Money Matter

Passive Income คืออะไร มีอะไรบ้าง แชร์ 15 ไอเดียสร้างรายได้ระยะยาว

  • 20 Apr 26
  • 629
ถ้าคุณเคยตั้งคำถามว่า "ถ้าวันนึงหยุดทำงาน เงินจะยังเข้ามาไหม?" คุณไม่ได้คิดคนเดียว หลายคนเริ่มมองหาทางสร้างรายได้ที่ไม่ได้ผูกติดกับชั่วโมงทำงาน และนั่นคือจุดที่ Passive Income เข้ามามีบทบาท 

บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักกับ Passive Income ว่าคืออะไร มีอะไรบ้าง รวม 15 ไอเดียสร้างรายได้ พร้อมตัวอย่างจริงและข้อผิดพลาดที่ควรระวัง เพื่อให้คุณวางแผนสร้างรายได้ระยะยาวได้อย่างมั่นใจ

Passive Income คืออะไร?

Passive Income คือ รายได้ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยที่เราไม่จำเป็นต้องลงแรงทำงานตลอดเวลา โดยมักเกิดจากการลงทุนหรือการสร้างทรัพย์สินบางอย่างไว้ล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นเงินปันผล ดอกเบี้ยเงินฝาก ค่าลิขสิทธิ์ หรือรายได้จากการปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการสร้างสินค้าดิจิทัลหรือระบบออนไลน์ที่สามารถสร้างรายได้ได้เองในระยะยาว

แนวคิดนี้ได้รับความนิยมจาก Robert Kiyosaki ที่กล่าวถึงการ “ให้เงินทำงานแทนเรา” โดยเน้นการสร้างรายได้จากทรัพย์สิน (Assets) ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งทรัพย์สินด้านการลงทุนและทรัพย์สินทางปัญญาที่สามารถต่อยอดเป็นรายได้ในอนาคตได้

Passive Income vs Active Income ต่างกันอย่างไร?

Passive Income และ Active Income ต่างก็เป็นรายได้ที่เข้ามาเหมือนกัน แต่รูปแบบการเกิดรายได้นั้นค่อนข้างแตกต่างกัน และความแตกต่างในจุดนี้เองที่ทำให้หลายคนเริ่มหันมาสร้าง Passive Income ควบคู่ไปกับรายได้จากงานประจำ เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางการเงินมากขึ้น ดังนี้ 
รายการ  Active Income Passive Income
ที่มารายได้ รายได้ที่เกิดจากการใช้เวลาและแรงงานโดยตรง ต้องทำงานแลกเงิน รายได้ที่เกิดจากการลงทุนหรือการสร้างทรัพย์สินไว่ล้วงหน้า เช่น สินทรัพย์ทางการเงิน อสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพย์สินทางปัญญา
หากหยุดทำงาน รายได้หยุดทันทีเมื่อหยุดทำงาน รายได้ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง แม้ไม่ได้ทำงานตลอดเวลา
ตัวอย่างรายได้ เงินเดือน ค่าจ้าง ค่าที่ปรึกษา ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ ดอกเบี้ยเงินฝาก เงินปันผล ค่าลิขสิทธิ์ รายได้จากสินค้าดิจิทัล
Scalability
(การขยายรายได้)
ขยายรายได้ได้จำกัด เพราะขึ้นอยู่กับเวลาและกำลังทำงานของบุคคล สามารถขยายรายได้ได้มากกว่า เช่น ลงทุนเพิ่ม ขยายทรัพย์สิน หรือเพิ่มช่องทางสร้างรายได้
ความเสี่ยง มีความเสี่ยงในกรณีที่ตกงานหรือไม่สามารถทำงานได้ รายได้จะหยุดทันที มีความเสี่ยงจากการลงทุนหรือสภาพตลาด แต่สามารถกระจายความเสี่ยงได้หลายแหล่ง
การเสียภาษี ภาษีเงินได้ตามมาตรา 40(1) เงินเดือน และ 40(2) ค่าจ้างหรือค่าบริการ รายได้จากทรัพย์สิน เช่น ค่าลิขสิทธิ์ มาตรา 40(3) ดอกเบี้ย/เงินปันผล มาตรา 40(4) ค่าเช่า มาตรา 40(5)

Passive Income มีอะไรบ้าง?

Passive Income มีได้หลายรูปแบบ โดยแต่ละแบบเหมาะกับแต่ละคนแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับเงินทุน ทักษะ และเวลาที่สามารถนำมาลงทุนได้ ลองมาดูกันว่ามีวิธีสร้าง Passive Income แบบไหนที่น่าสนใจบ้าง

เงินฝากประจำ หรือฝากเงินในบัญชีดอกเบี้ยสูง

เป็นการสร้าง Passive Income ที่เริ่มง่ายที่สุดสำหรับคนที่ยังไม่มีประสบการณ์ลงทุน เพียงนำเงินที่มีอยู่ไปฝากในบัญชีดอกเบี้ยสูงหรือฝากประจำ ธนาคารก็จะจ่ายดอกเบี้ยให้เราตามระยะเวลาที่กำหนด 
  • ข้อดี: มีความเสี่ยงต่ำ เงินต้นไม่หาย และมีสภาพคล่องพอสมควร
  • ข้อเสีย: ดอกเบี้ยที่ได้อาจสู้อัตราเงินเฟ้อในระยะยาวไม่ได้ ทำให้เหมาะกับการเก็บเงินสำรองฉุกเฉินมากกว่าการสร้างความมั่งคั่งระยะยาว
  • เหมาะกับใคร: คนที่เพิ่งเริ่มต้น มีเงินก้อนแต่ยังไม่พร้อมรับความเสี่ยงสูง หรืออยากมีเงินสำรองที่ยังได้ดอกเบี้ยอยู่ด้วย

หุ้นปันผล (Dividend Stocks)

คือการซื้อหุ้นของบริษัทที่มีนโยบายแบ่งกำไรให้ผู้ถือหุ้นเป็นประจำ ไม่ว่าจะปีละครั้งหรือหลายครั้งต่อปี เพียงถือหุ้นไว้ บริษัทก็จ่ายปันผลเข้ามาให้เองโดยที่เราไม่ต้องขายหุ้นออกไปเลย
  • ข้อดี: นอกจากได้รับเงินปันผลสม่ำเสมอแล้ว ราคาหุ้นยังมีโอกาสเติบโตขึ้นได้ในระยะยาว ทำให้ได้ทั้งรายได้และมูลค่าสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นไปพร้อมกัน
  • ข้อเสีย: ราคาหุ้นผันผวนตามภาวะตลาด บริษัทอาจลดหรือหยุดจ่ายปันผลได้หากผลประกอบการไม่ดี และต้องใช้เวลาศึกษาพอสมควรก่อนเลือกหุ้นที่เหมาะสม
  • เหมาะกับใคร: คนที่พร้อมรับความเสี่ยงได้บ้าง มีความสนใจเรื่องการลงทุน และต้องการสร้างกระแสเงินสดระยะยาวจากสินทรัพย์ที่ถืออยู่

กองทุนรวมและ ETF

คือ การรวมเงินของนักลงทุนหลายคนเพื่อนำไปลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ เช่น หุ้น ตราสารหนี้ หรือสินทรัพย์ผสม ซึ่งกองทุนรวมปกติและ ETF มีความแตกต่างกันที่วิธีการซื้อขายและค่าธรรมเนียม โดยกองทุนรวมปกติจะซื้อขายได้วันละ 1 ครั้งที่ราคา NAV ผ่านบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ในขณะที่ ETF สามารถซื้อขายได้ตลอดเวลาทำการในตลาดหลักทรัพย์เหมือนหุ้นทั่วไปและมักมีค่าธรรมเนียมต่ำกว่า เนื่องจากเป็นการลงทุนแบบ Passive ที่ติดตาม Index ส่วนกองทุนปันผลจะมีนโยบายแบ่งผลกำไรให้ผู้ถือหน่วยลงทุนเป็นระยะ จึงเป็นแหล่ง Passive Income ที่คล้ายกับหุ้นปันผลแต่กระจายความเสี่ยงได้มากกว่า
  • ข้อดี: ไม่ต้องเลือกหุ้นเองหรือติดตามตลาดตลอดเวลา มีการกระจายความเสี่ยงในตัว และเริ่มต้นได้ด้วยเงินไม่มาก
  • ข้อเสีย: มีค่าธรรมเนียมการจัดการที่กินผลตอบแทนส่วนหนึ่ง และปันผลที่ได้ก็ขึ้นอยู่กับผลประกอบการของกองทุน ไม่ได้การันตีว่าจะได้ทุกปี
  • เหมาะกับใคร: คนที่อยากลงทุนแต่ไม่มีเวลาวิเคราะห์หุ้นรายตัว หรือเพิ่งเริ่มต้นและต้องการกระจายความเสี่ยงตั้งแต่แรก

ตราสารหนี้

คือการที่เราให้รัฐบาลหรือบริษัทกู้เงิน แล้วได้รับดอกเบี้ยตอบแทนตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ พอครบกำหนดก็ได้เงินต้นคืน พันธบัตรรัฐบาลออกโดยภาครัฐซึ่งมีความน่าเชื่อถือสูง ส่วนหุ้นกู้ออกโดยบริษัทเอกชนที่มักให้ดอกเบี้ยสูงกว่าเพื่อชดเชยความเสี่ยงที่มากกว่า
  • ข้อดี: รายได้จากดอกเบี้ยสม่ำเสมอและคาดเดาได้ล่วงหน้า ความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้นโดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาล และช่วยกระจายความเสี่ยงในพอร์ตได้ดี
  • ข้อเสีย: ผลตอบแทนค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับหุ้น และหากต้องการขายก่อนครบกำหนด อาจได้ราคาไม่ดีนักขึ้นอยู่กับสภาวะตลาด นอกจากนี้หุ้นกู้บางตัวก็มีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ด้วย
  • เหมาะกับใคร: คนที่ต้องการรายได้สม่ำเสมอโดยไม่อยากเผชิญกับความผันผวนของตลาดหุ้น

กองทรัสต์ หรือ REITs

คือการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่ต้องซื้อคอนโดหรือบ้านจริง ๆ กองทุนประเภทนี้จะนำเงินของนักลงทุนไปซื้อหรือบริหารอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างรายได้ เช่น อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า โรงแรม หรือโกดังสินค้า แล้วนำรายได้จากค่าเช่ามาจ่ายปันผลให้ผู้ถือหน่วยลงทุนเป็นประจำ
  • ข้อดี: เข้าถึงการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ได้ด้วยเงินน้อยกว่าการซื้อจริง ได้รับปันผลสม่ำเสมอ และซื้อขายได้ในตลาดหลักทรัพย์เหมือนหุ้นทั่วไป ไม่ต้องบริหารจัดการทรัพย์สินเอง
  • ข้อเสีย: ราคาผันผวนตามภาวะตลาดและปัจจัยเศรษฐกิจ เช่น อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอาจกดดันราคา REITs ได้ และปันผลที่ได้ก็ขึ้นอยู่กับอัตราการเช่าและผลประกอบการของทรัพย์สินในกอง
  • เหมาะกับใคร: คนที่อยากลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แต่ยังไม่มีทุนมากพอ หรือไม่อยากยุ่งกับการซื้อ ขาย และดูแลทรัพย์สินด้วยตัวเอง

Crowdfunding และ P2P Lending

เป็นการสร้าง Passive Income ในรูปแบบของการให้กู้เงินหรือร่วมลงทุนกับบุคคลหรือธุรกิจผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์โดยตรง โดยไม่ผ่านธนาคาร ผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยหรือส่วนแบ่งกำไรตามที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่ต้น
  • ข้อดี: ผลตอบแทนมักสูงกว่าเงินฝากธนาคารทั่วไป และสามารถเลือกลงทุนในโปรเจกต์หรือธุรกิจที่สนใจได้เอง
  • ข้อเสีย: ความเสี่ยงสูงกว่าการลงทุนในสินทรัพย์ทั่วไป เพราะผู้กู้อาจผิดนัดชำระหนี้ได้ สภาพคล่องต่ำเนื่องจากเงินจะถูกล็อกตามระยะเวลาสัญญา
  • เหมาะกับใคร: คนที่รับความเสี่ยงได้สูงและต้องการผลตอบแทนมากกว่าเงินฝากหรือพันธบัตร รวมถึงนักลงทุนที่อยากกระจายพอร์ตออกไปนอกเหนือจากหุ้นและกองทุน

ประกันสะสมทรัพย์และประกันบำนาญ

คือการออมเงินระยะยาวผ่านบริษัทประกัน โดยเราจ่ายเบี้ยประกันสม่ำเสมอตามระยะเวลาที่กำหนด แล้วได้รับเงินคืนพร้อมผลตอบแทนเมื่อครบสัญญา ส่วนประกันบำนาญจะเน้นจ่ายเงินให้เป็นรายงวดหลังเกษียณ เพื่อให้มีรายได้ใช้จ่ายอย่างต่อเนื่องในยามที่ไม่ได้ทำงานแล้ว
  • ข้อดี: สร้างวินัยในการออมโดยอัตโนมัติ ได้ความคุ้มครองชีวิตควบคู่ไปด้วย และยังสามารถนำเบี้ยประกันไปลดหย่อนภาษีได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด
  • ข้อเสีย: ผลตอบแทนค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับการลงทุนประเภทอื่น และมีความยืดหยุ่นน้อย หากต้องการเงินก่อนครบสัญญาอาจถูกหักค่าธรรมเนียมหรือได้เงินคืนไม่เต็มจำนวน
  • เหมาะกับใคร: คนที่ต้องการวางแผนเกษียณอย่างเป็นระบบ หรือคนที่รู้ว่าตัวเองออมเงินเองไม่ค่อยได้ และต้องการความคุ้มครองชีวิตไปพร้อมกัน

การปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์

คือการนำทรัพย์สินที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นคอนโด บ้าน อพาร์ตเมนต์ ออฟฟิศ หรือที่ดิน ออกให้ผู้อื่นเช่าเพื่อสร้างรายได้ต่อเนื่องทุกเดือน ถือเป็น Passive Income ที่คนไทยคุ้นเคยมากที่สุด และยังเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้จริง
  • ข้อดี: ได้รายได้ค่าเช่าสม่ำเสมอ มูลค่าทรัพย์สินมีโอกาสเพิ่มขึ้นในระยะยาว และยังสามารถนำดอกเบี้ยเงินกู้ไปหักค่าใช้จ่ายทางภาษีได้บางส่วน
  • ข้อเสีย: ใช้เงินลงทุนสูง มีค่าใช้จ่ายแฝงที่หลายคนมองข้าม ทั้งค่าซ่อมแซม ค่าส่วนกลาง และช่วงที่ห้องว่างไม่มีผู้เช่า
  • เหมาะกับใคร: คนที่มีเงินทุนสูงหรือสามารถกู้ได้ และพร้อมรับมือกับการดูแลทรัพย์สินระยะยาว หรือคนที่มีอสังหาริมทรัพย์อยู่แล้วแต่ยังไม่ได้นำมาสร้างรายได้

การสร้างช่อง YouTube

คือการผลิตคอนเทนต์วิดีโอในหัวข้อที่ถนัดหรือสนใจ แล้วอัปโหลดขึ้นแพลตฟอร์ม เมื่อช่องมียอดผู้ติดตามและชั่วโมงการรับชมถึงเกณฑ์ที่ YouTube กำหนด ก็สามารถเปิดรับรายได้จากโฆษณาได้ และวิดีโอที่อัปโหลดไปแล้วก็ยังคงสร้างรายได้ต่อเนื่องโดยที่ไม่ต้องทำซ้ำ
  • ข้อดี: วิดีโอเก่าที่อัปโหลดไว้ยังคงสร้างรายได้ได้เรื่อย ๆ นอกจากรายได้จากโฆษณาแล้ว ยังต่อยอดได้อีกหลายทาง ทั้ง Sponsorship การขายสินค้า หรือ Affiliate Marketing และไม่จำเป็นต้องใช้ทุนสูงในการเริ่มต้น
  • ข้อเสีย: ต้องใช้เวลาสะสมนานกว่าจะถึงเกณฑ์รับรายได้ และต้องผลิตคอนเทนต์อย่างสม่ำเสมอในช่วงแรก รายได้ขึ้นอยู่กับยอดวิวและนโยบายของ YouTube ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้
  • เหมาะกับใคร: คนที่มีความรู้หรือความสนใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งและอยากถ่ายทอดออกมาเป็นวิดีโอ รวมถึงคนที่พร้อมลงทุนเวลาในช่วงแรกเพื่อสร้างฐานผู้ชมระยะยาว

การเขียนบล็อกหรือสร้างเว็บไซต์

คือการผลิตบทความหรือเนื้อหาที่ให้ประโยชน์กับผู้อ่าน แล้วทำให้ติดอันดับบน Google ผ่าน SEO เมื่อเว็บมีผู้เข้าชมสม่ำเสมอ ก็สามารถสร้างรายได้จากหลายทางพร้อมกัน ทั้งโฆษณา (Google Adsense) การรีวิวสินค้าผ่าน Affiliate หรือการรับ Sponsored Content
  • ข้อดี: บทความที่เขียนไปแล้วยังคงดึงผู้เข้าชมและสร้างรายได้ได้เรื่อย ๆ โดยไม่ต้องทำซ้ำ และยิ่งมีบทความมาก ฐานผู้เข้าชมก็ยิ่งเติบโตแบบทบต้น รายได้ก็ตามมา
  • ข้อเสีย: ต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล โดยเฉพาะในช่วงแรกที่ยังไม่มีอันดับบน Google และต้องอัปเดตเนื้อหาอยู่สม่ำเสมอเพราะ SEO มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
  • เหมาะกับใคร: คนที่ชอบเขียนและมีความรู้เฉพาะด้านที่ต้องการแชร์ หรือคนที่พร้อมลงทุนเวลาในช่วงแรกเพื่อสร้างเว็บไซต์ที่ติดอันดับและสร้างรายได้ในระยะยาว

การสร้างคอร์สเรียนออนไลน์

คือการนำความรู้หรือทักษะที่มีอยู่มาจัดเป็นหลักสูตรวิดีโอหรือสื่อการสอน แล้ววางขายบนแพลตฟอร์มอย่าง Skillane, Udemy หรือเว็บไซต์ของตัวเอง เมื่อสร้างคอร์สเสร็จแล้ว ก็สามารถขายได้ซ้ำไม่จำกัดจำนวนโดยไม่ต้องสอนใหม่ทุกครั้ง
  • ข้อดี: ลงทุนครั้งเดียวแต่ขายได้เรื่อย ๆ ไม่มีต้นทุนต่อหน่วยเพิ่มขึ้นไม่ว่าจะมีนักเรียนกี่คน และยังช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในสายที่ถนัดได้อีกด้วย
  • ข้อเสีย: ต้องลงทุนเวลาและแรงในช่วงแรกค่อนข้างมากเพื่อผลิตเนื้อหาให้มีคุณภาพ และต้องมีการทำการตลาดอย่างต่อเนื่องเพื่อให้คอร์สยังขายได้ในระยะยาว รวมถึงต้องอัปเดตเนื้อหาให้ทันสมัยอยู่เสมอ
  • เหมาะกับใคร: คนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและอยากถ่ายทอดให้คนอื่น ไม่ว่าจะเป็นทักษะด้านธุรกิจ การเงิน ดีไซน์ การตลาด หรือแม้แต่งานอดิเรกที่คนอื่นอยากเรียนรู้

การขายสินค้าดิจิทัล

คือการสร้างผลงานในรูปแบบไฟล์ดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็น E-book, Template, Preset สำหรับตกแต่งรูป, Font หรือไฟล์กราฟิกต่าง ๆ แล้ววางขายบนแพลตฟอร์มหรือเว็บไซต์ของตัวเอง เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็ขายได้ซ้ำไม่จำกัดโดยไม่มีต้นทุนการผลิตเพิ่มในแต่ละครั้ง
  • ข้อดี: ไม่มีต้นทุนสินค้าและไม่ต้องจัดการเรื่องสต็อกหรือการจัดส่ง ลูกค้าดาวน์โหลดได้ทันทีหลังชำระเงิน
  • ข้อเสีย: ตลาดค่อนข้างแข่งขันสูง โดยเฉพาะสินค้าที่มีคนทำอยู่แล้วเยอะ และต้องลงทุนเวลาในการทำการตลาดเพื่อให้คนเห็นสินค้า รวมถึงมีความเสี่ยงเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์หรือการนำไฟล์ไปแจกต่อ
  • เหมาะกับใคร: คนที่มีทักษะด้านการเขียน ดีไซน์ หรือถ่ายภาพ และอยากแปลงทักษะที่มีอยู่ให้กลายเป็นรายได้

แฟรนไชส์ (Franchise)

คือการซื้อสิทธิ์ในการดำเนินธุรกิจภายใต้แบรนด์ที่มีอยู่แล้ว โดยไม่ต้องสร้างทุกอย่างจากศูนย์ ระบบ สินค้า และชื่อเสียงของแบรนด์พร้อมให้ใช้งานได้เลย เพียงแต่ต้องบริหารจัดการสาขาให้เดินได้อย่างราบรื่น ซึ่งอาจจ้างคนดูแลแทนได้หากไม่ต้องการลงมือเองทุกวัน ทำให้เป็น Passive Income ที่ค่อนข้างเป็น Semi-passive มากกว่าแบบอื่น โดยใช้ทุนเริ่มต้นประมาณ 50,000 - 1,000,000 บาท ขึ้นอยู่กับแบรนด์ที่เลือก
  • ข้อดี: ไม่ต้องสร้างแบรนด์หรือระบบเอง ลดความเสี่ยงเทียบกับการเริ่มธุรกิจใหม่ และหากเลือกแบรนด์ที่มีฐานลูกค้าแข็งแกร่งและทำเลดี โอกาสสร้างรายได้ที่ดีก็สูงตามไปด้วย
  • ข้อเสีย: ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นค่อนข้างสูง และยังต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้เจ้าของแบรนด์อย่างต่อเนื่อง หากแบรนด์มีปัญหาหรือภาพลักษณ์เสียหาย ก็ส่งผลกระทบต่อสาขาของเราโดยตรงด้วย
  • เหมาะกับใคร: คนที่มีเงินทุนพร้อมและอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองโดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ หรือคนที่ต้องการรายได้กึ่ง Passive จากธุรกิจที่มีระบบรองรับอยู่แล้ว

ลิขสิทธิ์และสิทธิบัตร

ในสายงานด้านศิลปะและการสร้างสรรค์ก็สามารถสร้าง Passive Income ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการเขียนหนังสือ แต่งเพลง ออกแบบสินค้า หรือคิดค้นนวัตกรรม เมื่อจดลิขสิทธิ์หรือสิทธิบัตรแล้ว ก็สามารถนำผลงานนั้นออกให้ผู้อื่นใช้งานแลกกับค่า Royalty ที่เข้ามาอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องสร้างผลงานใหม่ซ้ำอีก
  • ข้อดี: สร้างครั้งเดียวแต่รับรายได้ได้ยาวนาน ยิ่งผลงานติดตลาดหรือเป็นที่รู้จักมากเท่าไหร่ ค่า Royalty ที่ได้รับก็ยิ่งสูงตาม และยังสามารถขายสิทธิ์ให้หลายเจ้าพร้อมกันได้ด้วย
  • ข้อเสีย: ต้องใช้เวลาและความสามารถในการสร้างผลงานที่มีคุณภาพสูง ไม่ใช่ทุกผลงานที่จะประสบความสำเร็จ กว่าจะสร้างรายได้ที่มั่นคงได้อาจต้องผ่านการลองผิดลองถูกมาพอสมควร
  • เหมาะกับใคร: คนที่มีความสามารถด้านการสร้างสรรค์ผลงาน ไม่ว่าจะเป็นนักเขียน นักดนตรี นักออกแบบ หรือนักประดิษฐ์ที่อยากแปลงผลงานของตัวเองให้กลายเป็นรายได้ระยะยาว

Affiliate Marketing

คือการแนะนำสินค้าหรือบริการของแบรนด์ต่าง ๆ เมื่อมีคนคลิกลิงก์และซื้อสินค้า เราก็จะได้รับค่าคอมมิชชันตามที่ตกลงไว้ โดยไม่ต้องมีสินค้าเป็นของตัวเองเลย แพลตฟอร์มยอดนิยมในไทย เช่น Lazada Affiliate, Shopee Affiliate หรือโปรแกรม Affiliate ของแบรนด์ต่าง ๆ โดยตรง
  • ข้อดี: ไม่ต้องมีสต็อกสินค้า ไม่ต้องดูแลลูกค้าหลังการขาย และเริ่มต้นได้โดยแทบไม่มีต้นทุน เพียงมีช่องทางในการแนะนำสินค้าไม่ว่าจะเป็นบล็อก YouTube หรือโซเชียลมีเดีย คอนเทนต์ที่เคยทำไว้ก็ยังสร้างรายได้ได้เรื่อย ๆ
  • ข้อเสีย: รายได้ขึ้นอยู่กับปริมาณผู้เข้าชมและอัตราการคลิกซื้อ ซึ่งต้องใช้เวลาสะสมฐานผู้ติดตามก่อน และแบรนด์อาจเปลี่ยนเงื่อนไขหรืออัตราค่าคอมมิชชันได้ตลอดเวลา
  • เหมาะกับใคร: คนที่มีช่องทางออนไลน์อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นบล็อก เว็บไซต์ YouTube หรือโซเชียลมีเดีย และต้องการต่อยอดคอนเทนต์ที่มีอยู่ให้สร้างรายได้เพิ่มโดยไม่ต้องขายสินค้าเอง

ต้องมีเงินเท่าไหร่ ถึงจะมี Passive Income เดือนละ 10,000 / 50,000 บาท?

หลายคนอาจสงสัยว่าต้องมีเงินลงทุนเท่าไหร่ถึงจะได้ Passive Income ตามที่ต้องการ จริง ๆ แล้วคำนวณได้ไม่ยาก แค่ใช้สูตรง่าย ๆ คือ
       เงินลงทุนที่ควรมี = Passive Income ที่ต้องการ/ปี ÷ ผลตอบแทน (%)
ลองดูตัวอย่างกันว่า ถ้าอยากได้ Passive Income เดือนละ 10,000 บาท และ 50,000 บาท จะต้องเตรียมเงินลงทุนไว้เท่าไหร่ ดังนี้ 

Passive Income เดือนละ 10,000 บาท (120,000/ปี)

แนวทาง ผลตอบแทน/ปี เงินลงทุนที่ต้องมี (บาท)
เงินฝาก 2% 6,000,000
กองทุนตราสารหนี้ 3% 4,000,000
หุ้นปันผล 5% 2,400,000
REITs 6% 2,000,000
ปล่อยเช่าคอนโด 6% 2,000,000

Passive Income เดือนละ 50,000 บาท (600,000/ปี)

แนวทาง ผลตอบแทน/ปี เงินลงทุนที่ต้องมี (บาท)
เงินฝาก 2% 30,000,000
กองทุนตราสารหนี้ 3% 20,000,000
หุ้นปันผล 5% 12,400,000
REITs 6% 10,000,000
ปล่อยเช่าคอนโด 6% 10,000,000

วิธีเริ่มสร้าง Passive Income สำหรับแต่ละช่วงชีวิต (Roadmap)

สำหรับคนที่อยากเริ่มสร้าง Passive Income คำถามที่พบบ่อยคือ “ควรเริ่มจากตรงไหนดี?” ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่มีสูตรสำเร็จสำหรับทุกคน เพราะแต่ละคนมีเงินทุน ทักษะ และสถานการณ์ชีวิตต่างกัน ดังนั้นการเริ่มต้นตาม Roadmap ที่เหมาะกับตัวเองจะช่วยให้วางแผนสร้าง Passive Income ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น

จบใหม่ / ทุน 0-50,000 บาท

ในช่วงนี้ Active Income ต้องมาก่อน เพราะยังไม่มีทุนมากพอที่จะลงทุนได้จริงจัง สิ่งแรกที่ควรทำคือเก็บเงินสำรองฉุกเฉินให้ได้ 3-6 เดือนก่อน จากนั้นค่อยเริ่ม Passive Income ที่ใช้ทุนต่ำ เช่น การ DCA กองทุนรวม การสร้างคอนเทนต์ออนไลน์ (YouTube, Blog, Affiliate) หรือขายสินค้าดิจิทัล ควบคู่กับการลงทุนทีละเล็กทีละน้อย โดยตั้งเป้าหมายรายได้ Passive Income ไว้ที่ประมาณ 1,000 – 5,000 บาทต่อเดือน

มนุษย์เงินเดือน / ทุน 50,000-500,000 บาท

เมื่อเริ่มมีเงินเก็บมากขึ้น ก็สามารถเริ่มสร้าง พอร์ตการลงทุนที่จริงจังขึ้น โดยเน้นการกระจายความเสี่ยง เช่น การลงทุนในหุ้นปันผล กองทุนรวม หรือ REITs ควบคู่กับการต่อยอด Passive Income จาก Digital Asset ที่เริ่มสร้างไว้ก่อนหน้านี้ เช่น การทำบล็อกหรือคอร์สออนไลน์ โดยตั้งเป้าหมายรายได้ Passive Income ในช่วงนี้ไว้ที่ประมาณ 5,000 – 15,000 บาทต่อเดือน

ทุน 500,000-3,000,000 บาท

เมื่อมีทุนระดับนี้ ควรเริ่ม กระจายการลงทุนให้หลากหลายมากขึ้น ทั้งหุ้นปันผล REITs พันธบัตรรัฐบาล และตราสารหนี้ เพื่อลดความเสี่ยงของพอร์ต นอกจากนี้ยังสามารถเริ่มพิจารณาการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็กเพื่อปล่อยเช่า หรือขยาย Digital Asset ที่สร้างไว้ก่อนหน้าให้สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง

ทุน 3,000,000 บาทขึ้นไป

ในช่วงนี้พอร์ตการลงทุนมักเริ่มกระจายครบหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นหุ้น อสังหาริมทรัพย์ หรือสินทรัพย์ทางการเงินอื่น ๆ พร้อมทั้งสามารถเริ่มสร้างธุรกิจหรือระบบที่ให้ผู้อื่นช่วยบริหารจัดการแทนได้ เมื่อ Passive Income เริ่มครอบคลุมค่าใช้จ่ายรายเดือน ก็อาจถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการมี อิสรภาพทางการเงิน (Financial Freedom)

5 ความผิดพลาดที่ทำให้สร้าง Passive Income ไม่สำเร็จ

แม้ว่า Passive Income จะเป็นเป้าหมายทางการเงินของหลายคน แต่ก็มีไม่น้อยที่เริ่มต้นแล้วไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งมักเกิดจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนหรือการวางแผนที่ไม่เหมาะสม ดังนั้นการรู้ถึงความผิดพลาดที่พบบ่อยจะช่วยให้หลีกเลี่ยงปัญหาและสร้าง Passive Income ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  1. คาดหวังรวยเร็วเกินไป

    การทำ Passive Income ในช่วงแรก ๆ นั้น ต้องใช้ทั้งเงินและเวลา รวมถึงความสม่ำเสมอในการลงทุนต่าง ๆ ทั้งด้านการเงิน หรือการลงทุนด้านทักษะ คนส่วนใหญ่จะล้มเลิกก่อนที่จะเริ่มเห็นผลว่ามีรายได้เข้ามา
  2. ไม่กระจายความเสี่ยง

    การสร้าง Passive Income ควรจะต้องกระจายความเสี่ยงไว้หลาย ๆ ทาง เพราะถ้าหากพึ่งช่องทางเดียว เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น อาจทำให้รายได้ที่ควรจะเป็นหายไปได้หมดเช่นกัน
  3. ไม่ศึกษาก่อนลงทุน

    ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง หากต้องการจะลงทุนในกองทุนหรือหุ้นต่าง ๆ ควรศึกษาให้ดีก่อนเสมอ ตรวจเช็กความน่าเชื่อถือ สภาพคล่องของบริษัท และความสม่ำเสมอในการจ่ายเงินปันผล รวมถึงเช็กค่า ROI ให้ละเอียด เพื่อที่จะได้เลือกลงทุนได้อย่างถูกต้อง และที่สำคัญไม่ควรหลงเชื่อคำโฆษณาด้านการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนเกินจริง
  4. สับสนระหว่าง Passive กับ Active

    หลักการของ Passive Income คือ ให้เงินทำงานแทนเรา เพราะฉะนั้นการทำธุรกิจหรือลงทุนบางอย่างอาจจะไม่ใช่ Passive Income เช่น การขายของออนไลน์ทุกวัน ถึงแม้จะมีรายได้เข้ามาตลอด แต่ก็ยังเป็น Active Income สิ่งสำคัญคือการให้คนอื่นหรือระบบทำแทน แต่เรายังได้เงินเข้ามาตลอด การขายของออนไลน์ถึงจะกลายเป็น Passive Income ได้
  5. ไม่นำ Passive Income ไปลงทุนต่อ (Compound Effect)

    ถึงแม้ว่าการมี Passive Income ที่คงที่ทุกเดือนจะเป็นเรื่องดี แต่ก็ควรพิจารณาแบ่งสันปันส่วน นำผลตอบแทนเหล่านั้นไปลงทุนต่อ หรือเลือกลงทุนซ้ำเพื่อให้มีดอกเบี้ยทบต้น ส่งผลให้การเติบโตเป็นแบบ Exponential ไปเรื่อย ๆ และกระจายความเสี่ยงมากขึ้น
Passive Income คือสิ่งที่จะช่วยสร้างความมั่นคงในระยะยาว แต่ต้องใช้ทั้งทักษะ เวลา และความสม่ำเสมอในช่วงแรก ๆ รวมถึงมีการกระจายรูปแบบการลงทุนที่หลากหลาย เพื่อให้ยังสามารถมี Passive Income ต่อไปได้ และมีการเติบโตอย่างยั่งยืน

สำหรับคนที่มองหากองทุนเพื่อสร้าง Passive Income ในอนาคต และยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แนะนำ KKP MP ลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐ ตราสารหนี้ภาคเอกชน รวมทั้งเงินฝาก โดยมีการบริหารพอร์ตแบบยืดหยุ่นสามารถปรับเปลี่ยนการลงทุนให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ ทั้งในด้าน Credit Rating และ Duration Management เพื่อมุ่งสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นภายใต้ความเสี่ยงที่เหมาะสม โดยไม่มีการลงทุนในต่างประเทศ ซื้อขายได้ทุกวันทำการ บริหารจัดการโดยผู้จัดการกองทุนที่มีประสบการณ์ และยังเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการพักเงิน ใช้เงินลงทุนขั้นต่ำเริ่มต้นเพียง 100 บาท หรือหากสนใจกองทุนอื่นสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้

คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

A: ขึ้นอยู่กับเป้าหมายรายได้ที่ต้องการ โดยสามารถคำนวณได้จากสูตร Passive Income ที่ต้องการ/ปี ÷ ผลตอบแทน (%) = เงินลงทุนที่ควรมี
A: ต้องเสียภาษี โดยยึดตามเกณฑ์ของประเภท Passive Income ที่ได้รับ
A: ไม่จริง ยังต้องมีการศึกษา พัฒนาทักษะ อัปเดตข้อมูลใหม่ ๆ และวางแผนต่อยอด Passive Income ให้งอกเงยมากขึ้น
A: แนะนำเริ่มลงทุนในกองทุนต่าง ๆ เนื่องจากมีความเสี่ยงต่ำ มีผู้จัดการกองทุนคอยเลือกหุ้นให้ หรือเลือกซื้อประกันสะสมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนชัดเจน
A: FIRE Movement คือ Financial Independence, Retire Early หรือ การมีอิสรภาพทางการเงินเพื่อเกษียณจากการทำงานประจำให้เร็วที่สุด ซึ่งจะเป็นหนึ่งในเป้าหมายของการทำ Passive Income โดยควรมี Passive Income มากกว่ารายจ่ายในชีวิตประจำวัน เพื่อให้เกิด Financial Freedom และสามารถนำเงินไปต่อยอดได้มากขึ้น ไม่จำเป็นต้องทำงานหนักเพื่อแลกเงินอีกต่อไป แต่จะเป็นการทำงานเพื่อหาความสุขและเป้าหมายใหม่ ๆ ในชีวิต
-->