Money Matter

สินเชื่อ OD คืออะไร? สรุปข้อดี-ข้อเสียที่ SME ควรรู้ก่อนตัดสินใจ

  • 11 May 26
  • 935
เจ้าของกิจการรู้ดีว่าการทำธุรกิจมีขึ้นและมีลง บางวันขายดี บางวันยอดขายได้ไม่ตามเป้า แต่ทุก ๆ วันมีค่าใช้จ่ายที่รออยู่ ไม่ว่าจะเป็นค่าวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าขนส่ง หรือค่าเช่า เงินหมุนเวียนจึงสำคัญมาก เพราะหากสะดุดเมื่อไหร่ ปัญหาใหญ่ก็ตามมาทันที

สินเชื่อ OD คือหนึ่งในตัวเลือกที่เจ้าของธุรกิจให้ความสนใจ เพราะสามารถถอนเงินเกินจากยอดคงเหลือในบัญชีได้ บทความนี้จึงอยากชวนทุกคนมาทำความรู้จักสินเชื่อ OD พร้อมข้อดีข้อเสียที่เจ้าของกิจการ SME ควรรู้ก่อนตัดสินใจยื่นขอ

OD คืออะไร? สินเชื่อเงินเบิกเกินบัญชี (Overdraft) หมายถึงอะไร?

สินเชื่อ OD ย่อมาจาก Overdraft หรือสินเชื่อเงินเบิกเกินบัญชี คือวงเงินที่ธนาคารอนุมัติให้ผู้กู้สามารถถอนเงินเกินยอดคงเหลือในบัญชีกระแสรายวันได้ ภายในวงเงินที่กำหนดไว้ล่วงหน้า

ต่างจากสินเชื่อทั่วไปตรงที่ไม่ต้องยื่นขอกู้ใหม่ทุกครั้ง เมื่อได้รับอนุมัติวงเงินแล้ว สามารถเบิกใช้ได้ทันทีตามความต้องการ และที่สำคัญคือดอกเบี้ยจะถูกคำนวณเฉพาะจากยอดที่เบิกใช้จริงในแต่ละวันเท่านั้น ไม่ได้คิดจากวงเงินทั้งหมดที่ได้รับอนุมัติ

หลักการทำงานของ OD เป็นอย่างไร

1. ธนาคารกำหนดวงเงินล่วงหน้า

ก่อนเริ่มใช้สินเชื่อ OD ธนาคารจะพิจารณาอนุมัติวงเงินเบิกเกินบัญชีให้ล่วงหน้า ซึ่งเป็นจำนวนเงินสูงสุดที่ผู้กู้สามารถใช้เกินจากยอดเงินในบัญชีได้ โดยธนาคารจะพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น ความสามารถในการชำระหนี้ กระแสเงินสดของธุรกิจ และหลักประกัน (ถ้ามี)

เช่น หากธนาคารอนุมัติวงเงิน OD 1,000,000 บาท แม้ในบัญชีจะมีเงินไม่พอ ผู้กู้ก็ยังสามารถใช้จ่ายหรือถอนเงินเกินจากยอดในบัญชีได้ โดยบัญชีสามารถติดลบได้สูงสุดไม่เกิน 1,000,000 บาทตามวงเงินที่ได้รับอนุมัติจากธนาคาร

2. ใช้เท่าที่จำเป็น จ่ายดอกเบี้ยเฉพาะที่ใช้จริง

ผู้กู้สามารถเลือกใช้เงินได้ตามความจำเป็น ไม่จำเป็นต้องใช้วงเงินทั้งหมดที่ได้รับอนุมัติในครั้งเดียว และธนาคารจะคิดดอกเบี้ยเฉพาะจำนวนเงินที่เบิกใช้จริงเท่านั้น

เช่น หากได้รับอนุมัติวงเงิน OD 1,000,000 บาท แต่มีการเบิกใช้เพียง 200,000 บาท ธนาคารก็จะคิดดอกเบี้ยจากยอด 200,000 บาทตามระยะเวลาที่ใช้จริง ไม่ได้คิดดอกเบี้ยจากวงเงินเต็มจำนวน ทำให้ผู้กู้สามารถบริหารสภาพคล่องทางการเงินได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น

3. เงินเข้าเท่ากับลดหนี้อัตโนมัติ

เมื่อมีเงินโอนเข้าบัญชีกระแสรายวันที่ผูกกับสินเชื่อ OD ระบบจะนำเงินส่วนนั้นไปหักลดยอดหนี้ที่ค้างอยู่โดยอัตโนมัติ ทำให้ยอดเงินติดลบในบัญชีลดลงทันที

เช่น หากได้รับอนุมัติวงเงิน OD 1,000,000 บาท และมีการเบิกใช้ไป 200,000 บาท หากภายหลังมีเงินโอนเข้าบัญชี 50,000 บาท ระบบก็จะนำเงินจำนวนนี้ไปลดหนี้ทันที ทำให้ยอดหนี้คงเหลือเหลือ 150,000 บาท โดยไม่ต้องทำรายการชำระหนี้เพิ่มเติม

4. เป็นวงเงินหมุนเวียน (Revolving)

สินเชื่อ OD เป็นวงเงินแบบหมุนเวียน (Revolving) หมายความว่า เมื่อผู้กู้ชำระเงินคืนหรือมีเงินโอนเข้าบัญชี วงเงินที่ใช้ไปจะกลับมาใช้ได้อีกภายในวงเงินที่ธนาคารอนุมัติไว้

เช่น หากได้รับอนุมัติวงเงิน OD 1,000,000 บาท และมีการเบิกใช้ไป 200,000 บาท จะเหลือวงเงินที่สามารถใช้ได้อีก 800,000 บาท ต่อมาเมื่อมีเงินโอนเข้าบัญชี 50,000 บาท ยอดหนี้จะลดลงเหลือ 150,000 บาท ทำให้วงเงินที่สามารถใช้ได้เพิ่มขึ้นเป็น 850,000 บาท

ลักษณะของวงเงินหมุนเวียนนี้ช่วยให้ผู้กู้สามารถนำเงินมาใช้และคืนได้อย่างต่อเนื่อง เหมาะสำหรับใช้บริหารสภาพคล่องหรือหมุนเงินในธุรกิจระยะสั้น

5. มีการทบทวนวงเงินรายปี

สินเชื่อ OD มักมีการทบทวนวงเงินเป็นระยะ โดยส่วนใหญ่ธนาคารจะประเมินผลประกอบการของธุรกิจ รวมถึงพฤติกรรมการใช้วงเงินของผู้กู้ในแต่ละปี เพื่อนำมาพิจารณาว่าจะ ต่ออายุวงเงินเดิม ปรับเพิ่มวงเงิน หรือปรับลดวงเงิน ให้เหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้

หากธุรกิจมีรายได้สม่ำเสมอและมีประวัติการใช้วงเงินที่ดี ธนาคารอาจพิจารณาเพิ่มวงเงินให้สูงขึ้น แต่หากพบว่าความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหรือมีปัญหาในการชำระหนี้ ธนาคารก็อาจปรับลดวงเงินลงหรือกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมได้

สินเชื่อ OD ต้องเปิดบัญชีกระแสรายวันก่อนไหม?

โดยทั่วไปแล้ว สินเชื่อ OD จำเป็นต้องผูกกับ บัญชีกระแสรายวัน เนื่องจากการเบิกใช้วงเงิน OD จะเกิดขึ้นผ่านบัญชีประเภทนี้ หากยอดเงินในบัญชีไม่เพียงพอ ระบบจะอนุญาตให้เบิกเงินเกินยอดคงเหลือได้ภายในวงเงินที่ธนาคารอนุมัติไว้

ดังนั้นผู้ที่ต้องการใช้สินเชื่อ OD มักจะต้องมีบัญชีกระแสรายวันกับธนาคารก่อน หรือเปิดบัญชีใหม่พร้อมกับการยื่นขอสินเชื่อ เพื่อให้สามารถใช้วงเงินเบิกเกินบัญชีและรับ–จ่ายเงินผ่านบัญชีเดียวกันได้

สินเชื่อ OD vs เงินกู้ก้อน (Loan) vs ตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) ต่างกันอย่างไร?

สินเชื่อ OD เงินกู้ก้อน (Loan) และตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) เป็นแหล่งเงินทุนที่ธุรกิจนิยมใช้ แต่มีวัตถุประสงค์และรูปแบบการใช้เงิน ความยืดหยุ่น และวิธีการชำระคืนที่แตกต่างกัน ดังตารางเปรียบเทียบด้านล่างนี้

ประเภทสินเชื่อ สินเชื่อ OD
(Overdraft)
เงินกู้ก้อน
(Loan)
ตั๋วสัญญาใช้เงิน
P/N (Promissory Note)
ลักษณะสินเชื่อ วงเงินหมุนเวียน เบิกเงินเกินยอดในบัญชีกระแสรายวันได้ตามวงเงินที่ธนาคารอนุมัติ รับเงินก้อนเต็มจำนวนตั้งแต่ต้นตามวงเงินที่อนุมัติ การกู้เงินเป็นครั้ง ๆ ตามจำนวนที่ต้องการ โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินกับธนาคาร
การผ่อนชำระ ไม่มีงวดผ่อนตายตัว ดอกเบี้ยคิดตามยอดที่ใช้จริง เงินเข้าแล้วตัดหนี้อัตโนมัติ ผ่อนชำระเป็นงวดตามระยะเวลาที่กำหนด ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ชำระคืนทั้งก้อนเมื่อครบกำหนดตามสัญญา เช่น 30–180 วัน
ความยืดหยุ่น สูงมาก สามารถใช้-คืน-ใช้ใหม่ได้ตลอดภายในวงเงิน ปานกลาง ต้องผ่อนตามงวดที่กำหนด ปานกลาง สามารถกู้เป็นรอบ ๆ ตามความจำเป็น
เหมาะกับใคร SME หรือธุรกิจที่ต้องการเสริมสภาพคล่องระยะสั้น หมุนเงินเข้าออกบ่อย ธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนก้อนใหญ่ เช่น ซื้อเครื่องจักร ขยายกิจการ รีโนเวต ธุรกิจที่ต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนเป็นรอบ 

ดอกเบี้ย OD คิดอย่างไร? สูตรคำนวณดอกเบี้ย OD

การคำนวณดอกเบี้ยของ สินเชื่อ OD หรือ เงินเบิกเกินบัญชี คือ การคิดตามจำนวนเงินที่เบิกใช้จริงและคิดเป็นรายวัน โดยมีสูตรพื้นฐานดังนี้

ดอกเบี้ย OD = ยอดเงินที่ใช้ × อัตราดอกเบี้ยต่อปี × จำนวนวันที่ใช้ ÷ 365

เพื่อให้เห็นภาพการบริหารต้นทุนทางการเงินที่ชัดเจนขึ้น ลองพิจารณาตัวอย่างสถานการณ์ต่อไปนี้

ตัวอย่างที่ 1: การใช้เงินเพื่อสำรองสต็อกสินค้าชั่วคราว

ธุรกิจได้รับวงเงิน OD 1,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 8% ต่อปี ในวันที่ 1 ของเดือน ธุรกิจเบิกเงินออกมาใช้ 200,000 บาท เพื่อจ่ายค่าสินค้า และนำเงินรายได้มาชำระคืนเต็มจำนวนในวันที่ 10 (รวมระยะเวลาใช้เงิน 9 วัน)
  • วิธีคำนวณ: (200,000 x 8% x 9) ÷ 365 = 394.52 บาท
หากในวันอื่น ๆ ของเดือนไม่มีการเบิกใช้เงิน ธุรกิจจะไม่มีภาระดอกเบี้ยส่วนเพิ่มเลย

ตัวอย่างที่ 2: การหมุนเวียนเงินหลายครั้งในหนึ่งเดือน

ในเดือนเดียวกัน วันที่ 15 ธุรกิจเบิกเงินเพิ่มอีก 500,000 บาท เพื่อจ่ายค่าแรงพนักงาน และชำระคืนในวันที่ 20 (รวมระยะเวลาใช้เงิน 5 วัน)
  • วิธีคำนวณ: (500,000 x 8% x 5) ÷ 365 = 547.94 บาท
สรุปจากตัวอย่างทั้ง 2 ดอกเบี้ยรวมทั้งเดือนที่ธุรกิจต้องจ่ายคือ 394.52 + 547.94 = 942.46 บาท เท่านั้น

หมายเหตุ: อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากดอกเบี้ยรายวัน ผู้ประกอบการควรพิจารณาค่าธรรมเนียมอื่นที่อาจเกิดขึ้น เช่น ค่าธรรมเนียมการจัดการวงเงิน (Front-end Fee) ซึ่งมักเรียกเก็บครั้งแรกเมื่อเริ่มทำสัญญา หรือค่าธรรมเนียมการสำรวจหลักประกัน (ถ้ามี) ซึ่งต้นทุนเหล่านี้ควรถูกนำมารวมคำนวณเพื่อหาต้นทุนทางการเงินที่แท้จริง

เปรียบเทียบต้นทุนจริง: OD vs กู้เงินก้อน ในสถานการณ์เดียวกัน

ในการบริหารการเงินของ SME การเลือกระหว่างสินเชื่อ OD และเงินกู้แบบผ่อนชำระมีผลต่อต้นทุนอย่างมาก หากธุรกิจต้องการเงิน 1,000,000 บาท เพื่อใช้หมุนเวียนเพียง 15 วันในแต่ละเดือน

รายการ สินเชื่อ OD  เงินกู้ก้อน
วงเงิน/ เงินกู้ วงเงิน 1,000,000 บาท กู้เงิน 1,000,000 บาท
ดอกเบี้ยต่อเดือน 1,000,000 × 8% × 15 ÷ 365 ≈ 3,288 บาท 1,000,000 × 8% × 30 ÷ 365 ≈ 6,575 บาท
ต้นทุนดอกเบี้ย ต่ำกว่า หากใช้เงินเป็นช่วงสั้น ๆ สูงกว่า เพราะดอกเบี้ยคิดต่อเนื่อง

จากตารางข้างต้น จะเห็นได้ว่าการใช้ สินเชื่อ OD จะเสียดอกเบี้ยเฉพาะช่วงวันที่บัญชีติดลบเท่านั้น หากไม่ได้ใช้เงิน วงเงินจะยังคงสแตนด์บายไว้โดยไม่เกิดดอกเบี้ย ทำให้ธุรกิจจ่ายดอกเบี้ยตามการใช้งานจริง

ในขณะที่การกู้เงินก้อน เมื่อธนาคารอนุมัติแล้ว ธุรกิจจะได้รับเงินเต็มจำนวนตั้งแต่ต้นและดอกเบี้ยจะเริ่มคำนวณจากยอดเงินทั้งหมดทันที แม้บางช่วงอาจไม่ได้ใช้เงินแล้วก็ตาม

ดังนั้น หากต้องการเตรียมเงินสำรองเพื่อรับมือกับความผันผวนของกระแสเงินสดระยะสั้น สินเชื่อ OD มักช่วยประหยัดต้นทุนดอกเบี้ยได้มากกว่า แต่หากต้องการลงทุนในสินทรัพย์ระยะยาว เช่น เครื่องจักรหรืออาคาร เงินกู้ก้อนที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าและมีระยะเวลาผ่อนชำระยาวกว่า อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า

ข้อดีและข้อเสียของสินเชื่อ OD ที่เจ้าของ SME ต้องพิจารณามีอะไรบ้าง?

ก่อนตัดสินใจเปิดวงเงิน ควรทำความเข้าใจข้อดีและข้อเสียของสินเชื่อ OD ว่าเหมาะกับธุรกิจของเราหรือไม่ ดังนี้

ข้อดีของสินเชื่อ OD มีอะไรบ้าง?

1. มีความยืดหยุ่นสูง

สินเชื่อ OD สามารถเบิกใช้เงินเมื่อจำเป็น และคืนเงินเมื่อมีรายรับเข้า โดยไม่ต้องยื่นกู้ใหม่ทุกครั้ง เหมาะกับธุรกิจที่เงินหมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ

2. จ่ายดอกเบี้ยเฉพาะยอดที่ใช้จริง

ต่างจากการกู้เงินก้อนที่ต้องรับเงินเต็มจำนวนตั้งแต่วันแรก OD จะคิดดอกเบี้ยจากยอดคงค้างรายวัน ทำให้ควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้นหากใช้ในระยะสั้น

3. เบิกใช้ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

เมื่อวงเงินได้รับอนุมัติแล้ว สามารถใช้ผ่านบัญชีกระแสรายวันได้ทันที โดยไม่ต้องรออนุมัติใหม่ทุกครั้งที่ต้องการเงิน

4. ไม่มีงวดผ่อนตายตัวแบบการกู้เงินก้อน

ไม่ต้องจ่ายค่างวดรายเดือนคงที่ เงินที่โอนเข้าบัญชีจะถูกนำไปลดยอดคงค้างอัตโนมัติ ช่วยให้บริหารกระแสเงินสดได้คล่องตัวกว่า

5. เปิดวงเงินไว้ได้ยาวนาน

โดยทั่วไปธนาคารจะทบทวนวงเงินปีละครั้ง หากธุรกิจมีประวัติดีก็สามารถต่ออายุวงเงินต่อเนื่องได้ ทำให้มีแหล่งเงินสำรองพร้อมใช้อยู่เสมอ

6. เสริมสภาพคล่องได้ทันที

ในช่วงที่รายจ่ายมากกว่ารายรับ เช่น ต้องสต็อกสินค้าเพิ่ม หรือรับออเดอร์ล็อตใหญ่ก่อนลูกค้าชำระเงิน สินเชื่อ OD คือตัวช่วยทางการเงินที่จะทำให้ธุรกิจเดินต่อได้ไม่สะดุด

ข้อเสียของสินเชื่อ OD มีอะไรบ้าง?

1. อัตราดอกเบี้ยมักสูงกว่าเงินกู้แบบ Loan ระยะยาว

เนื่องจาก OD คือสินเชื่อถูกออกแบบมาสำหรับการใช้เงินระยะสั้นและมีความยืดหยุ่นสูง ธนาคารจึงกำหนดดอกเบี้ยในระดับที่สูงกว่าเงินกู้ผ่อนระยะยาว หากนำไปใช้ระยะยาวโดยไม่ปิดยอด อาจทำให้ต้นทุนทางการเงินสูงกว่าที่คาด

2. กระบวนการอนุมัติไม่ง่าย

โดยเฉพาะธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นหรือมีงบการเงินไม่ชัดเจน ธนาคารจะพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ กระแสเงินสดย้อนหลัง และบางกรณีอาจต้องมีหลักประกัน

3. ต้องมีบัญชีกระแสรายวัน

เพราะสินเชื่อ OD ผูกกับบัญชีประเภทนี้โดยตรง หากธุรกิจยังไม่มีบัญชีกระแสรายวัน ต้องเปิดบัญชีใหม่ และอาจมีค่าใช้จ่ายหรือเงื่อนไขเพิ่มเติม

4. ธนาคารมีการทบทวนวงเงินทุกปี

วงเงิน OD ไม่ได้ถาวรตลอดไป ธนาคารสามารถปรับลด ยกเลิก หรือไม่ต่ออายุวงเงินได้ หากผลประกอบการลดลง หรือมีพฤติกรรมใช้วงเงินไม่เหมาะสม ซึ่งอาจกระทบสภาพคล่องธุรกิจทันที

คุณสมบัติผู้ขอสินเชื่อ OD ต้องเป็นอย่างไรบ้าง

1. ผู้ขอสินเชื่อต้องเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจจริง

ผู้ขอสินเชื่อ OD สามารถเป็นได้ทั้ง นิติบุคคล เช่น บริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วน รวมถึง บุคคลธรรมดาที่จดทะเบียนพาณิชย์ โดยต้องเป็นกิจการที่ดำเนินธุรกิจจริง และสามารถแสดงข้อมูลทางธุรกิจได้อย่างชัดเจน เช่น รายได้จากการดำเนินงาน เอกสารจดทะเบียนธุรกิจ หรือหลักฐานการประกอบกิจการ เพื่อให้ธนาคารใช้ประกอบการพิจารณาวงเงินสินเชื่อ

2. ผู้ขอสินเชื่อควรมีรายได้และกระแสเงินสดสม่ำเสมอ

ธนาคารจะพิจารณาคุณสมบัติของผู้ขอสินเชื่อ OD จากหลายปัจจัยประกอบกัน เช่น ลักษณะการดำเนินธุรกิจ รายได้ ความสม่ำเสมอของกระแสเงินสด และประวัติทางการเงิน เพื่อประเมินความสามารถในการใช้และชำระคืนวงเงินสินเชื่อได้อย่างเหมาะสม

3. ผู้ขอกู้ที่เป็นบุคคลธรรมดาต้องอยู่ในช่วงอายุที่ธนาคารกำหนด

ในกรณีที่ผู้ขอ OD เป็นบุคคลธรรมดา อายุโดยทั่วไปควรอยู่ในช่วง 20–65 ปี หรือไม่เกินเกณฑ์อายุที่ธนาคารกำหนดเมื่อครบกำหนดสัญญา

