Money Matter
ไม่ใช่พนักงานประจำ เตรียมพร้อมอย่างไรเมื่อต้องกู้เงิน
- 25 Aug 23
- 7,827

ปัจจุบันคนให้ความสำคัญกับ Work-Life Balance กันมากขึ้น การทำงานประจำหรือการทำงานหนักเพื่อรับรายได้จำกัดจึงไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป การทำอาชีพอิสระหรือมีธุรกิจเป็นของตัวเองจึงกลายเป็นตัวเลือกแรกๆ ของคนในยุคนี้ นอกจากจะมีอิสระด้านเวลา สามารถจัดการชีวิตตัวเองได้แล้ว ยังมีโอกาสสร้างรายได้ได้มากกว่างานประจำอีกด้วย
หากคุณกำลังทำอาชีพอิสระหรือเปิดกิจการของตัวเอง สิ่งหนึ่งที่ควรเตรียมไว้ให้พร้อมก็คือ “แหล่งเงินทุน” เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตบ้าง อาจมีเหตุให้ต้องใช้เงินฉุกเฉิน หรือมองเห็นโอกาสขยายธุรกิจให้เติบโต หรือได้รับโอกาสแสดงฝีมือให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น แต่คงจะน่าเสียดายหากคุณไม่สามารถคว้าโอกาสนั้นไว้ได้เพียงเพราะติดขัดด้านเงินทุน
“สินเชื่อจากธนาคาร” จึงเป็นอีกหนึ่งแหล่งเงินทุนของผู้เริ่มทำธุรกิจหรือผู้ประกอบอาชีพอิสระ แต่หลายคนก็มักจะมีความกังวลเหมือนกันคือการไม่มีเอกสารแสดงรายได้ที่ชัดเจนหรือไม่มีสลิปเงินเดือน จะทำให้ขอสินเชื่อได้ยากกว่าหรือมีขั้นตอนและเอกสารประกอบการพิจารณาที่มากกว่าการเป็นพนักงานประจำ
แต่รู้หรือไม่ว่า คุณสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาเหล่านี้ได้เพียงแค่คุณเริ่มต้นวางแผนทางการเงิน โดยเรามีคำแนะนำในการเตรียมความพร้อม เพื่อช่วยให้การขอสินเชื่อเป็นไปอย่างราบรื่น ไปติดตามได้จากบทความนี้เลย
บัญชีเงินฝากที่มีการเดินบัญชีอย่างสม่ำเสมอ
สำหรับผู้ประกอบการหรือประกอบอาชีพอิสระ ควรให้ความสำคัญกับการรับเงินผ่านบัญชีธนาคารเป็นหลัก หรือหากขายของได้รับเงินสดมาก็ควรนำไปฝากเข้าบัญชีเพื่อให้มีหลักฐานว่ามีรายได้เข้ามาจริง และควรมีการเดินบัญชีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ธนาคารมั่นใจว่าหากปล่อยกู้ไปแล้ว ลูกหนี้จะมีเงินจ่ายค่างวดได้ทุกงวดตามรอบเรียกเก็บ
ข้อมูลประวัติเครดิตที่ดี
ถ้าเคยมีประวัติการกู้หรือเคยมีการใช้บัตรเครดิตมาก่อน ข้อมูลบัญชีสินเชื่อและประวัติการชำระสินเชื่อทุกประเภทจะถูกบันทึกไว้ในข้อมูลเครดิตบูโร ซึ่งธนาคารจะดูข้อมูลส่วนนี้เพื่อประกอบการพิจารณา หากผู้กู้มีประวัติการผ่อนชำระที่ดี หรือใช้บัตรเครดิตแบบจ่ายยอดเต็มตลอด จะมีโอกาสขอสินเชื่อผ่านได้ง่ายกว่าผู้ที่ไม่เคยมีประวัติการผ่อนหรือการใช้บัตรเครดิตเลย เนื่องจากธนาคารได้เห็นว่าที่ผ่านมาผู้กู้มีพฤติกรรมการผ่อนชำระดีอย่างสม่ำเสมอ
บัญชีรายรับรายจ่าย
แม้ว่าจะไม่ใช่ข้อมูลอย่างเป็นทางการ แต่การเตรียมพร้อมด้วยการจดบันทึกรายรับรายจ่ายต่างๆ ไว้ จะช่วยให้ตัวเราเองควบคุมการใช้จ่ายให้เหมาะสมได้ และยังเป็นตัวช่วยอย่างหนึ่งที่ทำให้ธนาคารได้เห็นว่าผู้กู้มีรายรับอย่างสม่ำเสมอ และบริหารการใช้เงินอย่างไรบ้าง ซึ่งการมีพฤติกรรมการใช้เงินที่ดีสามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้ขอกู้ได้
จำกัดการเป็นหนี้ไม่ให้เกิน 40% ของรายได้
เกณฑ์หนึ่งที่ธนาคารใช้พิจารณาในการขอสินเชื่อคือภาระหนี้รวมเทียบกับรายได้ เนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญที่จะบอกว่าผู้กู้จะชำระหนี้ไหวหรือไม่ หากภาระหนี้เดิมเยอะอยู่แล้วย่อมมีความเสี่ยงสูงขึ้นที่จะผ่อนชำระไม่ไหว ส่วนใหญ่แล้วธนาคารมักใช้เกณฑ์ภาระหนี้ไม่เกิน 40% ของรายได้ต่อเดือน แต่หากรายได้สูงก็อาจอนุมัติสินเชื่อที่ภาระหนี้สูงกว่า 40% ได้ซึ่งรายละเอียดและเกณฑ์ตัวเลขของแต่ละธนาคารก็จะต่างกันออกไป ดังนั้นเพื่อจำกัดภาระหนี้ แนะนำให้ทยอยเคลียร์หนี้เดิมหากอยู่ในวิสัยที่ทำได้ โดยเฉพาะหนี้จำพวกการแบ่งจ่ายชำระค่าสินค้าและบริการที่มักเป็นจำนวนเงินที่ไม่สูงมากนัก
การขอสินเชื่อให้ผ่านนั้นไม่ใช่เรื่องยากหากเรามีการวางแผนการเงิน รวมถึงมีพฤติกรรมการใช้จ่ายและมีประวัติเครดิตที่ดี และอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนมีรถกับสินเชื่อรถเรียกเงินจากธนาคารเกียรตินาคินภัทร ที่คุณสามารถเปลี่ยนรถเป็นเงินทุนทำธุรกิจได้โดยที่ยังมีรถใช้อยู่เหมือนเดิม ให้วงเงินอนุมัติสูงสุดถึง 150% ของราคาประเมินรถ* ผ่อนได้ยาวสูงสุด 84 เดือน แม้รถยังผ่อนอยู่ก็กู้ได้ สนใจประเมินวงเงินเบื้องต้น คลิก
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด