษ หรือผู้ที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐ
ผู้สูงอายุสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ตั้งแต่อายุ 59 ปีบริบูรณ์ (ช่วงเดือนตุลาคม–พฤศจิกายนของทุกปี) หรือลงทะเบียนเมื่ออายุครบ 60 ปีแล้วในช่วงเดือนมกราคม–กันยายน โดยยื่นได้ที่สำนักงานเขต (กทม.) หรือที่ทำการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาล/อบต.) ตามทะเบียนบ้าน ทั้งนี้ ภาครัฐจะโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของผู้มีสิทธิทุกวันที่ 10 ของเดือน
5. เงินออมและการลงทุนส่วนบุคคล (ส่วนเพิ่มเติมเพื่อความมั่นคง)
นอกเหนือจากสวัสดิการที่ได้รับจากนายจ้างและภาครัฐแล้ว การมีเงินออมและการลงทุนส่วนตัวถือเป็นอีกหนึ่งเสาหลักสำคัญที่จะช่วยเติมเต็มค่าใช้จ่ายหลังเกษียณให้เพียงพอ
เกษียณต้องอายุเท่าไหร่? ราชการ vs เอกชน ต่างกันอย่างไร?
- ข้าราชการ: เกษียณเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ โดยพ้นจากราชการเมื่อสิ้นปีงบประมาณ (วันที่ 30 กันยายน) ของปีงบประมาณที่อายุครบ 60 ปี ทั้งนี้ ผู้ที่เกิดตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคมเป็นต้นไปจะนับเข้าปีงบประมาณถัดไป ทำให้ได้ทำงานเพิ่มอีก 1 ปี เว้นแต่บางตำแหน่งที่อาจมีการต่ออายุราชการ
- พนักงานเอกชน: ขึ้นอยู่กับข้อบังคับการทำงานของแต่ละบริษัท ซึ่งส่วนใหญ่มักกำหนดไว้ที่ 55 หรือ 60 ปี หากบริษัทไม่ได้กำหนดอายุเกษียณไว้ พนักงานมีสิทธิเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ และมีสิทธิได้รับเงินชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
- อาชีพอิสระ / ฟรีแลนซ์: ไม่มีกำหนดอายุเกษียณตายตัว ขึ้นอยู่กับความพร้อมทางการเงินของแต่ละบุคคล ดังนั้นการวางแผนเกษียณไว้ล่วงหน้าจึงเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากไม่มีสวัสดิการจากนายจ้างมารองรับ
ตารางเปรียบเทียบเกษียณอายุ ข้าราชการ vs พนักงานเอกชน vs อาชีพอิสระ
เงินเกษียณ ต้องมีเท่าไหร่ถึงจะพอ?
การจะรู้ว่าต้องเตรียมเงินเกษียณจำนวนเท่าไหร่จึงจะใช้ชีวิตได้อย่างมั่นคง สามารถประเมินเบื้องต้นได้ 2 วิธี ดังนี้
1. ใช้เงินออมสำหรับการใช้จ่าย
เป็นการเตรียมเงินก้อนใหญ่ไว้ทยอยใช้จนหมดอายุขัย โดยให้ลองใช้สูตรเงินขั้นต่ำที่ต้องมี = ค่าใช้จ่ายต่อเดือน x 12 เดือน x จำนวนปีที่คาดว่าจะใช้ชีวิตหลังเกษียณ
ตัวอย่าง: หากคาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายเดือนละ 20,000 บาท และใช้ชีวิตหลังเกษียณอีก 20 ปี (เกษียณอายุ 60 ปี อยู่ถึง 80 ปี) จะต้องเตรียมเงินอย่างน้อย 20,000 × 12 × 20 = 4,800,000 บาท
หมายเหตุ: ตัวเลขข้างต้นเป็นเพียงการประมาณการในระดับขั้นต่ำเท่านั้น ยังไม่ได้รวมผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อในอนาคต
2. ใช้ผลตอบแทนจากเงินลงทุนเป็นค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ
เป็นการเตรียมเงินต้นก้อนหนึ่งไว้ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ แล้วนำผลตอบแทน (ดอกเบี้ย/เงินปันผล) มาใช้จ่ายโดยที่เงินต้นไม่หายไป โดยให้ลองใช้สูตรเงินต้นที่ต้องมี = ค่าใช้จ่ายต่อปี ÷ อัตราผลตอบแทนต่อปี
ตัวอย่าง: คาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายปีละ 240,000 บาท และสามารถหาผลตอบแทนจากการลงทุนได้ 4% ต่อปี สรุปแล้วจะต้องเตรียมเงินต้น = 240,000 / 0.04 = 6,000,000 บาท
ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย
4 ขั้นตอนวางแผนเงินเกษียณอย่างไร ให้ไม่ต้องกังวล?
1. คำนวณเงินเป้าหมาย
สำรวจไลฟ์สไตล์ตัวเองว่าหลังเกษียณอยากใช้ชีวิตแบบไหน ต้องมีค่าใช้จ่ายต่อเดือนเท่าไหร่ เพื่อตั้งเป้าหมาย เงินเกษียณที่ชัดเจน2. สำรวจเงินเกษียณที่มีอยู่
เช็กสิทธิประโยชน์ของเงินเกษียณอายุที่คาดว่าจะได้รับ ทั้งเงินชดเชย บำนาญประกันสังคม และ PVD ว่ามีรวมกันประมาณเท่าไหร่ เพื่อดูส่วนต่างที่ยังขาดอยู่3. ออมและลงทุนเพิ่มอย่างมีวินัย
เมื่อทราบส่วนต่างที่ขาด ให้เริ่มวางแผนออมเงินและลงทุนผ่านเครื่องมือทางการเงินต่าง ๆ ทันที ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งได้เปรียบจากดอกเบี้ยทบต้น4. สำรองค่ารักษาพยาบาล
ค่ารักษาพยาบาลเป็นรายจ่ายก้อนใหญ่ในวัยชรา ควรเตรียมทำประกันสุขภาพ หรือศึกษาการใช้สิทธิบัตรทองและสิทธิรักษารายเดือนเพื่อแบ่งเบาภาระเครื่องมือลงทุนเพื่อเกษียณที่ควรรู้ มีอะไรบ้าง?
1. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD)
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เป็นการออมแบบอัตโนมัติผ่านการหักเงินเดือนทุกเดือน มีเงินสมทบจากนายจ้างช่วยเพิ่มเงินต้น และมีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพดูแลการลงทุนให้อย่างไรก็ตาม จะสมัครเข้ากองทุนได้ก็ต่อเมื่อบริษัทที่ทำงานอยู่มีสวัสดิการนี้จัดให้เท่านั้น โดยเงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ตามจ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 15% ของค่าจ้าง และเมื่อรวมกับเงินออมเพื่อเกษียณประเภทอื่น เช่น RMF, กบข. แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท
2. กองทุน RMF
กองทุน RMF เป็นกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพที่มีนโยบายการลงทุนหลากหลาย ตั้งแต่ความเสี่ยงต่ำไปจนถึงสูง ข้อดีคือสามารถซื้อได้ตั้งแต่เราอยู่ในช่วงวัยทำงาน โดยสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30% ของรายได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 500,000 บาท เมื่อรวมกับกองทุนเพื่อเกษียณอื่น ๆ3. ประกันบำนาญ
การทำประกันบำนาญเป็นการันตีรายได้เป็นเงินก้อนหรือรายเดือนหลังเกษียณ ความเสี่ยงต่ำมาก ข้อดีคือช่วยสร้างความมั่นคงขั้นพื้นฐานได้ดี โดยสามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 15% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อรวมกับกองทุนเกษียณอื่น ๆ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท4. กอช. (กองทุนการออมแห่งชาติ)
ข้อดีชอง กอช. คือเหมาะสำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระ รัฐบาลจะช่วยจ่ายเงินสมทบให้ตามช่วงอายุ สูงสุด 1,800 บาท/ปี โดยสามารถนำเงินสะสมไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30,000 บาท/ปี5. กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)
กบข. เป็นกองทุนสำหรับข้าราชการโดยเฉพาะ รัฐช่วยสมทบให้ ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30% ของรายได้ ไม่เกิน 500,000 บาท6. พันธบัตรเพื่อความมั่นคงในวัยเกษียณ (Retirement Security Bonds - RSB)
เป็นพันธบัตรที่รัฐบาลหรือหน่วยงานรัฐออกเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ ความเสี่ยงต่ำ เหมาะกับคนที่ต้องการรักษาเงินต้นคำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: อาชีพอิสระ ไม่มีประกันสังคม ม.33 วางแผนเกษียณอย่างไร?
A: สามารถสร้างบำนาญด้วยตัวเองผ่านการสมัครสมาชิกกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) การซื้อกองทุน RMF และการทำประกันชีวิตแบบบำนาญ รวมถึงการสมัครประกันสังคมมาตรา 40 เพื่อรับสิทธิประโยชน์พื้นฐานQ: เงินเกษียณต้องมีกี่ล้านถึงจะพอ?
A: ไม่มีตัวเลขที่ตายตัว ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน หากอิงตามค่าเฉลี่ยเบื้องต้น ควรมีเงินเกษียณอายุ อย่างน้อย 4 - 5 ล้านบาท สำหรับใช้จ่ายแบบประหยัด ประมาณ 15,000 - 20,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 20 ปีQ: ลาออกก่อนเกษียณ เงินประกันสังคมและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะได้คืนไหม?
A: เงินประกันสังคมจะได้คืนก็ต่อเมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ส่วนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) จะได้รับเงินคืนเมื่อลาออกตามเงื่อนไขข้อบังคับกองทุนของบริษัท ทั้งนี้อาจไม่ได้เงินสมทบในส่วนของนายจ้างหากอายุงานไม่ถึงเกณฑ์Q: เงินบำนาญชราภาพประกันสังคมสูงสุดได้เท่าไหร่?
A: หากส่งเงินสมทบครบ 15 ปี จะได้ฐานเงินบำนาญชราภาพที่ 20% ค่าเฉลี่ยของฐานเงินเดือนที่ส่งสมทบ 60 เดือนสุดท้าย โดยมีเพดานสูงสุดที่ 15,000 บาท จะได้ 3,000 บาท/เดือน และจะได้เพิ่ม 1.5% ในทุก ๆ 1 ปีที่ส่งเพิ่ม ยิ่งส่งสมทบนานกว่า 15 ปี ก็จะยิ่งได้รับเงินบำนาญชราภาพรายเดือนสูงขึ้นแบบไม่จำกัดเพดานเปอร์เซ็นต์สูงสุดQ: ถ้าเสียชีวิตก่อนเกษียณ เงินในกองทุนต่าง ๆ ตกทอดให้ทายาทได้ไหม?
- ประกันสังคม: หากผู้ประกันตนเสียชีวิตก่อนอายุ 55 ปี จะไม่ได้รับเงินบำเหน็จ/บำนาญชราภาพ แต่จะได้รับสิทธิประโยชน์กรณีเสียชีวิตแทน ได้แก่ ค่าทำศพ 50,000 บาท และเงินสงเคราะห์กรณีตาย ตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานประกันสังคม
- กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD): เงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์จากการลงทุนจะจ่ายให้แก่ผู้รับผลประโยชน์ที่ระบุไว้ หรือทายาทตามกฎหมาย หากไม่ได้มีการระบุชื่อผู้รับผลประโยชน์