4. .กรณีนิติบุคคล ต้องมีกรรมการผู้มีอำนาจลงนามที่ผ่านเกณฑ์ธนาคาร

หากผู้ขอสินเชื่อ OD เป็นนิติบุคคล ธนาคารอาจพิจารณาคุณสมบัติของกรรมการผู้มีอำนาจลงนามเพิ่มเติม โดยเฉพาะในด้านอายุ ความน่าเชื่อถือทางการเงิน และประวัติทางเครดิต เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาอนุมัติวงเงินสินเชื่อ

5. ผู้ขอสินเชื่อต้องมีประวัติการเดินบัญชีและดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ ประวัติการเดินบัญชีย้อนหลัง เนื่องจากธนาคารมักใช้ข้อมูลส่วนนี้ในการประเมินรายรับหมุนเวียน สภาพคล่อง และพฤติกรรมทางการเงินของธุรกิจ โดยทั่วไปกิจการควรเปิดดำเนินการมาแล้วอย่างน้อย 1–2 ปี เพื่อให้มีเอกสารประกอบการพิจารณา เช่น งบการเงิน หรือรายการเดินบัญชี (Statement) ที่สะท้อนภาพรวมรายได้ ค่าใช้จ่าย และความต่อเนื่องของธุรกิจได้ชัดเจน

เอกสารที่ต้องใช้ขอสินเชื่อ OD มีอะไรบ้าง

เอกสารนิติบุคคล

สำหรับกิจการในรูปแบบ บริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วน (นิติบุคคล) การยื่นขอสินเชื่อ OD ธนาคารจะขอเอกสารเพื่อใช้ตรวจสอบสถานะทางกฎหมาย โครงสร้างธุรกิจ และความสามารถทางการเงินของกิจการ โดยเอกสารที่มักใช้ประกอบการพิจารณา ได้แก่
  1. หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล
    เอกสารที่ออกโดย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ใช้ยืนยันสถานะของบริษัท รายละเอียดวัตถุประสงค์ของกิจการ และอำนาจของกรรมการผู้มีสิทธิลงนาม โดยเอกสารต้องมีอายุไม่เกินระยะเวลาที่ธนาคารกำหนด
  2. บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5)
    เอกสารที่แสดงโครงสร้างการถือหุ้นของกิจการ รวมถึงสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นแต่ละราย ซึ่งช่วยให้ธนาคารเห็นภาพผู้มีอำนาจควบคุมกิจการ และใช้ประกอบการประเมินความเสี่ยงหรือเงื่อนไขการค้ำประกัน
  3. งบการเงินย้อนหลัง
    โดยทั่วไปธนาคารมักขออย่างน้อย 1–2 ปี เช่น งบดุลและงบกำไรขาดทุน เพื่อใช้ประเมินรายได้ ความสามารถในการทำกำไร และศักยภาพในการชำระหนี้ของธุรกิจ
  4. รายงานบัญชีภายใน
    ในกรณีที่เป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือยังไม่มีงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบ อาจใช้รายงานบัญชีภายใน หรือเอกสารทางการเงินอื่น ๆ เช่น รายงานรายรับรายจ่าย เพื่อประกอบการพิจารณาเบื้องต้นของธนาคาร
  5. Bank Statement ย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือน
    รายการเดินบัญชีย้อนหลังของบัญชีธุรกิจ โดยเฉพาะ บัญชีกระแสรายวันหรือบัญชีหลักที่ใช้หมุนเวียนเงินในธุรกิจ ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่สะท้อนกระแสเงินสดจริง รายรับ–รายจ่าย และพฤติกรรมทางการเงินของกิจการ
  6. จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หรือเอกสาร ภ.พ.30 ย้อนหลัง
    ในบางกรณี ธนาคารอาจขอ เอกสารจดทะเบียน VAT หรือแบบ ภ.พ.30 เพื่อใช้ตรวจสอบยอดขายที่ยื่นต่อกรมสรรพากร และนำมาเปรียบเทียบกับรายรับในบัญชีธุรกิจ ซึ่งช่วยให้การประเมินสถานะทางการเงินของกิจการมีความครบถ้วนมากขึ้น

เอกสารบุคคลธรรมดา

สำหรับเจ้าของกิจการที่ดำเนินธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดา การขอสินเชื่อ OD ธนาคารจะพิจารณาทั้งตัวผู้ขอและกระแสเงินสดของกิจการ โดยเอกสารที่ใช้ยื่น มีดังนี้
  1. บัตรประชาชน: เพื่อยืนยันตัวตนของผู้ขอสินเชื่อ OD และตรวจสอบข้อมูลเครดิต
  2. ทะเบียนบ้าน: เพื่อยืนยันที่อยู่ตามทะเบียนราษฎร์ และใช้ประกอบการทำสัญญา
  3. ทะเบียนการค้า (ใบทะเบียนพาณิชย์): เพื่อยืนยันว่ามีการดำเนินธุรกิจจริง และระบุ ประเภทของกิจการอย่างชัดเจน ซึ่งช่วยให้ธนาคารประเมินลักษณะธุรกิจได้ง่ายขึ้น
  4. Bank Statement ย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือนของบัญชีที่ใช้ดำเนินธุรกิจ: เพื่อให้ ธนาคารใช้ประเมินรายรับ รายจ่าย และความสามารถในการชำระหนี้ โดยเฉพาะบัญชีกระแสรายวันที่จะใช้เชื่อมโยงกับวงเงิน OD

เอกสารหลักประกัน (ถ้ามี)

แม้ว่าสินเชื่อ OD บางกรณีธนาคารอาจอนุมัติได้โดยไม่ต้องมีหลักประกัน แต่หากเป็นการขอวงเงินที่ค่อนข้างสูง หรือธุรกิจมีความเสี่ยงตามเกณฑ์การพิจารณาของธนาคาร ผู้ขอสินเชื่ออาจต้องยื่นหลักประกันเพิ่มเติมประกอบการอนุมัติ โดยเอกสารที่ใช้เป็นหลักประกันที่พบบ่อย ได้แก่
  1. โฉนดที่ดินหรือหลักทรัพย์ค้ำประกัน: เช่น โฉนดที่ดิน อาคารพาณิชย์ บ้าน หรืออสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ ที่สามารถจดจำนองได้ ธนาคารจะประเมินมูลค่าทรัพย์สินก่อนกำหนดวงเงิน โดยวงเงินที่อนุมัติมักคิดเป็นสัดส่วนหนึ่งของราคาประเมิน ไม่ใช่มูลค่าตลาดเต็มจำนวน
  2. สัญญาค้ำประกันจาก บสย.: ในกรณีที่ผู้ประกอบการไม่มีหลักทรัพย์สำหรับค้ำ ประกัน สามารถใช้การค้ำประกันจาก บสย. แทนได้ โดย บสย. เป็นหน่วยงานของรัฐที่ช่วยค้ำประกันสินเชื่อให้ผู้ประกอบการ SME เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงิน

สิ่งที่ธนาคารพิจารณาเพิ่ม

นอกจากเอกสารพื้นฐานและหลักประกันแล้ว ธนาคารจะวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อประเมินความเสี่ยงก่อนอนุมัติวงเงิน OD โดยปัจจัยสำคัญที่ใช้พิจารณาเพิ่มเติม มีดังนี้
  1. ประวัติเครดิต (เครดิตบูโร): ธนาคารจะตรวจสอบข้อมูลเครดิตเพิ่มเติม เพื่อตรวจสอบ ประวัติการชำระหนี้ย้อนหลัง ทั้งของผู้ขอสินเชื่อและผู้ค้ำประกัน หากเคยมีประวัติค้างชำระหนี้ ชำระล่าช้า หรืออยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้ อาจส่งผลต่อโอกาสในการอนุมัติวงเงิน รวมถึงเงื่อนไขดอกเบี้ยที่ธนาคารกำหนด
  2. ยอดขายและรายได้จริงของธุรกิจ: ธนาคารจะดูความสม่ำเสมอของรายรับจากงบการเงิน ภ.พ.30 หรือ Statement เพื่อประเมินศักยภาพในการสร้างรายได้ ธุรกิจที่มียอดขายเติบโตต่อเนื่องและมีฐานลูกค้าชัดเจนจะได้คะแนนความน่าเชื่อถือสูงกว่า
  3. กระแสเงินสด (Cash Flow): OD คือสินเชื่อที่ใช้เพื่อบริหารสภาพคล่อง ดังนั้นธนาคารจะให้ความสำคัญกับกระแสเงินสดมากกว่ากำไรทางบัญชีเพียงอย่างเดียว หากกิจการมีเงินเข้าออกสม่ำเสมอ และมียอดเงินหมุนเวียนดี โอกาสได้รับอนุมัติจะสูงขึ้น

ขั้นตอนการยื่นขอสินเชื่อ OD ตั้งแต่เตรียมตัวจนถึงได้วงเงิน มีอะไรบ้าง

การขอสินเชื่อ OD สำหรับธุรกิจ SME มีลำดับขั้นตอนค่อนข้างชัดเจน ตั้งแต่การเตรียมบัญชีจนถึงเริ่มใช้วงเงินจริง หากเตรียมตัวดีตั้งแต่ต้นจะช่วยลดระยะเวลาพิจารณาและเพิ่มโอกาสอนุมัติได้มากขึ้น

1. เปิดบัญชีกระแสรายวัน

ขั้นตอนแรกคือเปิดบัญชีกระแสรายวันกับธนาคารที่ต้องการยื่นขอ OD เพราะวงเงินจะผูกกับบัญชีประเภทนี้โดยตรง

2. เตรียมเอกสารและยื่นคำขอ

เมื่อจัดเตรียมบัญชีเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการรวบรวมเอกสารตามประเภทของกิจการ ไม่ว่าจะเป็นนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดา เช่น หนังสือรับรองบริษัท งบการเงิน หรือ Statement ย้อนหลัง 6 เดือน เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อ OD โดยสามารถยื่นคำขอได้ที่สาขาของธนาคาร ผ่านผู้จัดการความสัมพันธ์ลูกค้า (RM) หรือในบางธนาคารก็มีช่องทางออนไลน์สำหรับผู้ประกอบการ SME โดยเฉพาะ

3. ธนาคารพิจารณา

หลังยื่นคำขอ ธนาคารจะเข้าสู่ขั้นตอนวิเคราะห์เครดิต ซึ่งรวมถึงตรวจสอบเครดิตบูโร วิเคราะห์กระแสเงินสด และประเมินความสามารถในการชำระหนี้ ระยะเวลาพิจารณาสินเชื่อ OD โดยทั่วไปแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 7–14 วันทำการ แต่อาจเร็วหรือช้ากว่านี้ขึ้นอยู่กับความครบถ้วนของเอกสารและวงเงินที่ขอสินเชื่อ

4. ประเมินหลักประกัน (ถ้ามี)

หากการขอสินเชื่อ OD เป็นวงเงินที่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน เช่น โฉนดที่ดิน ธนาคารจะดำเนินการส่งเจ้าหน้าที่เข้าประเมินมูลค่าทรัพย์สิน ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายในการประเมินเพิ่มเติม โดยระยะเวลาของขั้นตอนนี้จะขึ้นอยู่กับประเภทของทรัพย์สินและความซับซ้อนของเอกสารเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ หากเลือกใช้การค้ำประกันผ่านบริษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ก็จะมีขั้นตอนการพิจารณาเพิ่มเติมตามเงื่อนไขของโครงการค้ำประกันนั้น ๆ

5. อนุมัติ ลงนาม และเริ่มใช้วงเงิน

เมื่อได้รับอนุมัติ ธนาคารจะแจ้งวงเงิน อัตราดอกเบี้ย และเงื่อนไขต่าง ๆ ผู้ขอจะต้องลงนามในสัญญาสินเชื่อ และเอกสารจำนอง/ค้ำประกัน (ถ้ามี) หลังลงนามเรียบร้อย วงเงิน OD จะถูกผูกกับบัญชีกระแสรายวัน และสามารถเริ่มใช้งานได้ทันที โดยเบิกใช้ได้ตามวงเงินที่อนุมัติ

5 ข้อผิดพลาดที่เจ้าของ SME ทำบ่อยเวลาใช้สินเชื่อ OD (พร้อมวิธีแก้)

แม้ว่าสินเชื่อ OD จะช่วยเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจได้อย่างยืดหยุ่น แต่ผู้ประกอบการ SME หลายรายมักใช้วงเงินไม่ถูกวิธี ทำให้ต้นทุนดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นหรือกระทบต่อการเงินของธุรกิจได้ และนี่คือ 5 ข้อผิดพลาดที่เจ้าของ SME ทำบ่อยเวลาใช้สินเชื่อ OD

1. ใช้ OD เป็นเงินลงทุนระยะยาว

OD ถูกออกแบบมาเพื่อหมุนเวียนระยะสั้น ไม่ได้เหมาะสำหรับซื้อเครื่องจักร ก่อสร้างอาคาร หรือขยายสาขาที่ต้องใช้เวลาคืนทุนหลายปี หากนำ OD ไปใช้ในลักษณะนี้ ยอดคงค้างจะยืดเยื้อและเสียดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่า Loan ระยะยาว

วิธีแก้ คือ: แยกวัตถุประสงค์ให้ชัด หากเป็นการลงทุนระยะยาวควรใช้สินเชื่อแบบผ่อนชำระ (Term Loan) จากธนาคาร

2. เบิก OD จนเต็มวงเงินตลอด

การใช้วงเงินเต็มเพดานต่อเนื่องโดยไม่ลดลง อาจถูกมองเป็นสัญญาณความเสี่ยง (Red Flag) ว่าธุรกิจพึ่งพา OD มากเกินไป ธนาคารอาจไม่ต่ออายุวงเงิน หรือปรับลดวงเงินในรอบทบทวนปีถัดไป

วิธีแก้ คือ: พยายามบริหารให้มียอดลดลงเป็นช่วง ๆ แสดงให้เห็นว่าธุรกิจสามารถหมุนเงินคืนได้จริง และไม่พึ่งพาวงเงินตลอดเวลา

3. ไม่หมุนเงินคืนเข้าบัญชี

หากยอด OD คงค้างต่อเนื่องยาวนาน ดอกเบี้ยจะถูกคิดรายวันและสะสมไปเรื่อย ๆ แม้ไม่ใช่ดอกเบี้ยทบต้นแบบเงินกู้บางประเภท แต่ต้นทุนรวมก็สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

วิธีแก้ คือ: กำหนดแผนปิดยอดเป็นรอบ เช่น ทุก 30–60 วัน ควรเคลียร์ยอดบางส่วน หรือทั้งหมด หากมีเงินก้อนเข้ามา ควรลดภาระ OD ก่อนเสมอ

4. นำ OD ไปใช้ส่วนตัว

OD เป็นสินเชื่อเพื่อธุรกิจ หากนำไปใช้จ่ายส่วนตัว เช่น ซื้อทรัพย์สินส่วนบุคคล อาจผิดวัตถุประสงค์ของสัญญา และกระทบความน่าเชื่อถือกับธนาคาร

วิธีแก้ คือ: แยกบัญชีธุรกิจออกจากบัญชีส่วนตัวอย่างชัดเจน และใช้วงเงินตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้กับธนาคาร เพื่อป้องกันปัญหาทางกฎหมายหรือการถูกเรียกคืนวงเงิน

5. ไม่วางแผนก่อนทบทวนวงเงิน

วงเงิน OD มักถูกทบทวนปีละครั้ง หากไม่เตรียมงบการเงินและ Statement ให้พร้อม ธนาคารอาจประเมินว่าความเสี่ยงเพิ่มขึ้นและปรับลดวงเงิน

วิธีแก้ คือ: ก่อนถึงรอบทบทวน ควรเตรียมงบการเงินล่าสุด Bank Statement และแผนธุรกิจให้ครบ หากมีการเติบโตของยอดขาย ควรนำเสนอข้อมูลเชิงบวกเหล่านี้เพื่อสนับสนุนการต่ออายุหรือขอเพิ่มวงเงิน

โดยรวมแล้ว สินเชื่อ OD หรือเงินเบิกเกินบัญชี คือ เครื่องมือทางการเงินที่ช่วยเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจ SME ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในช่วงที่รายรับและรายจ่ายไม่สอดคล้องกัน อย่างไรก็ตาม เจ้าของธุรกิจควรทำความเข้าใจรูปแบบการใช้งาน ต้นทุนดอกเบี้ย รวมถึงข้อดีข้อเสียให้ชัดเจน เพื่อให้สามารถใช้วงเงินได้อย่างเหมาะสมและไม่เพิ่มภาระทางการเงินโดยไม่จำเป็น

สำหรับเจ้าของธุรกิจ SME ที่กำลังมองหาแหล่งเงินทุนเพื่อเสริมสภาพคล่อง KKP SME FREEDOM จาก ธนาคารเกียรตินาคินภัทร ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ ด้วยเงื่อนไขที่ยืดหยุ่น สมัครได้แม้ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ให้วงเงินสูง และรู้ผลอนุมัติรวดเร็ว ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารเงินทุน หมุนเงินในธุรกิจ หรือขยายกิจการได้อย่างคล่องตัวตามแผนที่วางไว้

ศึกษารายละเอียดสินเชื่อธุรกิจ SME อื่น ๆ และตัวเลือกทางการเงินที่เหมาะกับธุรกิจของคุณเพิ่มเติมได้ที่นี่

คำเตือน: การกู้ยืมมีภาระผูกพันในการชำระคืน ควรศึกษารายละเอียดเงื่อนไข อัตราดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมก่อนตัดสินใจ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q : วงเงิน OD สูงสุดเท่าไร?

A : วงเงิน OD ไม่มีตัวเลขตายตัว ขึ้นอยู่กับขนาดธุรกิจ รายได้ต่อปี กระแสเงินสด และหลักประกัน (ถ้ามี) โดยทั่วไปมักอยู่ที่ประมาณ 10–30% ของยอดขายต่อปี หรือพิจารณาตามความสามารถในการชำระหนี้ของกิจการ

Q : ต้องการปิดหรือยกเลิกสินเชื่อ OD ต้องทำอย่างไร?

A :
  1. ตรวจสอบยอดหนี้คงค้างล่าสุด: ตรวจสอบยอดเงินต้นที่เบิกใช้และดอกเบี้ยที่คำนวณถึงวันที่ต้องการปิดบัญชี
  2. ติดต่อสาขาหรือผู้ดูแลบัญชี (RM): แจ้งความประสงค์ขอปิดหรือยกเลิกวงเงิน OD และกรอกแบบฟอร์มปิดสัญญาตามที่ธนาคารกำหนด
  3. ชำระหนี้ทั้งหมดให้ครบ: ชำระเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างทั้งหมด เพื่อให้บัญชี OD ถูกปิดสมบูรณ์
  4. ขอเอกสารยืนยันการปิดบัญชี: หลังปิดวงเงิน ควรขอหนังสือยืนยันการปิดบัญชีจากธนาคารเก็บไว้เป็นหลักฐาน
  5. รับคืนหลักประกัน (ถ้ามี): หากมีหลักประกัน เช่น โฉนดที่ดินหรือหนังสือค้ำประกัน ควรดำเนินการขอคืนเอกสารหรือยกเลิกภาระผูกพันให้เรียบร้อย

Q : ต้องปิดบัญชีกระแสด้วยไหม?

A : โดยทั่วไป ไม่จำเป็นต้องปิดบัญชีกระแสรายวัน เมื่อยกเลิกวงเงิน OD เนื่องจากบัญชีกระแสเป็นเพียงบัญชีที่ใช้ผูกกับวงเงินเบิกเกินบัญชีเท่านั้น เมื่อปิดวงเงิน OD แล้ว บัญชีกระแสยังสามารถใช้รับ–จ่ายเงิน หรือทำธุรกรรมทางการเงินอื่น ๆ ได้ตามปกติ

Q : ปิด OD แล้วสมัครใหม่ได้ไหม?

A : สมัครใหม่ได้ แต่จะถือเป็นการยื่นขอสินเชื่อ OD ใหม่ทั้งหมด ซึ่งทางธนาคารจะพิจารณาคุณสมบัติ งบการเงิน กระแสเงินสด และเครดิตบูโรอีกครั้งเหมือนผู้ขอรายใหม่ ไม่ได้อ้างอิงการอนุมัติเดิมโดยอัตโนมัติ

Q : OD ใช้ซื้อบ้าน/รถส่วนตัวได้ไหม?

A : ไม่ควรใช้ OD เพื่อซื้อบ้านหรือรถส่วนตัว เพราะ OD หรือสินเชื่อเงินเบิกเกินบัญชี คือสินเชื่อเพื่อธุรกิจ และออกแบบมาสำหรับหมุนเวียนระยะสั้น การนำไปใช้ส่วนตัวอาจผิดวัตถุประสงค์สัญญา และต้นทุนดอกเบี้ยจะสูงกว่าสินเชื่อเฉพาะทาง เช่น สินเชื่อบ้านหรือสินเชื่อรถยนต์
-->