Business Talk

SME ต้องรู้ ธุรกิจต้องจ่ายภาษีอะไรและเมื่อไหร่บ้าง

  • 23 มิ.ย. 66
  • 2,834
SME-tax-calendar_544x388

ปี 2566 ผ่านพ้นมาเกือบครึ่งปีแล้ว สำหรับเจ้าของธุรกิจ SME มีเรื่องสำคัญที่จะต้องไม่ลืมคือการยื่นแบบภาษีเงินได้รอบครึ่งปี ซึ่งไม่ว่าจะจดทะเบียนในนามบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ล้วนมีหน้าที่ต้องยื่นแบบและจ่ายภาษีเงินได้ครึ่งปีทั้งสิ้น

นอกจากภาษีเงินได้ครึ่งปีแล้ว เจ้าของธุรกิจ  SME ยังมีหน้าที่ยื่นแบบและจ่ายภาษีอีกหลายประเภทในแต่ละช่วงเวลาของปี ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการให้ถูกต้องและตรงเวลา ส่วนจะมีภาษีอะไรที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ SME บ้าง KKP Advice Center ได้รวบรวมมาไว้ให้ในบทความนี้แล้ว

1. ภาษีเงินได้
แบ่งเป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเจ้าของกิจการที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล และภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกิจการที่จดทะเบียนในรูปแบบบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องนำรายได้มาประเมินเพื่อยื่นแบบและชำระภาษีปีละ 2 รอบ ดังนี้
• แบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดารอบครึ่งปี ภงด.94 ยื่นแบบและจ่ายภาษีภายใน 30 กันยายน
• แบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ภงด.90 ยื่นแบบและจ่ายภาษีภายใน 31 มีนาคมของปีถัดไป
วิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับ SME 
เงินได้สุทธิ = เงินได้พึงประเมิน - ค่าใช้จ่าย - ค่าลดหย่อน
ภาษีเงินได้ = อัตราภาษี x เงินได้สุทธิ
โดยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับ SME นั้น เมื่อคำนวณออกมาแล้วจะต้องเสียภาษีไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.5 ของเงินได้พึงประเมินที่ยังไม่หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน ไม่ว่าในปีนั้นๆ จะมีผลกำไรหรือขาดทุนก็ตาม

ภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนในรูปแบบบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งสรรพากรเป็นผู้จัดเก็บเพื่อนำส่งรายได้ให้รัฐบาลในอัตราสูงสุดไม่เกิน 30% ของกำไรสุทธิ โดยต้องยื่นภาษี 2 ครั้งต่อปีดังนี้
• แบบภาษีเงินได้ครึ่งปี ภงด.51 ยื่นแบบและเสียภาษีภายใน 2 เดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี 6 เดือน
• แบบภาษีเงินได้ประจำปี ภงด.50 ยื่นแบบและเสียภาษีภายใน  150 วันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี

2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 
ภาษีที่เรียกเก็บจากมูลค่าสินค้าหรือบริการที่มีการซื้อขาย โดยกิจการต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อมียอดขายมากกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี ปัจจุบันอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ที่ 7% ของมูลค่าสินค้าและบริการ ซึ่งผู้ประกอบการมีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับสรรพากรภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปโดยใช้แบบ ภพ.30 รวมทั้งมีเอกสารที่ต้องนำส่งสรรพากร ได้แก่ ใบกำกับภาษี, รายงานภาษีขาย, รายงานภาษีซื้อ, รายงานสินค้าและวัตถุดิบ
ในการคำนวณภาษีที่ต้องนำส่งจะคำนวณจากภาษีซื้อและภาษีขาย โดยมีวิธีคำนวณดังนี้
ภาษีขาย คือภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้เรียกเก็บหรือพึงเรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ เมื่อมีการขายสินค้าหรือรับค่าบริการ
ภาษีซื้อ คือภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้จ่ายให้กับผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการที่เป็นผู้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อซื้อสินค้าหรือชำระค่าบริการเพื่อใช้ในการประกอบกิจการ
ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่งเพิ่ม = ภาษีขาย - ภาษีซื้อ (กรณีภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ)
ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขอเครดิตคืน = ภาษีซื้อ - ภาษีขาย (กรณีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย)

3. ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย 
เมื่อเจ้าของธุรกิจ SME มีการจ่ายเงินได้ เช่น เงินเดือนลูกจ้าง หรือ เงินจ่ายซัพพลายเออร์ กฎหมายกำหนดให้ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเพื่อนำส่งให้สรรพากรตามอัตราที่กำหนดไว้ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป และจ่ายเงินส่วนที่เหลือให้ผู้รับเงินพร้อมกับใบหักภาษี ณ ที่จ่าย

4. ภาษีธุรกิจเฉพาะ 
ภาษีที่เก็บจากบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจเฉพาะ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจเกี่ยวกับการเงิน หลักทรัพย์ ประกันชีวิต และอสังหาริมทรัพย์ โดยต้องยื่นแบบแสดงรายการเป็นรายเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

5. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 
ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมามีการประกาศใช้ พรบ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และยกเลิกการจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่และภาษีโรงเรือนและที่ดิน โดยกำหนดให้จัดเก็บภาษีจากเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยแบ่งอัตราการจัดเก็บเป็น 4 ประเภทตามการใช้ประโยชน์ได้แก่
• ที่อยู่อาศัย
• เกษตรกรรม
• กลุ่มอื่นๆ (พาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม)
• ที่ดินรกร้างว่างเปล่าไม่ได้ทำประโยชน์
ในการเรียกเก็บภาษีจะมีจดหมายแจ้งการประเมินภาษีส่งให้เจ้าของกรรมสิทธิ์ภายในเดือนกุมภาพันธ์ และจะต้องชำระภาษีไม่เกินเดือนเมษายนของทุกปี สำหรับปี 2566 ได้มีการประกาศเลื่อนการชำระภาษีออกไปถึง 30 มิถุนายน 2566

6. ภาษีป้าย 
ภาษีที่เก็บจากการแสดงป้ายชื่อ ยี่ห้อ หรือโลโก้ ที่ใช้เพื่อหารายได้หรือการโฆษณา เช่น ป้ายติดหน้าร้าน ป้ายโฆษณา เป็นต้น โดยคิดจากขนาดของป้ายเริ่มต้นที่ 200 บาท และยื่นชำระได้ที่สำนักงานเขตหรืออำเภอที่ตั้งของป้าย ภายในเดือนมีนาคมของทุกปี


เมื่อผู้ประกอบการได้ยื่นแบบและจ่ายภาษีถูกต้องและตรงเวลาแล้ว หัวใจในการดำเนินธุรกิจ SME ยังคงเป็นเรื่องของการเตรียมเงินทุนให้เพียงพอต่อเนื่องไปถึงปีงบประมาณถัดไป และเพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนช่วยเสริมสภาพคล่องและรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต เราขอแนะนำสินเชื่อธุรกิจ SME ธนาคารเกียรตินาคินภัทร ซึ่งมีทั้งแบบใช้และไม่ใช้สินทรัพย์เป็นหลักประกัน ให้วงเงินสินเชื่อสูงสุด 35 ล้านบาท และผ่อนสบายเริ่มต้นล้านละ 20,200 บาท  โดยมีเงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารฯ กำหนด หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก

เนื้อหาแนะนำ
22 มิ.ย. 2566
ไทยเตรียมรับมือ จีนไม่โตเหมือนเดิม
KKP Research
19 มิ.ย. 2566
สร้างธุรกิจให้เป็นจริงได้ด้วยรถของคุณ
Money Matter
27 มี.ค. 2566
มัดรวมธุรกิจมาแรงปี 2023
Money Matter
22 พ.ค. 2566
6 ไอเดียต่อยอดธุรกิจขนาดเล็ก
Business Talk