Business Talk
SME ต้องรู้ ธุรกิจต้องจ่ายภาษีอะไรและเมื่อไหร่บ้าง
- 23 Jun 23
- 9,377

ปี 2566 ผ่านพ้นมาเกือบครึ่งปีแล้ว สำหรับเจ้าของธุรกิจ SME มีเรื่องสำคัญที่จะต้องไม่ลืมคือการยื่นแบบภาษีเงินได้รอบครึ่งปี ซึ่งไม่ว่าจะจดทะเบียนในนามบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ล้วนมีหน้าที่ต้องยื่นแบบและจ่ายภาษีเงินได้ครึ่งปีทั้งสิ้น
นอกจากภาษีเงินได้ครึ่งปีแล้ว เจ้าของธุรกิจ SME ยังมีหน้าที่ยื่นแบบและจ่ายภาษีอีกหลายประเภทในแต่ละช่วงเวลาของปี ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการให้ถูกต้องและตรงเวลา ส่วนจะมีภาษีอะไรที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ SME บ้าง KKP Advice Center ได้รวบรวมมาไว้ให้ในบทความนี้แล้ว
1. ภาษีเงินได้
แบ่งเป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเจ้าของกิจการที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล และภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกิจการที่จดทะเบียนในรูปแบบบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องนำรายได้มาประเมินเพื่อยื่นแบบและชำระภาษีปีละ 2 รอบ ดังนี้
• แบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดารอบครึ่งปี ภงด.94 ยื่นแบบและจ่ายภาษีภายใน 30 กันยายน
• แบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ภงด.90 ยื่นแบบและจ่ายภาษีภายใน 31 มีนาคมของปีถัดไป
วิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับ SME
เงินได้สุทธิ = เงินได้พึงประเมิน - ค่าใช้จ่าย - ค่าลดหย่อน
ภาษีเงินได้ = อัตราภาษี x เงินได้สุทธิ
โดยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับ SME นั้น เมื่อคำนวณออกมาแล้วจะต้องเสียภาษีไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.5 ของเงินได้พึงประเมินที่ยังไม่หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน ไม่ว่าในปีนั้นๆ จะมีผลกำไรหรือขาดทุนก็ตาม
ภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนในรูปแบบบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งสรรพากรเป็นผู้จัดเก็บเพื่อนำส่งรายได้ให้รัฐบาลในอัตราสูงสุดไม่เกิน 30% ของกำไรสุทธิ โดยต้องยื่นภาษี 2 ครั้งต่อปีดังนี้
• แบบภาษีเงินได้ครึ่งปี ภงด.51 ยื่นแบบและเสียภาษีภายใน 2 เดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี 6 เดือน
• แบบภาษีเงินได้ประจำปี ภงด.50 ยื่นแบบและเสียภาษีภายใน 150 วันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี
2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
ภาษีที่เรียกเก็บจากมูลค่าสินค้าหรือบริการที่มีการซื้อขาย โดยกิจการต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อมียอดขายมากกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี ปัจจุบันอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ที่ 7% ของมูลค่าสินค้าและบริการ ซึ่งผู้ประกอบการมีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับสรรพากรภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปโดยใช้แบบ ภพ.30 รวมทั้งมีเอกสารที่ต้องนำส่งสรรพากร ได้แก่ ใบกำกับภาษี, รายงานภาษีขาย, รายงานภาษีซื้อ, รายงานสินค้าและวัตถุดิบ
ในการคำนวณภาษีที่ต้องนำส่งจะคำนวณจากภาษีซื้อและภาษีขาย โดยมีวิธีคำนวณดังนี้
ภาษีขาย คือภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้เรียกเก็บหรือพึงเรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ เมื่อมีการขายสินค้าหรือรับค่าบริการ
ภาษีซื้อ คือภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้จ่ายให้กับผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการที่เป็นผู้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อซื้อสินค้าหรือชำระค่าบริการเพื่อใช้ในการประกอบกิจการ
ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่งเพิ่ม = ภาษีขาย - ภาษีซื้อ (กรณีภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ)
ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขอเครดิตคืน = ภาษีซื้อ - ภาษีขาย (กรณีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย)
3. ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
เมื่อเจ้าของธุรกิจ SME มีการจ่ายเงินได้ เช่น เงินเดือนลูกจ้าง หรือ เงินจ่ายซัพพลายเออร์ กฎหมายกำหนดให้ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเพื่อนำส่งให้สรรพากรตามอัตราที่กำหนดไว้ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป และจ่ายเงินส่วนที่เหลือให้ผู้รับเงินพร้อมกับใบหักภาษี ณ ที่จ่าย
4. ภาษีธุรกิจเฉพาะ
ภาษีที่เก็บจากบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจเฉพาะ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจเกี่ยวกับการเงิน หลักทรัพย์ ประกันชีวิต และอสังหาริมทรัพย์ โดยต้องยื่นแบบแสดงรายการเป็นรายเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
5. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมามีการประกาศใช้ พรบ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และยกเลิกการจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่และภาษีโรงเรือนและที่ดิน โดยกำหนดให้จัดเก็บภาษีจากเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยแบ่งอัตราการจัดเก็บเป็น 4 ประเภทตามการใช้ประโยชน์ได้แก่
• ที่อยู่อาศัย
• เกษตรกรรม
• กลุ่มอื่นๆ (พาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม)
• ที่ดินรกร้างว่างเปล่าไม่ได้ทำประโยชน์
ในการเรียกเก็บภาษีจะมีจดหมายแจ้งการประเมินภาษีส่งให้เจ้าของกรรมสิทธิ์ภายในเดือนกุมภาพันธ์ และจะต้องชำระภาษีไม่เกินเดือนเมษายนของทุกปี สำหรับปี 2566 ได้มีการประกาศเลื่อนการชำระภาษีออกไปถึง 30 มิถุนายน 2566
6. ภาษีป้าย
ภาษีที่เก็บจากการแสดงป้ายชื่อ ยี่ห้อ หรือโลโก้ ที่ใช้เพื่อหารายได้หรือการโฆษณา เช่น ป้ายติดหน้าร้าน ป้ายโฆษณา เป็นต้น โดยคิดจากขนาดของป้ายเริ่มต้นที่ 200 บาท และยื่นชำระได้ที่สำนักงานเขตหรืออำเภอที่ตั้งของป้าย ภายในเดือนมีนาคมของทุกปี
เมื่อผู้ประกอบการได้ยื่นแบบและจ่ายภาษีถูกต้องและตรงเวลาแล้ว หัวใจในการดำเนินธุรกิจ SME ยังคงเป็นเรื่องของการเตรียมเงินทุนให้เพียงพอต่อเนื่องไปถึงปีงบประมาณถัดไป และเพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนช่วยเสริมสภาพคล่องและรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต เราขอแนะนำสินเชื่อธุรกิจ SME ธนาคารเกียรตินาคินภัทร ซึ่งมีทั้งแบบใช้และไม่ใช้สินทรัพย์เป็นหลักประกัน ให้วงเงินสินเชื่อสูงสุด 35 ล้านบาท และผ่อนสบายเริ่มต้นล้านละ 20,200 บาท โดยมีเงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารฯ กำหนด หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก