Money Matter
สินเชื่อ OD คืออะไร? สรุปข้อดี-ข้อเสียที่ SME ควรรู้ก่อนตัดสินใจ
- 11 May 26
- 935

สินเชื่อ OD คือหนึ่งในตัวเลือกที่เจ้าของธุรกิจให้ความสนใจ เพราะสามารถถอนเงินเกินจากยอดคงเหลือในบัญชีได้ บทความนี้จึงอยากชวนทุกคนมาทำความรู้จักสินเชื่อ OD พร้อมข้อดีข้อเสียที่เจ้าของกิจการ SME ควรรู้ก่อนตัดสินใจยื่นขอ
OD คืออะไร? สินเชื่อเงินเบิกเกินบัญชี (Overdraft) หมายถึงอะไร?
สินเชื่อ OD ย่อมาจาก Overdraft หรือสินเชื่อเงินเบิกเกินบัญชี คือวงเงินที่ธนาคารอนุมัติให้ผู้กู้สามารถถอนเงินเกินยอดคงเหลือในบัญชีกระแสรายวันได้ ภายในวงเงินที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
ต่างจากสินเชื่อทั่วไปตรงที่ไม่ต้องยื่นขอกู้ใหม่ทุกครั้ง เมื่อได้รับอนุมัติวงเงินแล้ว สามารถเบิกใช้ได้ทันทีตามความต้องการ และที่สำคัญคือดอกเบี้ยจะถูกคำนวณเฉพาะจากยอดที่เบิกใช้จริงในแต่ละวันเท่านั้น ไม่ได้คิดจากวงเงินทั้งหมดที่ได้รับอนุมัติ
หลักการทำงานของ OD เป็นอย่างไร
1. ธนาคารกำหนดวงเงินล่วงหน้า
ก่อนเริ่มใช้สินเชื่อ OD ธนาคารจะพิจารณาอนุมัติวงเงินเบิกเกินบัญชีให้ล่วงหน้า ซึ่งเป็นจำนวนเงินสูงสุดที่ผู้กู้สามารถใช้เกินจากยอดเงินในบัญชีได้ โดยธนาคารจะพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น ความสามารถในการชำระหนี้ กระแสเงินสดของธุรกิจ และหลักประกัน (ถ้ามี)เช่น หากธนาคารอนุมัติวงเงิน OD 1,000,000 บาท แม้ในบัญชีจะมีเงินไม่พอ ผู้กู้ก็ยังสามารถใช้จ่ายหรือถอนเงินเกินจากยอดในบัญชีได้ โดยบัญชีสามารถติดลบได้สูงสุดไม่เกิน 1,000,000 บาทตามวงเงินที่ได้รับอนุมัติจากธนาคาร
2. ใช้เท่าที่จำเป็น จ่ายดอกเบี้ยเฉพาะที่ใช้จริง
ผู้กู้สามารถเลือกใช้เงินได้ตามความจำเป็น ไม่จำเป็นต้องใช้วงเงินทั้งหมดที่ได้รับอนุมัติในครั้งเดียว และธนาคารจะคิดดอกเบี้ยเฉพาะจำนวนเงินที่เบิกใช้จริงเท่านั้นเช่น หากได้รับอนุมัติวงเงิน OD 1,000,000 บาท แต่มีการเบิกใช้เพียง 200,000 บาท ธนาคารก็จะคิดดอกเบี้ยจากยอด 200,000 บาทตามระยะเวลาที่ใช้จริง ไม่ได้คิดดอกเบี้ยจากวงเงินเต็มจำนวน ทำให้ผู้กู้สามารถบริหารสภาพคล่องทางการเงินได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น
3. เงินเข้าเท่ากับลดหนี้อัตโนมัติ
เมื่อมีเงินโอนเข้าบัญชีกระแสรายวันที่ผูกกับสินเชื่อ OD ระบบจะนำเงินส่วนนั้นไปหักลดยอดหนี้ที่ค้างอยู่โดยอัตโนมัติ ทำให้ยอดเงินติดลบในบัญชีลดลงทันทีเช่น หากได้รับอนุมัติวงเงิน OD 1,000,000 บาท และมีการเบิกใช้ไป 200,000 บาท หากภายหลังมีเงินโอนเข้าบัญชี 50,000 บาท ระบบก็จะนำเงินจำนวนนี้ไปลดหนี้ทันที ทำให้ยอดหนี้คงเหลือเหลือ 150,000 บาท โดยไม่ต้องทำรายการชำระหนี้เพิ่มเติม
4. เป็นวงเงินหมุนเวียน (Revolving)
สินเชื่อ OD เป็นวงเงินแบบหมุนเวียน (Revolving) หมายความว่า เมื่อผู้กู้ชำระเงินคืนหรือมีเงินโอนเข้าบัญชี วงเงินที่ใช้ไปจะกลับมาใช้ได้อีกภายในวงเงินที่ธนาคารอนุมัติไว้เช่น หากได้รับอนุมัติวงเงิน OD 1,000,000 บาท และมีการเบิกใช้ไป 200,000 บาท จะเหลือวงเงินที่สามารถใช้ได้อีก 800,000 บาท ต่อมาเมื่อมีเงินโอนเข้าบัญชี 50,000 บาท ยอดหนี้จะลดลงเหลือ 150,000 บาท ทำให้วงเงินที่สามารถใช้ได้เพิ่มขึ้นเป็น 850,000 บาท
ลักษณะของวงเงินหมุนเวียนนี้ช่วยให้ผู้กู้สามารถนำเงินมาใช้และคืนได้อย่างต่อเนื่อง เหมาะสำหรับใช้บริหารสภาพคล่องหรือหมุนเงินในธุรกิจระยะสั้น
5. มีการทบทวนวงเงินรายปี
สินเชื่อ OD มักมีการทบทวนวงเงินเป็นระยะ โดยส่วนใหญ่ธนาคารจะประเมินผลประกอบการของธุรกิจ รวมถึงพฤติกรรมการใช้วงเงินของผู้กู้ในแต่ละปี เพื่อนำมาพิจารณาว่าจะ ต่ออายุวงเงินเดิม ปรับเพิ่มวงเงิน หรือปรับลดวงเงิน ให้เหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้หากธุรกิจมีรายได้สม่ำเสมอและมีประวัติการใช้วงเงินที่ดี ธนาคารอาจพิจารณาเพิ่มวงเงินให้สูงขึ้น แต่หากพบว่าความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหรือมีปัญหาในการชำระหนี้ ธนาคารก็อาจปรับลดวงเงินลงหรือกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมได้
สินเชื่อ OD ต้องเปิดบัญชีกระแสรายวันก่อนไหม?
โดยทั่วไปแล้ว สินเชื่อ OD จำเป็นต้องผูกกับ บัญชีกระแสรายวัน เนื่องจากการเบิกใช้วงเงิน OD จะเกิดขึ้นผ่านบัญชีประเภทนี้ หากยอดเงินในบัญชีไม่เพียงพอ ระบบจะอนุญาตให้เบิกเงินเกินยอดคงเหลือได้ภายในวงเงินที่ธนาคารอนุมัติไว้
ดังนั้นผู้ที่ต้องการใช้สินเชื่อ OD มักจะต้องมีบัญชีกระแสรายวันกับธนาคารก่อน หรือเปิดบัญชีใหม่พร้อมกับการยื่นขอสินเชื่อ เพื่อให้สามารถใช้วงเงินเบิกเกินบัญชีและรับ–จ่ายเงินผ่านบัญชีเดียวกันได้
สินเชื่อ OD vs เงินกู้ก้อน (Loan) vs ตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) ต่างกันอย่างไร?
สินเชื่อ OD เงินกู้ก้อน (Loan) และตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) เป็นแหล่งเงินทุนที่ธุรกิจนิยมใช้ แต่มีวัตถุประสงค์และรูปแบบการใช้เงิน ความยืดหยุ่น และวิธีการชำระคืนที่แตกต่างกัน ดังตารางเปรียบเทียบด้านล่างนี้
ดอกเบี้ย OD คิดอย่างไร? สูตรคำนวณดอกเบี้ย OD
ดอกเบี้ย OD = ยอดเงินที่ใช้ × อัตราดอกเบี้ยต่อปี × จำนวนวันที่ใช้ ÷ 365
เพื่อให้เห็นภาพการบริหารต้นทุนทางการเงินที่ชัดเจนขึ้น ลองพิจารณาตัวอย่างสถานการณ์ต่อไปนี้

ตัวอย่างที่ 1: การใช้เงินเพื่อสำรองสต็อกสินค้าชั่วคราว
ธุรกิจได้รับวงเงิน OD 1,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 8% ต่อปี ในวันที่ 1 ของเดือน ธุรกิจเบิกเงินออกมาใช้ 200,000 บาท เพื่อจ่ายค่าสินค้า และนำเงินรายได้มาชำระคืนเต็มจำนวนในวันที่ 10 (รวมระยะเวลาใช้เงิน 9 วัน)- วิธีคำนวณ: (200,000 x 8% x 9) ÷ 365 = 394.52 บาท
ตัวอย่างที่ 2: การหมุนเวียนเงินหลายครั้งในหนึ่งเดือน
ในเดือนเดียวกัน วันที่ 15 ธุรกิจเบิกเงินเพิ่มอีก 500,000 บาท เพื่อจ่ายค่าแรงพนักงาน และชำระคืนในวันที่ 20 (รวมระยะเวลาใช้เงิน 5 วัน)- วิธีคำนวณ: (500,000 x 8% x 5) ÷ 365 = 547.94 บาท
หมายเหตุ: อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากดอกเบี้ยรายวัน ผู้ประกอบการควรพิจารณาค่าธรรมเนียมอื่นที่อาจเกิดขึ้น เช่น ค่าธรรมเนียมการจัดการวงเงิน (Front-end Fee) ซึ่งมักเรียกเก็บครั้งแรกเมื่อเริ่มทำสัญญา หรือค่าธรรมเนียมการสำรวจหลักประกัน (ถ้ามี) ซึ่งต้นทุนเหล่านี้ควรถูกนำมารวมคำนวณเพื่อหาต้นทุนทางการเงินที่แท้จริง
เปรียบเทียบต้นทุนจริง: OD vs กู้เงินก้อน ในสถานการณ์เดียวกัน
จากตารางข้างต้น จะเห็นได้ว่าการใช้ สินเชื่อ OD จะเสียดอกเบี้ยเฉพาะช่วงวันที่บัญชีติดลบเท่านั้น หากไม่ได้ใช้เงิน วงเงินจะยังคงสแตนด์บายไว้โดยไม่เกิดดอกเบี้ย ทำให้ธุรกิจจ่ายดอกเบี้ยตามการใช้งานจริง
ในขณะที่การกู้เงินก้อน เมื่อธนาคารอนุมัติแล้ว ธุรกิจจะได้รับเงินเต็มจำนวนตั้งแต่ต้นและดอกเบี้ยจะเริ่มคำนวณจากยอดเงินทั้งหมดทันที แม้บางช่วงอาจไม่ได้ใช้เงินแล้วก็ตาม
ดังนั้น หากต้องการเตรียมเงินสำรองเพื่อรับมือกับความผันผวนของกระแสเงินสดระยะสั้น สินเชื่อ OD มักช่วยประหยัดต้นทุนดอกเบี้ยได้มากกว่า แต่หากต้องการลงทุนในสินทรัพย์ระยะยาว เช่น เครื่องจักรหรืออาคาร เงินกู้ก้อนที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าและมีระยะเวลาผ่อนชำระยาวกว่า อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า
ข้อดีและข้อเสียของสินเชื่อ OD ที่เจ้าของ SME ต้องพิจารณามีอะไรบ้าง?
ก่อนตัดสินใจเปิดวงเงิน ควรทำความเข้าใจข้อดีและข้อเสียของสินเชื่อ OD ว่าเหมาะกับธุรกิจของเราหรือไม่ ดังนี้
ข้อดีของสินเชื่อ OD มีอะไรบ้าง?
1. มีความยืดหยุ่นสูง
สินเชื่อ OD สามารถเบิกใช้เงินเมื่อจำเป็น และคืนเงินเมื่อมีรายรับเข้า โดยไม่ต้องยื่นกู้ใหม่ทุกครั้ง เหมาะกับธุรกิจที่เงินหมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ2. จ่ายดอกเบี้ยเฉพาะยอดที่ใช้จริง
ต่างจากการกู้เงินก้อนที่ต้องรับเงินเต็มจำนวนตั้งแต่วันแรก OD จะคิดดอกเบี้ยจากยอดคงค้างรายวัน ทำให้ควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้นหากใช้ในระยะสั้น3. เบิกใช้ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
เมื่อวงเงินได้รับอนุมัติแล้ว สามารถใช้ผ่านบัญชีกระแสรายวันได้ทันที โดยไม่ต้องรออนุมัติใหม่ทุกครั้งที่ต้องการเงิน4. ไม่มีงวดผ่อนตายตัวแบบการกู้เงินก้อน
ไม่ต้องจ่ายค่างวดรายเดือนคงที่ เงินที่โอนเข้าบัญชีจะถูกนำไปลดยอดคงค้างอัตโนมัติ ช่วยให้บริหารกระแสเงินสดได้คล่องตัวกว่า5. เปิดวงเงินไว้ได้ยาวนาน
โดยทั่วไปธนาคารจะทบทวนวงเงินปีละครั้ง หากธุรกิจมีประวัติดีก็สามารถต่ออายุวงเงินต่อเนื่องได้ ทำให้มีแหล่งเงินสำรองพร้อมใช้อยู่เสมอ6. เสริมสภาพคล่องได้ทันที
ในช่วงที่รายจ่ายมากกว่ารายรับ เช่น ต้องสต็อกสินค้าเพิ่ม หรือรับออเดอร์ล็อตใหญ่ก่อนลูกค้าชำระเงิน สินเชื่อ OD คือตัวช่วยทางการเงินที่จะทำให้ธุรกิจเดินต่อได้ไม่สะดุดข้อเสียของสินเชื่อ OD มีอะไรบ้าง?
1. อัตราดอกเบี้ยมักสูงกว่าเงินกู้แบบ Loan ระยะยาว
เนื่องจาก OD คือสินเชื่อถูกออกแบบมาสำหรับการใช้เงินระยะสั้นและมีความยืดหยุ่นสูง ธนาคารจึงกำหนดดอกเบี้ยในระดับที่สูงกว่าเงินกู้ผ่อนระยะยาว หากนำไปใช้ระยะยาวโดยไม่ปิดยอด อาจทำให้ต้นทุนทางการเงินสูงกว่าที่คาด2. กระบวนการอนุมัติไม่ง่าย
โดยเฉพาะธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นหรือมีงบการเงินไม่ชัดเจน ธนาคารจะพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ กระแสเงินสดย้อนหลัง และบางกรณีอาจต้องมีหลักประกัน3. ต้องมีบัญชีกระแสรายวัน
เพราะสินเชื่อ OD ผูกกับบัญชีประเภทนี้โดยตรง หากธุรกิจยังไม่มีบัญชีกระแสรายวัน ต้องเปิดบัญชีใหม่ และอาจมีค่าใช้จ่ายหรือเงื่อนไขเพิ่มเติม4. ธนาคารมีการทบทวนวงเงินทุกปี
วงเงิน OD ไม่ได้ถาวรตลอดไป ธนาคารสามารถปรับลด ยกเลิก หรือไม่ต่ออายุวงเงินได้ หากผลประกอบการลดลง หรือมีพฤติกรรมใช้วงเงินไม่เหมาะสม ซึ่งอาจกระทบสภาพคล่องธุรกิจทันทีคุณสมบัติผู้ขอสินเชื่อ OD ต้องเป็นอย่างไรบ้าง
1. ผู้ขอสินเชื่อต้องเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจจริง
ผู้ขอสินเชื่อ OD สามารถเป็นได้ทั้ง นิติบุคคล เช่น บริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วน รวมถึง บุคคลธรรมดาที่จดทะเบียนพาณิชย์ โดยต้องเป็นกิจการที่ดำเนินธุรกิจจริง และสามารถแสดงข้อมูลทางธุรกิจได้อย่างชัดเจน เช่น รายได้จากการดำเนินงาน เอกสารจดทะเบียนธุรกิจ หรือหลักฐานการประกอบกิจการ เพื่อให้ธนาคารใช้ประกอบการพิจารณาวงเงินสินเชื่อ2. ผู้ขอสินเชื่อควรมีรายได้และกระแสเงินสดสม่ำเสมอ
ธนาคารจะพิจารณาคุณสมบัติของผู้ขอสินเชื่อ OD จากหลายปัจจัยประกอบกัน เช่น ลักษณะการดำเนินธุรกิจ รายได้ ความสม่ำเสมอของกระแสเงินสด และประวัติทางการเงิน เพื่อประเมินความสามารถในการใช้และชำระคืนวงเงินสินเชื่อได้อย่างเหมาะสม3. ผู้ขอกู้ที่เป็นบุคคลธรรมดาต้องอยู่ในช่วงอายุที่ธนาคารกำหนด
ในกรณีที่ผู้ขอ OD เป็นบุคคลธรรมดา อายุโดยทั่วไปควรอยู่ในช่วง 20–65 ปี หรือไม่เกินเกณฑ์อายุที่ธนาคารกำหนดเมื่อครบกำหนดสัญญา4. .กรณีนิติบุคคล ต้องมีกรรมการผู้มีอำนาจลงนามที่ผ่านเกณฑ์ธนาคาร
หากผู้ขอสินเชื่อ OD เป็นนิติบุคคล ธนาคารอาจพิจารณาคุณสมบัติของกรรมการผู้มีอำนาจลงนามเพิ่มเติม โดยเฉพาะในด้านอายุ ความน่าเชื่อถือทางการเงิน และประวัติทางเครดิต เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาอนุมัติวงเงินสินเชื่อ5. ผู้ขอสินเชื่อต้องมีประวัติการเดินบัญชีและดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ ประวัติการเดินบัญชีย้อนหลัง เนื่องจากธนาคารมักใช้ข้อมูลส่วนนี้ในการประเมินรายรับหมุนเวียน สภาพคล่อง และพฤติกรรมทางการเงินของธุรกิจ โดยทั่วไปกิจการควรเปิดดำเนินการมาแล้วอย่างน้อย 1–2 ปี เพื่อให้มีเอกสารประกอบการพิจารณา เช่น งบการเงิน หรือรายการเดินบัญชี (Statement) ที่สะท้อนภาพรวมรายได้ ค่าใช้จ่าย และความต่อเนื่องของธุรกิจได้ชัดเจน
เอกสารที่ต้องใช้ขอสินเชื่อ OD มีอะไรบ้าง
เอกสารนิติบุคคล
สำหรับกิจการในรูปแบบ บริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วน (นิติบุคคล) การยื่นขอสินเชื่อ OD ธนาคารจะขอเอกสารเพื่อใช้ตรวจสอบสถานะทางกฎหมาย โครงสร้างธุรกิจ และความสามารถทางการเงินของกิจการ โดยเอกสารที่มักใช้ประกอบการพิจารณา ได้แก่- หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล
เอกสารที่ออกโดย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ใช้ยืนยันสถานะของบริษัท รายละเอียดวัตถุประสงค์ของกิจการ และอำนาจของกรรมการผู้มีสิทธิลงนาม โดยเอกสารต้องมีอายุไม่เกินระยะเวลาที่ธนาคารกำหนด - บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5)
เอกสารที่แสดงโครงสร้างการถือหุ้นของกิจการ รวมถึงสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นแต่ละราย ซึ่งช่วยให้ธนาคารเห็นภาพผู้มีอำนาจควบคุมกิจการ และใช้ประกอบการประเมินความเสี่ยงหรือเงื่อนไขการค้ำประกัน - งบการเงินย้อนหลัง
โดยทั่วไปธนาคารมักขออย่างน้อย 1–2 ปี เช่น งบดุลและงบกำไรขาดทุน เพื่อใช้ประเมินรายได้ ความสามารถในการทำกำไร และศักยภาพในการชำระหนี้ของธุรกิจ - รายงานบัญชีภายใน
ในกรณีที่เป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือยังไม่มีงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบ อาจใช้รายงานบัญชีภายใน หรือเอกสารทางการเงินอื่น ๆ เช่น รายงานรายรับรายจ่าย เพื่อประกอบการพิจารณาเบื้องต้นของธนาคาร - Bank Statement ย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือน
รายการเดินบัญชีย้อนหลังของบัญชีธุรกิจ โดยเฉพาะ บัญชีกระแสรายวันหรือบัญชีหลักที่ใช้หมุนเวียนเงินในธุรกิจ ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่สะท้อนกระแสเงินสดจริง รายรับ–รายจ่าย และพฤติกรรมทางการเงินของกิจการ - จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หรือเอกสาร ภ.พ.30 ย้อนหลัง
ในบางกรณี ธนาคารอาจขอ เอกสารจดทะเบียน VAT หรือแบบ ภ.พ.30 เพื่อใช้ตรวจสอบยอดขายที่ยื่นต่อกรมสรรพากร และนำมาเปรียบเทียบกับรายรับในบัญชีธุรกิจ ซึ่งช่วยให้การประเมินสถานะทางการเงินของกิจการมีความครบถ้วนมากขึ้น
เอกสารบุคคลธรรมดา
สำหรับเจ้าของกิจการที่ดำเนินธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดา การขอสินเชื่อ OD ธนาคารจะพิจารณาทั้งตัวผู้ขอและกระแสเงินสดของกิจการ โดยเอกสารที่ใช้ยื่น มีดังนี้- บัตรประชาชน: เพื่อยืนยันตัวตนของผู้ขอสินเชื่อ OD และตรวจสอบข้อมูลเครดิต
- ทะเบียนบ้าน: เพื่อยืนยันที่อยู่ตามทะเบียนราษฎร์ และใช้ประกอบการทำสัญญา
- ทะเบียนการค้า (ใบทะเบียนพาณิชย์): เพื่อยืนยันว่ามีการดำเนินธุรกิจจริง และระบุ ประเภทของกิจการอย่างชัดเจน ซึ่งช่วยให้ธนาคารประเมินลักษณะธุรกิจได้ง่ายขึ้น
- Bank Statement ย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือนของบัญชีที่ใช้ดำเนินธุรกิจ: เพื่อให้ ธนาคารใช้ประเมินรายรับ รายจ่าย และความสามารถในการชำระหนี้ โดยเฉพาะบัญชีกระแสรายวันที่จะใช้เชื่อมโยงกับวงเงิน OD
เอกสารหลักประกัน (ถ้ามี)
แม้ว่าสินเชื่อ OD บางกรณีธนาคารอาจอนุมัติได้โดยไม่ต้องมีหลักประกัน แต่หากเป็นการขอวงเงินที่ค่อนข้างสูง หรือธุรกิจมีความเสี่ยงตามเกณฑ์การพิจารณาของธนาคาร ผู้ขอสินเชื่ออาจต้องยื่นหลักประกันเพิ่มเติมประกอบการอนุมัติ โดยเอกสารที่ใช้เป็นหลักประกันที่พบบ่อย ได้แก่- โฉนดที่ดินหรือหลักทรัพย์ค้ำประกัน: เช่น โฉนดที่ดิน อาคารพาณิชย์ บ้าน หรืออสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ ที่สามารถจดจำนองได้ ธนาคารจะประเมินมูลค่าทรัพย์สินก่อนกำหนดวงเงิน โดยวงเงินที่อนุมัติมักคิดเป็นสัดส่วนหนึ่งของราคาประเมิน ไม่ใช่มูลค่าตลาดเต็มจำนวน
- สัญญาค้ำประกันจาก บสย.: ในกรณีที่ผู้ประกอบการไม่มีหลักทรัพย์สำหรับค้ำ ประกัน สามารถใช้การค้ำประกันจาก บสย. แทนได้ โดย บสย. เป็นหน่วยงานของรัฐที่ช่วยค้ำประกันสินเชื่อให้ผู้ประกอบการ SME เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงิน
สิ่งที่ธนาคารพิจารณาเพิ่ม
- ประวัติเครดิต (เครดิตบูโร): ธนาคารจะตรวจสอบข้อมูลเครดิตเพิ่มเติม เพื่อตรวจสอบ ประวัติการชำระหนี้ย้อนหลัง ทั้งของผู้ขอสินเชื่อและผู้ค้ำประกัน หากเคยมีประวัติค้างชำระหนี้ ชำระล่าช้า หรืออยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้ อาจส่งผลต่อโอกาสในการอนุมัติวงเงิน รวมถึงเงื่อนไขดอกเบี้ยที่ธนาคารกำหนด
- ยอดขายและรายได้จริงของธุรกิจ: ธนาคารจะดูความสม่ำเสมอของรายรับจากงบการเงิน ภ.พ.30 หรือ Statement เพื่อประเมินศักยภาพในการสร้างรายได้ ธุรกิจที่มียอดขายเติบโตต่อเนื่องและมีฐานลูกค้าชัดเจนจะได้คะแนนความน่าเชื่อถือสูงกว่า
- กระแสเงินสด (Cash Flow): OD คือสินเชื่อที่ใช้เพื่อบริหารสภาพคล่อง ดังนั้นธนาคารจะให้ความสำคัญกับกระแสเงินสดมากกว่ากำไรทางบัญชีเพียงอย่างเดียว หากกิจการมีเงินเข้าออกสม่ำเสมอ และมียอดเงินหมุนเวียนดี โอกาสได้รับอนุมัติจะสูงขึ้น
ขั้นตอนการยื่นขอสินเชื่อ OD ตั้งแต่เตรียมตัวจนถึงได้วงเงิน มีอะไรบ้าง
การขอสินเชื่อ OD สำหรับธุรกิจ SME มีลำดับขั้นตอนค่อนข้างชัดเจน ตั้งแต่การเตรียมบัญชีจนถึงเริ่มใช้วงเงินจริง หากเตรียมตัวดีตั้งแต่ต้นจะช่วยลดระยะเวลาพิจารณาและเพิ่มโอกาสอนุมัติได้มากขึ้น
1. เปิดบัญชีกระแสรายวัน
ขั้นตอนแรกคือเปิดบัญชีกระแสรายวันกับธนาคารที่ต้องการยื่นขอ OD เพราะวงเงินจะผูกกับบัญชีประเภทนี้โดยตรง2. เตรียมเอกสารและยื่นคำขอ
เมื่อจัดเตรียมบัญชีเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการรวบรวมเอกสารตามประเภทของกิจการ ไม่ว่าจะเป็นนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดา เช่น หนังสือรับรองบริษัท งบการเงิน หรือ Statement ย้อนหลัง 6 เดือน เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อ OD โดยสามารถยื่นคำขอได้ที่สาขาของธนาคาร ผ่านผู้จัดการความสัมพันธ์ลูกค้า (RM) หรือในบางธนาคารก็มีช่องทางออนไลน์สำหรับผู้ประกอบการ SME โดยเฉพาะ3. ธนาคารพิจารณา
หลังยื่นคำขอ ธนาคารจะเข้าสู่ขั้นตอนวิเคราะห์เครดิต ซึ่งรวมถึงตรวจสอบเครดิตบูโร วิเคราะห์กระแสเงินสด และประเมินความสามารถในการชำระหนี้ ระยะเวลาพิจารณาสินเชื่อ OD โดยทั่วไปแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 7–14 วันทำการ แต่อาจเร็วหรือช้ากว่านี้ขึ้นอยู่กับความครบถ้วนของเอกสารและวงเงินที่ขอสินเชื่อ4. ประเมินหลักประกัน (ถ้ามี)
หากการขอสินเชื่อ OD เป็นวงเงินที่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน เช่น โฉนดที่ดิน ธนาคารจะดำเนินการส่งเจ้าหน้าที่เข้าประเมินมูลค่าทรัพย์สิน ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายในการประเมินเพิ่มเติม โดยระยะเวลาของขั้นตอนนี้จะขึ้นอยู่กับประเภทของทรัพย์สินและความซับซ้อนของเอกสารเป็นสำคัญทั้งนี้ หากเลือกใช้การค้ำประกันผ่านบริษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ก็จะมีขั้นตอนการพิจารณาเพิ่มเติมตามเงื่อนไขของโครงการค้ำประกันนั้น ๆ
5. อนุมัติ ลงนาม และเริ่มใช้วงเงิน
เมื่อได้รับอนุมัติ ธนาคารจะแจ้งวงเงิน อัตราดอกเบี้ย และเงื่อนไขต่าง ๆ ผู้ขอจะต้องลงนามในสัญญาสินเชื่อ และเอกสารจำนอง/ค้ำประกัน (ถ้ามี) หลังลงนามเรียบร้อย วงเงิน OD จะถูกผูกกับบัญชีกระแสรายวัน และสามารถเริ่มใช้งานได้ทันที โดยเบิกใช้ได้ตามวงเงินที่อนุมัติ5 ข้อผิดพลาดที่เจ้าของ SME ทำบ่อยเวลาใช้สินเชื่อ OD (พร้อมวิธีแก้)
แม้ว่าสินเชื่อ OD จะช่วยเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจได้อย่างยืดหยุ่น แต่ผู้ประกอบการ SME หลายรายมักใช้วงเงินไม่ถูกวิธี ทำให้ต้นทุนดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นหรือกระทบต่อการเงินของธุรกิจได้ และนี่คือ 5 ข้อผิดพลาดที่เจ้าของ SME ทำบ่อยเวลาใช้สินเชื่อ OD
1. ใช้ OD เป็นเงินลงทุนระยะยาว
OD ถูกออกแบบมาเพื่อหมุนเวียนระยะสั้น ไม่ได้เหมาะสำหรับซื้อเครื่องจักร ก่อสร้างอาคาร หรือขยายสาขาที่ต้องใช้เวลาคืนทุนหลายปี หากนำ OD ไปใช้ในลักษณะนี้ ยอดคงค้างจะยืดเยื้อและเสียดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่า Loan ระยะยาววิธีแก้ คือ: แยกวัตถุประสงค์ให้ชัด หากเป็นการลงทุนระยะยาวควรใช้สินเชื่อแบบผ่อนชำระ (Term Loan) จากธนาคาร
2. เบิก OD จนเต็มวงเงินตลอด
การใช้วงเงินเต็มเพดานต่อเนื่องโดยไม่ลดลง อาจถูกมองเป็นสัญญาณความเสี่ยง (Red Flag) ว่าธุรกิจพึ่งพา OD มากเกินไป ธนาคารอาจไม่ต่ออายุวงเงิน หรือปรับลดวงเงินในรอบทบทวนปีถัดไปวิธีแก้ คือ: พยายามบริหารให้มียอดลดลงเป็นช่วง ๆ แสดงให้เห็นว่าธุรกิจสามารถหมุนเงินคืนได้จริง และไม่พึ่งพาวงเงินตลอดเวลา
3. ไม่หมุนเงินคืนเข้าบัญชี
หากยอด OD คงค้างต่อเนื่องยาวนาน ดอกเบี้ยจะถูกคิดรายวันและสะสมไปเรื่อย ๆ แม้ไม่ใช่ดอกเบี้ยทบต้นแบบเงินกู้บางประเภท แต่ต้นทุนรวมก็สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญวิธีแก้ คือ: กำหนดแผนปิดยอดเป็นรอบ เช่น ทุก 30–60 วัน ควรเคลียร์ยอดบางส่วน หรือทั้งหมด หากมีเงินก้อนเข้ามา ควรลดภาระ OD ก่อนเสมอ
4. นำ OD ไปใช้ส่วนตัว
OD เป็นสินเชื่อเพื่อธุรกิจ หากนำไปใช้จ่ายส่วนตัว เช่น ซื้อทรัพย์สินส่วนบุคคล อาจผิดวัตถุประสงค์ของสัญญา และกระทบความน่าเชื่อถือกับธนาคารวิธีแก้ คือ: แยกบัญชีธุรกิจออกจากบัญชีส่วนตัวอย่างชัดเจน และใช้วงเงินตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้กับธนาคาร เพื่อป้องกันปัญหาทางกฎหมายหรือการถูกเรียกคืนวงเงิน
5. ไม่วางแผนก่อนทบทวนวงเงิน
วงเงิน OD มักถูกทบทวนปีละครั้ง หากไม่เตรียมงบการเงินและ Statement ให้พร้อม ธนาคารอาจประเมินว่าความเสี่ยงเพิ่มขึ้นและปรับลดวงเงินวิธีแก้ คือ: ก่อนถึงรอบทบทวน ควรเตรียมงบการเงินล่าสุด Bank Statement และแผนธุรกิจให้ครบ หากมีการเติบโตของยอดขาย ควรนำเสนอข้อมูลเชิงบวกเหล่านี้เพื่อสนับสนุนการต่ออายุหรือขอเพิ่มวงเงิน
โดยรวมแล้ว สินเชื่อ OD หรือเงินเบิกเกินบัญชี คือ เครื่องมือทางการเงินที่ช่วยเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจ SME ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในช่วงที่รายรับและรายจ่ายไม่สอดคล้องกัน อย่างไรก็ตาม เจ้าของธุรกิจควรทำความเข้าใจรูปแบบการใช้งาน ต้นทุนดอกเบี้ย รวมถึงข้อดีข้อเสียให้ชัดเจน เพื่อให้สามารถใช้วงเงินได้อย่างเหมาะสมและไม่เพิ่มภาระทางการเงินโดยไม่จำเป็น
สำหรับเจ้าของธุรกิจ SME ที่กำลังมองหาแหล่งเงินทุนเพื่อเสริมสภาพคล่อง KKP SME FREEDOM จาก ธนาคารเกียรตินาคินภัทร ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ ด้วยเงื่อนไขที่ยืดหยุ่น สมัครได้แม้ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ให้วงเงินสูง และรู้ผลอนุมัติรวดเร็ว ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารเงินทุน หมุนเงินในธุรกิจ หรือขยายกิจการได้อย่างคล่องตัวตามแผนที่วางไว้
ศึกษารายละเอียดสินเชื่อธุรกิจ SME อื่น ๆ และตัวเลือกทางการเงินที่เหมาะกับธุรกิจของคุณเพิ่มเติมได้ที่นี่
คำเตือน: การกู้ยืมมีภาระผูกพันในการชำระคืน ควรศึกษารายละเอียดเงื่อนไข อัตราดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมก่อนตัดสินใจ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q : วงเงิน OD สูงสุดเท่าไร?
A : วงเงิน OD ไม่มีตัวเลขตายตัว ขึ้นอยู่กับขนาดธุรกิจ รายได้ต่อปี กระแสเงินสด และหลักประกัน (ถ้ามี) โดยทั่วไปมักอยู่ที่ประมาณ 10–30% ของยอดขายต่อปี หรือพิจารณาตามความสามารถในการชำระหนี้ของกิจการQ : ต้องการปิดหรือยกเลิกสินเชื่อ OD ต้องทำอย่างไร?
A :- ตรวจสอบยอดหนี้คงค้างล่าสุด: ตรวจสอบยอดเงินต้นที่เบิกใช้และดอกเบี้ยที่คำนวณถึงวันที่ต้องการปิดบัญชี
- ติดต่อสาขาหรือผู้ดูแลบัญชี (RM): แจ้งความประสงค์ขอปิดหรือยกเลิกวงเงิน OD และกรอกแบบฟอร์มปิดสัญญาตามที่ธนาคารกำหนด
- ชำระหนี้ทั้งหมดให้ครบ: ชำระเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างทั้งหมด เพื่อให้บัญชี OD ถูกปิดสมบูรณ์
- ขอเอกสารยืนยันการปิดบัญชี: หลังปิดวงเงิน ควรขอหนังสือยืนยันการปิดบัญชีจากธนาคารเก็บไว้เป็นหลักฐาน
- รับคืนหลักประกัน (ถ้ามี): หากมีหลักประกัน เช่น โฉนดที่ดินหรือหนังสือค้ำประกัน ควรดำเนินการขอคืนเอกสารหรือยกเลิกภาระผูกพันให้เรียบร้อย