Money Matter
Passive Income คืออะไร มีอะไรบ้าง แชร์ 15 ไอเดียสร้างรายได้ระยะยาว
- 20 Apr 26
- 629

บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักกับ Passive Income ว่าคืออะไร มีอะไรบ้าง รวม 15 ไอเดียสร้างรายได้ พร้อมตัวอย่างจริงและข้อผิดพลาดที่ควรระวัง เพื่อให้คุณวางแผนสร้างรายได้ระยะยาวได้อย่างมั่นใจ
Passive Income คืออะไร?
Passive Income คือ รายได้ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยที่เราไม่จำเป็นต้องลงแรงทำงานตลอดเวลา โดยมักเกิดจากการลงทุนหรือการสร้างทรัพย์สินบางอย่างไว้ล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นเงินปันผล ดอกเบี้ยเงินฝาก ค่าลิขสิทธิ์ หรือรายได้จากการปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการสร้างสินค้าดิจิทัลหรือระบบออนไลน์ที่สามารถสร้างรายได้ได้เองในระยะยาว
แนวคิดนี้ได้รับความนิยมจาก Robert Kiyosaki ที่กล่าวถึงการ “ให้เงินทำงานแทนเรา” โดยเน้นการสร้างรายได้จากทรัพย์สิน (Assets) ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งทรัพย์สินด้านการลงทุนและทรัพย์สินทางปัญญาที่สามารถต่อยอดเป็นรายได้ในอนาคตได้
Passive Income vs Active Income ต่างกันอย่างไร?

Passive Income มีอะไรบ้าง?
Passive Income มีได้หลายรูปแบบ โดยแต่ละแบบเหมาะกับแต่ละคนแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับเงินทุน ทักษะ และเวลาที่สามารถนำมาลงทุนได้ ลองมาดูกันว่ามีวิธีสร้าง Passive Income แบบไหนที่น่าสนใจบ้าง
เงินฝากประจำ หรือฝากเงินในบัญชีดอกเบี้ยสูง
เป็นการสร้าง Passive Income ที่เริ่มง่ายที่สุดสำหรับคนที่ยังไม่มีประสบการณ์ลงทุน เพียงนำเงินที่มีอยู่ไปฝากในบัญชีดอกเบี้ยสูงหรือฝากประจำ ธนาคารก็จะจ่ายดอกเบี้ยให้เราตามระยะเวลาที่กำหนด- ข้อดี: มีความเสี่ยงต่ำ เงินต้นไม่หาย และมีสภาพคล่องพอสมควร
- ข้อเสีย: ดอกเบี้ยที่ได้อาจสู้อัตราเงินเฟ้อในระยะยาวไม่ได้ ทำให้เหมาะกับการเก็บเงินสำรองฉุกเฉินมากกว่าการสร้างความมั่งคั่งระยะยาว
- เหมาะกับใคร: คนที่เพิ่งเริ่มต้น มีเงินก้อนแต่ยังไม่พร้อมรับความเสี่ยงสูง หรืออยากมีเงินสำรองที่ยังได้ดอกเบี้ยอยู่ด้วย
หุ้นปันผล (Dividend Stocks)
คือการซื้อหุ้นของบริษัทที่มีนโยบายแบ่งกำไรให้ผู้ถือหุ้นเป็นประจำ ไม่ว่าจะปีละครั้งหรือหลายครั้งต่อปี เพียงถือหุ้นไว้ บริษัทก็จ่ายปันผลเข้ามาให้เองโดยที่เราไม่ต้องขายหุ้นออกไปเลย- ข้อดี: นอกจากได้รับเงินปันผลสม่ำเสมอแล้ว ราคาหุ้นยังมีโอกาสเติบโตขึ้นได้ในระยะยาว ทำให้ได้ทั้งรายได้และมูลค่าสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นไปพร้อมกัน
- ข้อเสีย: ราคาหุ้นผันผวนตามภาวะตลาด บริษัทอาจลดหรือหยุดจ่ายปันผลได้หากผลประกอบการไม่ดี และต้องใช้เวลาศึกษาพอสมควรก่อนเลือกหุ้นที่เหมาะสม
- เหมาะกับใคร: คนที่พร้อมรับความเสี่ยงได้บ้าง มีความสนใจเรื่องการลงทุน และต้องการสร้างกระแสเงินสดระยะยาวจากสินทรัพย์ที่ถืออยู่
กองทุนรวมและ ETF
คือ การรวมเงินของนักลงทุนหลายคนเพื่อนำไปลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ เช่น หุ้น ตราสารหนี้ หรือสินทรัพย์ผสม ซึ่งกองทุนรวมปกติและ ETF มีความแตกต่างกันที่วิธีการซื้อขายและค่าธรรมเนียม โดยกองทุนรวมปกติจะซื้อขายได้วันละ 1 ครั้งที่ราคา NAV ผ่านบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ในขณะที่ ETF สามารถซื้อขายได้ตลอดเวลาทำการในตลาดหลักทรัพย์เหมือนหุ้นทั่วไปและมักมีค่าธรรมเนียมต่ำกว่า เนื่องจากเป็นการลงทุนแบบ Passive ที่ติดตาม Index ส่วนกองทุนปันผลจะมีนโยบายแบ่งผลกำไรให้ผู้ถือหน่วยลงทุนเป็นระยะ จึงเป็นแหล่ง Passive Income ที่คล้ายกับหุ้นปันผลแต่กระจายความเสี่ยงได้มากกว่า- ข้อดี: ไม่ต้องเลือกหุ้นเองหรือติดตามตลาดตลอดเวลา มีการกระจายความเสี่ยงในตัว และเริ่มต้นได้ด้วยเงินไม่มาก
- ข้อเสีย: มีค่าธรรมเนียมการจัดการที่กินผลตอบแทนส่วนหนึ่ง และปันผลที่ได้ก็ขึ้นอยู่กับผลประกอบการของกองทุน ไม่ได้การันตีว่าจะได้ทุกปี
- เหมาะกับใคร: คนที่อยากลงทุนแต่ไม่มีเวลาวิเคราะห์หุ้นรายตัว หรือเพิ่งเริ่มต้นและต้องการกระจายความเสี่ยงตั้งแต่แรก
ตราสารหนี้
คือการที่เราให้รัฐบาลหรือบริษัทกู้เงิน แล้วได้รับดอกเบี้ยตอบแทนตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ พอครบกำหนดก็ได้เงินต้นคืน พันธบัตรรัฐบาลออกโดยภาครัฐซึ่งมีความน่าเชื่อถือสูง ส่วนหุ้นกู้ออกโดยบริษัทเอกชนที่มักให้ดอกเบี้ยสูงกว่าเพื่อชดเชยความเสี่ยงที่มากกว่า- ข้อดี: รายได้จากดอกเบี้ยสม่ำเสมอและคาดเดาได้ล่วงหน้า ความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้นโดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาล และช่วยกระจายความเสี่ยงในพอร์ตได้ดี
- ข้อเสีย: ผลตอบแทนค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับหุ้น และหากต้องการขายก่อนครบกำหนด อาจได้ราคาไม่ดีนักขึ้นอยู่กับสภาวะตลาด นอกจากนี้หุ้นกู้บางตัวก็มีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ด้วย
- เหมาะกับใคร: คนที่ต้องการรายได้สม่ำเสมอโดยไม่อยากเผชิญกับความผันผวนของตลาดหุ้น
กองทรัสต์ หรือ REITs
คือการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่ต้องซื้อคอนโดหรือบ้านจริง ๆ กองทุนประเภทนี้จะนำเงินของนักลงทุนไปซื้อหรือบริหารอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างรายได้ เช่น อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า โรงแรม หรือโกดังสินค้า แล้วนำรายได้จากค่าเช่ามาจ่ายปันผลให้ผู้ถือหน่วยลงทุนเป็นประจำ- ข้อดี: เข้าถึงการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ได้ด้วยเงินน้อยกว่าการซื้อจริง ได้รับปันผลสม่ำเสมอ และซื้อขายได้ในตลาดหลักทรัพย์เหมือนหุ้นทั่วไป ไม่ต้องบริหารจัดการทรัพย์สินเอง
- ข้อเสีย: ราคาผันผวนตามภาวะตลาดและปัจจัยเศรษฐกิจ เช่น อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอาจกดดันราคา REITs ได้ และปันผลที่ได้ก็ขึ้นอยู่กับอัตราการเช่าและผลประกอบการของทรัพย์สินในกอง
- เหมาะกับใคร: คนที่อยากลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แต่ยังไม่มีทุนมากพอ หรือไม่อยากยุ่งกับการซื้อ ขาย และดูแลทรัพย์สินด้วยตัวเอง
Crowdfunding และ P2P Lending
เป็นการสร้าง Passive Income ในรูปแบบของการให้กู้เงินหรือร่วมลงทุนกับบุคคลหรือธุรกิจผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์โดยตรง โดยไม่ผ่านธนาคาร ผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยหรือส่วนแบ่งกำไรตามที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่ต้น- ข้อดี: ผลตอบแทนมักสูงกว่าเงินฝากธนาคารทั่วไป และสามารถเลือกลงทุนในโปรเจกต์หรือธุรกิจที่สนใจได้เอง
- ข้อเสีย: ความเสี่ยงสูงกว่าการลงทุนในสินทรัพย์ทั่วไป เพราะผู้กู้อาจผิดนัดชำระหนี้ได้ สภาพคล่องต่ำเนื่องจากเงินจะถูกล็อกตามระยะเวลาสัญญา
- เหมาะกับใคร: คนที่รับความเสี่ยงได้สูงและต้องการผลตอบแทนมากกว่าเงินฝากหรือพันธบัตร รวมถึงนักลงทุนที่อยากกระจายพอร์ตออกไปนอกเหนือจากหุ้นและกองทุน
ประกันสะสมทรัพย์และประกันบำนาญ
คือการออมเงินระยะยาวผ่านบริษัทประกัน โดยเราจ่ายเบี้ยประกันสม่ำเสมอตามระยะเวลาที่กำหนด แล้วได้รับเงินคืนพร้อมผลตอบแทนเมื่อครบสัญญา ส่วนประกันบำนาญจะเน้นจ่ายเงินให้เป็นรายงวดหลังเกษียณ เพื่อให้มีรายได้ใช้จ่ายอย่างต่อเนื่องในยามที่ไม่ได้ทำงานแล้ว- ข้อดี: สร้างวินัยในการออมโดยอัตโนมัติ ได้ความคุ้มครองชีวิตควบคู่ไปด้วย และยังสามารถนำเบี้ยประกันไปลดหย่อนภาษีได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด
- ข้อเสีย: ผลตอบแทนค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับการลงทุนประเภทอื่น และมีความยืดหยุ่นน้อย หากต้องการเงินก่อนครบสัญญาอาจถูกหักค่าธรรมเนียมหรือได้เงินคืนไม่เต็มจำนวน
- เหมาะกับใคร: คนที่ต้องการวางแผนเกษียณอย่างเป็นระบบ หรือคนที่รู้ว่าตัวเองออมเงินเองไม่ค่อยได้ และต้องการความคุ้มครองชีวิตไปพร้อมกัน
การปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์
คือการนำทรัพย์สินที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นคอนโด บ้าน อพาร์ตเมนต์ ออฟฟิศ หรือที่ดิน ออกให้ผู้อื่นเช่าเพื่อสร้างรายได้ต่อเนื่องทุกเดือน ถือเป็น Passive Income ที่คนไทยคุ้นเคยมากที่สุด และยังเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้จริง- ข้อดี: ได้รายได้ค่าเช่าสม่ำเสมอ มูลค่าทรัพย์สินมีโอกาสเพิ่มขึ้นในระยะยาว และยังสามารถนำดอกเบี้ยเงินกู้ไปหักค่าใช้จ่ายทางภาษีได้บางส่วน
- ข้อเสีย: ใช้เงินลงทุนสูง มีค่าใช้จ่ายแฝงที่หลายคนมองข้าม ทั้งค่าซ่อมแซม ค่าส่วนกลาง และช่วงที่ห้องว่างไม่มีผู้เช่า
- เหมาะกับใคร: คนที่มีเงินทุนสูงหรือสามารถกู้ได้ และพร้อมรับมือกับการดูแลทรัพย์สินระยะยาว หรือคนที่มีอสังหาริมทรัพย์อยู่แล้วแต่ยังไม่ได้นำมาสร้างรายได้
การสร้างช่อง YouTube
คือการผลิตคอนเทนต์วิดีโอในหัวข้อที่ถนัดหรือสนใจ แล้วอัปโหลดขึ้นแพลตฟอร์ม เมื่อช่องมียอดผู้ติดตามและชั่วโมงการรับชมถึงเกณฑ์ที่ YouTube กำหนด ก็สามารถเปิดรับรายได้จากโฆษณาได้ และวิดีโอที่อัปโหลดไปแล้วก็ยังคงสร้างรายได้ต่อเนื่องโดยที่ไม่ต้องทำซ้ำ- ข้อดี: วิดีโอเก่าที่อัปโหลดไว้ยังคงสร้างรายได้ได้เรื่อย ๆ นอกจากรายได้จากโฆษณาแล้ว ยังต่อยอดได้อีกหลายทาง ทั้ง Sponsorship การขายสินค้า หรือ Affiliate Marketing และไม่จำเป็นต้องใช้ทุนสูงในการเริ่มต้น
- ข้อเสีย: ต้องใช้เวลาสะสมนานกว่าจะถึงเกณฑ์รับรายได้ และต้องผลิตคอนเทนต์อย่างสม่ำเสมอในช่วงแรก รายได้ขึ้นอยู่กับยอดวิวและนโยบายของ YouTube ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้
- เหมาะกับใคร: คนที่มีความรู้หรือความสนใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งและอยากถ่ายทอดออกมาเป็นวิดีโอ รวมถึงคนที่พร้อมลงทุนเวลาในช่วงแรกเพื่อสร้างฐานผู้ชมระยะยาว
การเขียนบล็อกหรือสร้างเว็บไซต์
คือการผลิตบทความหรือเนื้อหาที่ให้ประโยชน์กับผู้อ่าน แล้วทำให้ติดอันดับบน Google ผ่าน SEO เมื่อเว็บมีผู้เข้าชมสม่ำเสมอ ก็สามารถสร้างรายได้จากหลายทางพร้อมกัน ทั้งโฆษณา (Google Adsense) การรีวิวสินค้าผ่าน Affiliate หรือการรับ Sponsored Content- ข้อดี: บทความที่เขียนไปแล้วยังคงดึงผู้เข้าชมและสร้างรายได้ได้เรื่อย ๆ โดยไม่ต้องทำซ้ำ และยิ่งมีบทความมาก ฐานผู้เข้าชมก็ยิ่งเติบโตแบบทบต้น รายได้ก็ตามมา
- ข้อเสีย: ต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล โดยเฉพาะในช่วงแรกที่ยังไม่มีอันดับบน Google และต้องอัปเดตเนื้อหาอยู่สม่ำเสมอเพราะ SEO มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
- เหมาะกับใคร: คนที่ชอบเขียนและมีความรู้เฉพาะด้านที่ต้องการแชร์ หรือคนที่พร้อมลงทุนเวลาในช่วงแรกเพื่อสร้างเว็บไซต์ที่ติดอันดับและสร้างรายได้ในระยะยาว
การสร้างคอร์สเรียนออนไลน์
คือการนำความรู้หรือทักษะที่มีอยู่มาจัดเป็นหลักสูตรวิดีโอหรือสื่อการสอน แล้ววางขายบนแพลตฟอร์มอย่าง Skillane, Udemy หรือเว็บไซต์ของตัวเอง เมื่อสร้างคอร์สเสร็จแล้ว ก็สามารถขายได้ซ้ำไม่จำกัดจำนวนโดยไม่ต้องสอนใหม่ทุกครั้ง- ข้อดี: ลงทุนครั้งเดียวแต่ขายได้เรื่อย ๆ ไม่มีต้นทุนต่อหน่วยเพิ่มขึ้นไม่ว่าจะมีนักเรียนกี่คน และยังช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในสายที่ถนัดได้อีกด้วย
- ข้อเสีย: ต้องลงทุนเวลาและแรงในช่วงแรกค่อนข้างมากเพื่อผลิตเนื้อหาให้มีคุณภาพ และต้องมีการทำการตลาดอย่างต่อเนื่องเพื่อให้คอร์สยังขายได้ในระยะยาว รวมถึงต้องอัปเดตเนื้อหาให้ทันสมัยอยู่เสมอ
- เหมาะกับใคร: คนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและอยากถ่ายทอดให้คนอื่น ไม่ว่าจะเป็นทักษะด้านธุรกิจ การเงิน ดีไซน์ การตลาด หรือแม้แต่งานอดิเรกที่คนอื่นอยากเรียนรู้
การขายสินค้าดิจิทัล
คือการสร้างผลงานในรูปแบบไฟล์ดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็น E-book, Template, Preset สำหรับตกแต่งรูป, Font หรือไฟล์กราฟิกต่าง ๆ แล้ววางขายบนแพลตฟอร์มหรือเว็บไซต์ของตัวเอง เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็ขายได้ซ้ำไม่จำกัดโดยไม่มีต้นทุนการผลิตเพิ่มในแต่ละครั้ง- ข้อดี: ไม่มีต้นทุนสินค้าและไม่ต้องจัดการเรื่องสต็อกหรือการจัดส่ง ลูกค้าดาวน์โหลดได้ทันทีหลังชำระเงิน
- ข้อเสีย: ตลาดค่อนข้างแข่งขันสูง โดยเฉพาะสินค้าที่มีคนทำอยู่แล้วเยอะ และต้องลงทุนเวลาในการทำการตลาดเพื่อให้คนเห็นสินค้า รวมถึงมีความเสี่ยงเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์หรือการนำไฟล์ไปแจกต่อ
- เหมาะกับใคร: คนที่มีทักษะด้านการเขียน ดีไซน์ หรือถ่ายภาพ และอยากแปลงทักษะที่มีอยู่ให้กลายเป็นรายได้
แฟรนไชส์ (Franchise)
คือการซื้อสิทธิ์ในการดำเนินธุรกิจภายใต้แบรนด์ที่มีอยู่แล้ว โดยไม่ต้องสร้างทุกอย่างจากศูนย์ ระบบ สินค้า และชื่อเสียงของแบรนด์พร้อมให้ใช้งานได้เลย เพียงแต่ต้องบริหารจัดการสาขาให้เดินได้อย่างราบรื่น ซึ่งอาจจ้างคนดูแลแทนได้หากไม่ต้องการลงมือเองทุกวัน ทำให้เป็น Passive Income ที่ค่อนข้างเป็น Semi-passive มากกว่าแบบอื่น โดยใช้ทุนเริ่มต้นประมาณ 50,000 - 1,000,000 บาท ขึ้นอยู่กับแบรนด์ที่เลือก- ข้อดี: ไม่ต้องสร้างแบรนด์หรือระบบเอง ลดความเสี่ยงเทียบกับการเริ่มธุรกิจใหม่ และหากเลือกแบรนด์ที่มีฐานลูกค้าแข็งแกร่งและทำเลดี โอกาสสร้างรายได้ที่ดีก็สูงตามไปด้วย
- ข้อเสีย: ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นค่อนข้างสูง และยังต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้เจ้าของแบรนด์อย่างต่อเนื่อง หากแบรนด์มีปัญหาหรือภาพลักษณ์เสียหาย ก็ส่งผลกระทบต่อสาขาของเราโดยตรงด้วย
- เหมาะกับใคร: คนที่มีเงินทุนพร้อมและอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองโดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ หรือคนที่ต้องการรายได้กึ่ง Passive จากธุรกิจที่มีระบบรองรับอยู่แล้ว
ลิขสิทธิ์และสิทธิบัตร
ในสายงานด้านศิลปะและการสร้างสรรค์ก็สามารถสร้าง Passive Income ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการเขียนหนังสือ แต่งเพลง ออกแบบสินค้า หรือคิดค้นนวัตกรรม เมื่อจดลิขสิทธิ์หรือสิทธิบัตรแล้ว ก็สามารถนำผลงานนั้นออกให้ผู้อื่นใช้งานแลกกับค่า Royalty ที่เข้ามาอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องสร้างผลงานใหม่ซ้ำอีก- ข้อดี: สร้างครั้งเดียวแต่รับรายได้ได้ยาวนาน ยิ่งผลงานติดตลาดหรือเป็นที่รู้จักมากเท่าไหร่ ค่า Royalty ที่ได้รับก็ยิ่งสูงตาม และยังสามารถขายสิทธิ์ให้หลายเจ้าพร้อมกันได้ด้วย
- ข้อเสีย: ต้องใช้เวลาและความสามารถในการสร้างผลงานที่มีคุณภาพสูง ไม่ใช่ทุกผลงานที่จะประสบความสำเร็จ กว่าจะสร้างรายได้ที่มั่นคงได้อาจต้องผ่านการลองผิดลองถูกมาพอสมควร
- เหมาะกับใคร: คนที่มีความสามารถด้านการสร้างสรรค์ผลงาน ไม่ว่าจะเป็นนักเขียน นักดนตรี นักออกแบบ หรือนักประดิษฐ์ที่อยากแปลงผลงานของตัวเองให้กลายเป็นรายได้ระยะยาว
Affiliate Marketing
คือการแนะนำสินค้าหรือบริการของแบรนด์ต่าง ๆ เมื่อมีคนคลิกลิงก์และซื้อสินค้า เราก็จะได้รับค่าคอมมิชชันตามที่ตกลงไว้ โดยไม่ต้องมีสินค้าเป็นของตัวเองเลย แพลตฟอร์มยอดนิยมในไทย เช่น Lazada Affiliate, Shopee Affiliate หรือโปรแกรม Affiliate ของแบรนด์ต่าง ๆ โดยตรง- ข้อดี: ไม่ต้องมีสต็อกสินค้า ไม่ต้องดูแลลูกค้าหลังการขาย และเริ่มต้นได้โดยแทบไม่มีต้นทุน เพียงมีช่องทางในการแนะนำสินค้าไม่ว่าจะเป็นบล็อก YouTube หรือโซเชียลมีเดีย คอนเทนต์ที่เคยทำไว้ก็ยังสร้างรายได้ได้เรื่อย ๆ
- ข้อเสีย: รายได้ขึ้นอยู่กับปริมาณผู้เข้าชมและอัตราการคลิกซื้อ ซึ่งต้องใช้เวลาสะสมฐานผู้ติดตามก่อน และแบรนด์อาจเปลี่ยนเงื่อนไขหรืออัตราค่าคอมมิชชันได้ตลอดเวลา
- เหมาะกับใคร: คนที่มีช่องทางออนไลน์อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นบล็อก เว็บไซต์ YouTube หรือโซเชียลมีเดีย และต้องการต่อยอดคอนเทนต์ที่มีอยู่ให้สร้างรายได้เพิ่มโดยไม่ต้องขายสินค้าเอง
ต้องมีเงินเท่าไหร่ ถึงจะมี Passive Income เดือนละ 10,000 / 50,000 บาท?
หลายคนอาจสงสัยว่าต้องมีเงินลงทุนเท่าไหร่ถึงจะได้ Passive Income ตามที่ต้องการ จริง ๆ แล้วคำนวณได้ไม่ยาก แค่ใช้สูตรง่าย ๆ คือ
เงินลงทุนที่ควรมี = Passive Income ที่ต้องการ/ปี ÷ ผลตอบแทน (%)
ลองดูตัวอย่างกันว่า ถ้าอยากได้ Passive Income เดือนละ 10,000 บาท และ 50,000 บาท จะต้องเตรียมเงินลงทุนไว้เท่าไหร่ ดังนี้

Passive Income เดือนละ 10,000 บาท (120,000/ปี)
Passive Income เดือนละ 50,000 บาท (600,000/ปี)
วิธีเริ่มสร้าง Passive Income สำหรับแต่ละช่วงชีวิต (Roadmap)
สำหรับคนที่อยากเริ่มสร้าง Passive Income คำถามที่พบบ่อยคือ “ควรเริ่มจากตรงไหนดี?” ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่มีสูตรสำเร็จสำหรับทุกคน เพราะแต่ละคนมีเงินทุน ทักษะ และสถานการณ์ชีวิตต่างกัน ดังนั้นการเริ่มต้นตาม Roadmap ที่เหมาะกับตัวเองจะช่วยให้วางแผนสร้าง Passive Income ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น
จบใหม่ / ทุน 0-50,000 บาท
ในช่วงนี้ Active Income ต้องมาก่อน เพราะยังไม่มีทุนมากพอที่จะลงทุนได้จริงจัง สิ่งแรกที่ควรทำคือเก็บเงินสำรองฉุกเฉินให้ได้ 3-6 เดือนก่อน จากนั้นค่อยเริ่ม Passive Income ที่ใช้ทุนต่ำ เช่น การ DCA กองทุนรวม การสร้างคอนเทนต์ออนไลน์ (YouTube, Blog, Affiliate) หรือขายสินค้าดิจิทัล ควบคู่กับการลงทุนทีละเล็กทีละน้อย โดยตั้งเป้าหมายรายได้ Passive Income ไว้ที่ประมาณ 1,000 – 5,000 บาทต่อเดือนมนุษย์เงินเดือน / ทุน 50,000-500,000 บาท
เมื่อเริ่มมีเงินเก็บมากขึ้น ก็สามารถเริ่มสร้าง พอร์ตการลงทุนที่จริงจังขึ้น โดยเน้นการกระจายความเสี่ยง เช่น การลงทุนในหุ้นปันผล กองทุนรวม หรือ REITs ควบคู่กับการต่อยอด Passive Income จาก Digital Asset ที่เริ่มสร้างไว้ก่อนหน้านี้ เช่น การทำบล็อกหรือคอร์สออนไลน์ โดยตั้งเป้าหมายรายได้ Passive Income ในช่วงนี้ไว้ที่ประมาณ 5,000 – 15,000 บาทต่อเดือนทุน 500,000-3,000,000 บาท
เมื่อมีทุนระดับนี้ ควรเริ่ม กระจายการลงทุนให้หลากหลายมากขึ้น ทั้งหุ้นปันผล REITs พันธบัตรรัฐบาล และตราสารหนี้ เพื่อลดความเสี่ยงของพอร์ต นอกจากนี้ยังสามารถเริ่มพิจารณาการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็กเพื่อปล่อยเช่า หรือขยาย Digital Asset ที่สร้างไว้ก่อนหน้าให้สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่องทุน 3,000,000 บาทขึ้นไป
ในช่วงนี้พอร์ตการลงทุนมักเริ่มกระจายครบหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นหุ้น อสังหาริมทรัพย์ หรือสินทรัพย์ทางการเงินอื่น ๆ พร้อมทั้งสามารถเริ่มสร้างธุรกิจหรือระบบที่ให้ผู้อื่นช่วยบริหารจัดการแทนได้ เมื่อ Passive Income เริ่มครอบคลุมค่าใช้จ่ายรายเดือน ก็อาจถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการมี อิสรภาพทางการเงิน (Financial Freedom)5 ความผิดพลาดที่ทำให้สร้าง Passive Income ไม่สำเร็จ
-
คาดหวังรวยเร็วเกินไป
การทำ Passive Income ในช่วงแรก ๆ นั้น ต้องใช้ทั้งเงินและเวลา รวมถึงความสม่ำเสมอในการลงทุนต่าง ๆ ทั้งด้านการเงิน หรือการลงทุนด้านทักษะ คนส่วนใหญ่จะล้มเลิกก่อนที่จะเริ่มเห็นผลว่ามีรายได้เข้ามา -
ไม่กระจายความเสี่ยง
การสร้าง Passive Income ควรจะต้องกระจายความเสี่ยงไว้หลาย ๆ ทาง เพราะถ้าหากพึ่งช่องทางเดียว เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น อาจทำให้รายได้ที่ควรจะเป็นหายไปได้หมดเช่นกัน -
ไม่ศึกษาก่อนลงทุน
ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง หากต้องการจะลงทุนในกองทุนหรือหุ้นต่าง ๆ ควรศึกษาให้ดีก่อนเสมอ ตรวจเช็กความน่าเชื่อถือ สภาพคล่องของบริษัท และความสม่ำเสมอในการจ่ายเงินปันผล รวมถึงเช็กค่า ROI ให้ละเอียด เพื่อที่จะได้เลือกลงทุนได้อย่างถูกต้อง และที่สำคัญไม่ควรหลงเชื่อคำโฆษณาด้านการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนเกินจริง -
สับสนระหว่าง Passive กับ Active
หลักการของ Passive Income คือ ให้เงินทำงานแทนเรา เพราะฉะนั้นการทำธุรกิจหรือลงทุนบางอย่างอาจจะไม่ใช่ Passive Income เช่น การขายของออนไลน์ทุกวัน ถึงแม้จะมีรายได้เข้ามาตลอด แต่ก็ยังเป็น Active Income สิ่งสำคัญคือการให้คนอื่นหรือระบบทำแทน แต่เรายังได้เงินเข้ามาตลอด การขายของออนไลน์ถึงจะกลายเป็น Passive Income ได้ -
ไม่นำ Passive Income ไปลงทุนต่อ (Compound Effect)
ถึงแม้ว่าการมี Passive Income ที่คงที่ทุกเดือนจะเป็นเรื่องดี แต่ก็ควรพิจารณาแบ่งสันปันส่วน นำผลตอบแทนเหล่านั้นไปลงทุนต่อ หรือเลือกลงทุนซ้ำเพื่อให้มีดอกเบี้ยทบต้น ส่งผลให้การเติบโตเป็นแบบ Exponential ไปเรื่อย ๆ และกระจายความเสี่ยงมากขึ้น
สำหรับคนที่มองหากองทุนเพื่อสร้าง Passive Income ในอนาคต และยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แนะนำ KKP MP ลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐ ตราสารหนี้ภาคเอกชน รวมทั้งเงินฝาก โดยมีการบริหารพอร์ตแบบยืดหยุ่นสามารถปรับเปลี่ยนการลงทุนให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ ทั้งในด้าน Credit Rating และ Duration Management เพื่อมุ่งสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นภายใต้ความเสี่ยงที่เหมาะสม โดยไม่มีการลงทุนในต่างประเทศ ซื้อขายได้ทุกวันทำการ บริหารจัดการโดยผู้จัดการกองทุนที่มีประสบการณ์ และยังเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการพักเงิน ใช้เงินลงทุนขั้นต่ำเริ่มต้นเพียง 100 บาท หรือหากสนใจกองทุนอื่นสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้
คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน