Money Matter

ดอกลอยคืออะไร อันตรายแค่ไหน? พร้อมวิธีแก้หนี้นอกระบบและทางเลือกสินเชื่อถูกกฎหมาย

  • 20 May 26
  • 627
ปัญหาหนี้นอกระบบยังคงเป็นวิกฤตทางการเงิน ที่มีผลต่อกระทบคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการกู้เงินในรูปแบบที่เรียกว่า "ดอกลอย" ซึ่งเป็นกับดักที่มิจฉาชีพหรือหนี้นอกระบบใช้เพื่อดึงให้ผู้กู้ติดอยู่ในวงจรหนี้แบบไม่จบไม่สิ้น

การเข้าใจว่าดอกลอย คืออะไร และมีกลไกทำลายสถานะทางการเงินอย่างไร จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องรู้เพื่อป้องกันตนเอง และหาทางออกจากเงินกู้ดอกลอยอย่างถูกต้องตามกฎหมายให้เร็วที่สุด

ดอกลอย คืออะไร? ทำไมถึงเรียกว่า "ดอกลอย"

ดอกลอย คือ รูปแบบการเรียกเก็บดอกเบี้ยที่พบบ่อยในเงินกู้นอกระบบ ที่ผู้กู้ต้องจ่ายเฉพาะดอกเบี้ยไปเรื่อย ๆ ในระยะเวลาที่กำหนด เช่น รายวัน หรือรายเดือน โดยที่ยอดเงินที่จ่ายไปไม่ได้ถูกนำไปหักลดเงินต้นเลยแม้แต่น้อย ซึ่งสาเหตุที่เรียกว่าดอกลอย เนื่องจากดอกเบี้ยจะลอยอยู่เหนือเงินต้นตลอดเวลา ส่งผลให้ผู้กู้ต้องจ่ายดอกเบี้ยซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด หากผู้กู้ไม่สามารถหาเงินก้อนใหญ่มาปิดยอดเงินต้นทั้งหมดในคราวเดียวได้ เปรียบเสมือนการจ่ายค่าเช่าเงิน จ่ายเท่าไหร่หนี้ก็ไม่ได้ลดลงเลย

ตัวอย่างวิธีคิดดอกลอย ทั้งแบบรายวัน และ รายเดือน

  • แบบรายวัน (เช่น ดอกร้อยละ 2 ต่อวัน)
    กู้เงิน 10,000 บาท ต้องจ่ายดอกเบี้ยวันละ 200 บาททุกวัน หากผ่านไป 30 วัน จ่ายไปแล้วทั้งหมด 6,000 บาท โดยที่เงินต้นยังคงเป็น 10,000 บาทเท่าเดิม คิดเป็นดอกเบี้ยสูงถึง 730% ต่อปี
  • แบบรายเดือน (เช่น ดอกร้อยละ 20 ต่อเดือน)
    กู้เงิน 10,000 บาท ต้องส่งดอกเบี้ยเดือนละ 2,000 บาท หากส่งไป 5 เดือน ยอดรวมที่จ่ายไปแล้วคือ 10,000 บาทเท่ากับเงินต้น แต่หนี้ยังคงเหลือ 10,000 บาทเท่าเดิม ไม่ลดลงแม้แต่บาทเดียว คิดเป็นดอกเบี้ยสูงถึง 240% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าเพดานดอกเบี้ยสินเชื่อในระบบถึง 8 เท่า

กู้เงินนอกระบบที่มีดอกเบี้ยลอย ต้องเจอกับอะไรบ้าง?

การตัดสินใจเลือกเงินกู้ดอกลอย มักจะนำมาซึ่งผลกระทบที่รุนแรงกว่าที่หลายคนคาดคิด เนื่องจากโครงสร้างของสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและมุ่งเน้นการขูดรีด ที่มักมาพร้อมลักษณะต่าง ๆ เหล่านี้
  1. ดอกเบี้ยสูงเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด

    เจ้าหนี้นอกระบบมักเรียกเก็บดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละ 10-20 ต่อเดือน หรืออาจสูงถึงร้อยละ 2-5 ต่อวัน ซึ่งเมื่อคำนวณเป็นรายปีจะสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่กฎหมายกำหนด คือ สำหรับการกู้ยืมเงินกันระหว่างบุคคลทั่วไป ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปีอย่างมาก ส่งผลให้ภาระหนี้เพิ่มขึ้นรวดเร็ว และเสี่ยงทำให้ผู้กู้ประสบปัญหาหนี้สินเกินกำลังชำระในระยะยาว
  2. เงินต้นไม่ลด แม้จ่ายดอกเบี้ยครบทุกงวด (วงจรดอกลอย)

    นี่คือจุดที่อันตรายที่สุดของดอกลอย เพราะเงินที่หามาได้จะถูกนำไปจ่ายเพียงดอกเบี้ย เพื่อให้เจ้าหนี้ไม่มาทวงถามเท่านั้น แต่สถานะหนี้จริงไม่ได้ขยับลดลงเลย ทำให้ผู้กู้หลายรายจ่ายดอกเบี้ยรวมกันมากกว่าเงินต้นไปหลายเท่า แต่ก็ยังไม่สามารถหลุดพ้นจากหนี้ได้
  3. สัญญาไม่เป็นธรรม ผิดกฎหมาย

    การกู้เงินนอกระบบส่วนใหญ่ไม่มีสัญญากู้ยืมที่เป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจน หรือหากมีก็มักเป็นสัญญาที่เอารัดเอาเปรียบ เช่น การระบุยอดกู้ยืมสูงกว่าความเป็นจริง หรือการไม่ระบุวันที่สิ้นสุดสัญญา ทำให้เจ้าหนี้สามารถเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขได้ตามใจชอบ ทั้งนี้ สัญญากู้ยืมเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ถือเป็นโมฆะ ในส่วนที่เกิน ผู้กู้มีสิทธิ์ร้องเรียนต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือ ปปง. ได้
  4. เสี่ยงโดนคุกคามหรือทำร้ายร่างกาย

    เมื่อถึงจุดที่ผู้กู้ไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยได้แม้แต่วันเดียว เจ้าหนี้มักใช้วิธีการทวงหนี้ที่ผิดกฎหมาย ตั้งแต่การประจานในโซเชียลมีเดีย การบุกรุกไปถึงที่บ้านหรือที่ทำงาน ไปจนถึงการใช้กำลังบังคับข่มขู่หรือทำร้ายร่างกาย
  5. เสี่ยงติดกับดักวนลูป ต้องกู้ใหม่มาโปะของเดิม

    เมื่อต้องหาเงินมาจ่ายดอกลอยรายวัน หรือรายเดือนผู้กู้มักจะขาดสภาพคล่องจนต้องไปกู้ยืมเงินจากเจ้าหนี้รายอื่นมาเพื่อจ่ายดอกเบี้ยรายเดิม ทำให้เกิดเป็นวงจรหนี้ซ้อนหนี้ ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วและยากจะแก้ไข

เปรียบเทียบหนี้นอกระบบ (ดอกลอย) vs. สินเชื่อในระบบ (ลดต้นลดดอก)

เพื่อให้เห็นภาพความต่างของการจ่ายเงินคืนอย่างชัดเจนขึ้น แนะนำให้ลองพิจารณาตารางเปรียบเทียบการกู้เงิน 10,000 บาท ระหว่างเงินกู้นอกระบบ (ดอกลอย) และสินเชื่อส่วนบุคคลในระบบ ดังนี้

หัวข้อเปรียบเทียบ เงินกู้นอกระบบ 
(ดอกลอย)
สินเชื่อในระบบ 
(ลดต้นลดดอก)
ยอดกู้ 10,000 บาท 10,000 บาท
อัตราดอกเบี้ย 20% ต่อเดือน (240% ต่อปี) 25% ต่อปี (ประมาณ 2.1% ต่อเดือน)
ระยะเวลาผ่อน 12 เดือน (จ่ายเฉพาะดอก) 12 เดือน (จ่ายรวมต้นรวมดอก)
ดอกเบี้ยรวมจ่าย 1 ปี 24,000 บาท ประมาณ 1,400 บาท
สถานะเงินต้นหลังผ่านไป 1 ปี ยังเหลือ 10,000 บาทเท่าเดิม เหลือ 0 บาท (ปิดหนี้สำเร็จ)
ลักษณะสัญญา ไม่ชัดเจน ผิดกฎหมาย ชัดเจน ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย
วิธีทวงหนี้ คุกคาม ใช้ความรุนแรง เป็นไปตาม พ.ร.บ. ทวงถามหนี้

ติดหนี้นอกระบบ ทำอย่างไรดี? วิธีแก้หนี้นอกระบบอย่างถูกต้อง

หากคุณกำลังเผชิญกับวิกฤตเงินกู้ดอกลอย ขอแนะนำให้ใช้วิธีแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ด้วยการวางแผนและดำเนินการตามขั้นตอนเหล่านี้

ขั้นตอนที่ 1 - สำรวจยอดหนี้ทั้งหมด

จดบันทึกรายชื่อเจ้าหนี้ ยอดเงินต้น อัตราดอกเบี้ย และยอดที่ต้องส่งรายวันหรือรายเดือนทั้งหมด เพื่อให้เห็นภาพรวมของยอดหนี้ทั้งหมดความเสียหายและลำดับความสำคัญในการจัดการ

ขั้นตอนที่ 2 - หยุดก่อหนี้นอกระบบเพิ่ม

กฎเหล็กสำคัญ คือ ห้ามกู้เงินที่ใหม่มาจ่ายที่เก่า โดยเฉพาะการกู้เงินนอกระบบเพิ่ม เพราะจะทำให้ปัญหาบานปลายจนคุมไม่ได้ ซึ่งการหยุดกู้เงินจะช่วยหยุดวงจรนี้ทันที

ขั้นตอนที่ 3 - เจรจาต่อรองเงื่อนไขกับเจ้าหนี้

ลองพูดคุยกับเจ้าหนี้เดิมเพื่อขอเปลี่ยนจากดอกลอยเป็นการผ่อนจ่ายเงินต้น หรือขอพักชำระดอกเบี้ยชั่วคราวเพื่อรวบรวมเงินต้นมาปิด แม้จะยากแต่เป็นวิธีที่ต้องลองทำเป็นอันดับแรก

ขั้นตอนที่ 4 - วางแผนหาเงินก้อนเพื่อปิดหนี้

พิจารณาขายทรัพย์สินที่ไม่จำเป็น หรือหารายได้เสริมอย่างเร่งด่วน เพื่อนำเงินก้อนมาตัดเงินต้น ให้ได้มากที่สุด เพราะการลดเงินต้นคือทางเดียวที่จะหยุดเงินกู้ดอกลอยได้

ขั้นตอนที่ 5 - รวมหนี้หรือย้ายหนี้เข้าสู่ระบบ (Debt Consolidation)

หากประวัติเครดิตบูโรยังไม่ติดหนี้เสียหรือไม่มีประวัติผิดนัดชำระหนี้ ลองขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินที่ถูกกฎหมาย เพื่อนำเงินไปปิดหนี้นอกระบบทั้งหมด ซึ่งวิธีนี้จะช่วยเปลี่ยนจากเงินกู้ดอกลอย ที่มีดอกเบี้ยร้อยละ 20 ต่อเดือน เป็นร้อยละ 25 ต่อปี ซึ่งภาระการผ่อนชำระหนี้จะเบาลงเป็นอย่างมาก

ขั้นตอนที่ 6 - ขอคำปรึกษาจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้

หากยังไม่รู้ว่าจะวางแผนจัดการอย่างไร หรือกำลังติดขัดในการจัดการหนี้ สามารถขอความช่วยเหลือได้จากหน่วยงานรัฐ เช่น ศูนย์รับแจ้งการเงินนอกระบบ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง โทร. 1359 ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด โทร. 1567 หรือศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้ กระทรวงยุติธรรม โทร. 0-2575-3344 เพื่อขอแนวทางในการจัดการหนี้ได้

ขั้นตอนที่ 7 - หากถูกข่มขู่ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่รัฐทันที

หากเจ้าหนี้มีการใช้ความรุนแรงหรือคุกคาม ให้รีบรวบรวมหลักฐานและแจ้งศูนย์รับแจ้งการเงินนอกระบบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สายด่วน 1599 หรือแจ้งสถานีตำรวจในพื้นที่ใกล้เคียง เพราะเจ้าหนี้ไม่มีสิทธิ์ทำร้ายร่างกายแม้จะมีสถานะเจ้าหนี้และลูกหนี้ก็ตาม

ขั้นตอนที่ 8 - วางแผนการเงินเพื่อไม่ให้กลับไปเป็นหนี้นอกระบบอีก

ปรับพฤติกรรมการใช้เงิน โดยเริ่มต้นทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย และตั้งเป้าหมายการออมเงินฉุกเฉินเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินในระยะยาว ซึ่งจะช่วยลดโอกาสในการเกิดปัญหาทางการเงินจนต้องไปพึ่งพาเงินกู้ดอกลอยอีกในอนาคต

ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย

กฎหมายเกี่ยวกับดอกเบี้ยเงินกู้ที่ควรรู้

การรู้กฎหมายให้ได้มากที่สุดจะช่วยให้คุณมีอำนาจในการเจรจา และป้องกันการถูกเอาเปรียบจากผู้ที่ปล่อยเงินกู้ด้วยการใช้ดอกลอยได้ ซึ่งข้อกฎหมายที่ควรรู้จะมีดังนี้

อัตราดอกเบี้ยสูงสุดตามกฎหมายไทย

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บุคคลทั่วไปที่ให้กู้ยืมเงินกันเองห้ามเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปี โดยหากเรียกเก็บเกินกว่านี้ ดอกเบี้ยในส่วนที่เกินอัตราที่กฎหมายกำหนดจะถือเป็นโมฆะ

พ.ร.บ.ห้ามเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560

กฎหมายฉบับนี้มีบทลงโทษที่รุนแรงต่อเจ้าหนี้นอกระบบ โดยระบุว่าผู้ใดเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปีตามที่กฎหมายกำหนด หรือเขียนข้อความอันเป็นเท็จลงในใบหลักฐานการกู้ยืมเงิน หรือตราสารที่เปลี่ยนมือได้ เพื่อปิดบังการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราหรือเรียกเก็บผลประโยชน์อื่นนอกเหนือจากดอกเบี้ย ไม่ว่าจะในรูปแบบเงิน สิ่งของ หรือวิธีการใดก็ตาม ที่มากเกินสมควรตามเงื่อนไขการกู้ยืม จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ที่มา : คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ

วิธีป้องกันตัวเองจากกับดักเงินกู้นอกระบบมีอะไรบ้าง

การป้องกันย่อมดีกว่าการตามแก้เสมอ ซึ่งคุณสามารถสร้างเกราะคุ้มกันให้ตนเอง ไม่ให้ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับเงินกู้ดอกลอยได้ด้วยวิธีต่อไปนี้
  1. สร้างเงินออมฉุกเฉิน

    พยายามออมเงินอย่างน้อย 3-6 เท่าของรายจ่ายต่อเดือน เพื่อไว้ใช้ในยามจำเป็นโดยไม่ต้องพึ่งเงินกู้ด่วน โดยอาจเริ่มจากการเก็บเงินเล็กน้อย แล้วค่อยเพิ่มขึ้นตามรายได้ในอนาคต
  2. วางแผนการเงิน

    จัดทำงบประมาณรายเดือนเพื่อควบคุมการใช้จ่ายและลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ซึ่งจะช่วยให้เห็นภาพรวมของการใช้จ่าย และวางแผนในการสร้างเงินออมในระยะยาวได้
  3. ศึกษาข้อมูลก่อนกู้ยืมเสมอ

    หากจำเป็นต้องกู้เงินให้ตรวจสอบเสมอว่าเจ้าหนี้นั้น เป็นสถาบันการเงินที่ได้รับใบอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยหรือไม่ โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อสถาบันการเงินที่ได้รับอนุญาตได้ที่เว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทย เพราะหากเลือกกู้กับผู้ให้กู้ที่ไม่ได้รับใบอนุญาตอาจมีโอกาสในการเกิดปัญหาจากเงินกู้ดอกลอยได้
  4. เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ย

    ดูเงื่อนไขการผ่อนชำระและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ให้ละเอียดก่อนเซ็นสัญญาใด ๆ โดยเฉพาะเรื่องของงวดการผ่อนชำระ อัตราดอกเบี้ย และการติดตามทวงหนี้ ว่าเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
  5. เลือกสินเชื่อในระบบที่ถูกกฎหมาย

    แม้การขอสินเชื่อแบบถูกกฎหมายอาจจะยากกว่าเงินกู้นอกระบบ โดยเฉพาะในกรณีที่ประวัติทางการเงินอาจไม่ดีนัก แต่ความปลอดภัยและเป็นธรรมมีมากกว่าหลายเท่าตัว

ต้องการเงินด่วนทำอย่างไร? แนะนำทางเลือกสินเชื่อในระบบที่ปลอดภัย

เมื่อเกิดเหตุจำเป็นที่ต้องใช้เงินก้อนอย่างเร่งด่วน แทนที่จะเลือกเงินกู้ดอกลอยควรพิจารณาทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า จากสถาบันทางการเงินที่ถูกกฎหมายเหล่านี้
  1. สินเชื่อส่วนบุคคล

    สินเชื่อที่ไม่ต้องใช้หลักประกัน เป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีรายได้ประจำและมีฐานรายได้ชัดเจน เพราะสามารถยื่นกู้ได้ด้วยการใช้ข้อมูลเครดิต และเอกสารในการแสดงรายได้
  2. สินเชื่อบัตรกดเงินสด

    หนึ่งในทางเลือกสำหรับเงินหมุนเวียนฉุกเฉิน เพื่อการใช้จ่ายในสถานการณ์ที่จำเป็น และจ่ายดอกเบี้ยตามวันและจำนวนเงินที่ใช้จริงเท่านั้น ทั้งนี้ ควรใช้เฉพาะในกรณีฉุกเฉินและรีบชำระคืนโดยเร็ว เพราะอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับสินเชื่อประเภทอื่น
  3. สินเชื่อที่มีหลักประกัน

    สินเชื่อที่มีหลักประกัน เช่น สินเชื่อบ้านแลกเงิน หรือ สินเชื่อรถแลกเงิน เป็นตัวเลือกสินเชื่อที่สามารถอนุมัติได้ง่าย เพราะมีสินทรัพย์มาเป็นหลักประกันในการยื่นกู้ ทำให้มักจะได้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าสินเชื่อไม่มีหลักประกัน
  4. สินเชื่อสำหรับผู้มีรายได้น้อยหรือสินเชื่อรายย่อย

    สินเชื่อรายย่อย เช่น สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ หรือสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ เป็นตัวเลือกสินเชื่อที่วงเงินไม่สูง และมีเงื่อนไขไม่มากนัก

สัญญาณเตือนของเงินกู้ดอกลอย สังเกตอย่างไรว่ากำลังถูกหลอก

ก่อนจะหลงเชื่อคำโฆษณาเงินกู้ในแอปพลิเคชันหรือโฆษณาออนไลน์ ให้สังเกตสัญญาณอันตรายเหล่านี้เสียก่อน เพราะเป็นตัวที่บ่งบอกว่าคุณอาจเจอกับดอกลอยได้ในการขอสินเชื่อ
  1. เรียกเก็บดอกเบี้ยสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

    หากมีการระบุอัตราดอกเบี้ย เช่น แจ้งว่าดอกร้อยละ 10-20 ต่อเดือน หรือร้อยละ 1 ต่อวัน มักเป็นสัญญาณที่ชัดเจนของเงินกู้ดอกลอยที่ผิดกฎหมาย
  2. ไม่มีสัญญากู้เงินหรือเอกสารที่ชัดเจน

    ในขั้นตอนการขอกู้ยืมเงินหากไม่มีการออกสัญญาเงินกู้ที่เป็นลายลักษณ์อักษร หรือเป็นสัญญาที่มีช่องว่างให้เติมตัวเลขเองภายหลัง มักเป็นตัวเลือกที่ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะดอกลอย คือสิ่งที่มักมาพร้อมกับเงินกู้ประเภทนี้
  3. ใช้คำโฆษณาชวนเชื่อเร่งให้ตัดสินใจกู้เงิน

    การใช้คำโฆษณาชวนเชื่อเพื่อเร่งการตัดสินใจ เช่น "เงินด่วน 10 นาที", "ไม่เช็กบูโร" หรือ "กู้ได้ทุกอาชีพ" คำโฆษณาเหล่านี้มักพบในเงินกู้นอกระบบเพื่อการจูงใจให้มีการขอกู้เงินแบบดอกลอยและมิจฉาชีพ เพราะสถาบันการเงินที่ถูกกฎหมายต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบเครดิตตามมาตรฐาน จึงไม่สามารถรับประกันการอนุมัติแบบไม่มีเงื่อนไขได้
  4. เรียกเก็บค่ามัดจำหรือค่าดำเนินการล่วงหน้าก่อนอนุมัติ

    สินเชื่อที่ถูกกฎหมายจะไม่มีการขอให้จ่ายค่ามัดจำ หรือโอนเงินก่อนการอนุมัติหรือรับเงินกู้ แต่มิจฉาชีพมักหลอกให้โอนเงินค่าธรรมเนียมหรือค่าประกันภัยไปก่อน แล้วหายเงียบไปพร้อมกับเงินที่จ่ายไป
  5. ขอให้ผู้กู้โอนเงินให้ก่อนเพื่อ “เปิดวงเงิน” หรือ “ปลดล็อกสัญญา”

    การอ้างว่าให้โอนเงินก่อนเป็นการพิสูจน์เครดิต เป็นหนึ่งในกลโกงของมิจฉาชีพที่ชัดเจน ดังนั้น หากพบเจอการกู้เงินลักษณะนี้ ให้ตัดสินได้เลยว่าเป็นเงินกู้ที่ผิดกฎหมายแน่นอน

ดังนั้น ดอกลอย คือ กับดักทางการเงินที่บั่นทอนความมั่นคงในชีวิตระยะยาว เพราะตราบใดที่เงินต้นไม่ลดลง ภาระหนี้ก็จะไม่มีวันหมด ซึ่งการรู้ถึงภัยของเงินกู้ดอกลอย จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้คุณก้าวผ่านวิกฤตนี้ได้ดีขึ้น

ทางออกที่ดีที่สุด คือ การสร้างความมั่นคงทางการเงินผ่านการวางแผนที่เหมาะสม เพื่อให้มีเงินสำรองเพียงพอและเลือกใช้แหล่งเงินทุนที่ถูกกฎหมายเมื่อจำเป็น สำหรับใครที่กำลังมองหาแหล่งเงินทุน การเลือกสินเชื่อที่มีเงื่อนไขยืดหยุ่นและบริหารจัดการได้ง่ายเป็นสิ่งสำคัญ

ธนาคารเกียรตินาคินภัทรพร้อมเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยให้คุณ สินเชื่อส่วนบุคคล KKP Better Loan ออกแบบมาเพื่อรองรับความต้องการทางการเงินที่หลากหลาย ด้วยวงเงินที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้เมื่อชำระคืนโดยไม่ต้องสมัครใหม่ คิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก พร้อมระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุด 72 งวด เพื่อให้คุณจัดการภาระค่าใช้จ่ายและก้าวข้ามวิกฤตการเงินได้อย่างมั่นใจ

*กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 9.99% - 25% ต่อปี
หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพิจารณาสินเชื่อเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: ดอกลอยผิดกฎหมายหรือไม่?

A: ดอกลอยผิดกฎหมาย เพราะส่วนใหญ่มักเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี และมักไม่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อจากธนาคารแห่งประเทศไทย

Q: หากจ่ายดอกเบี้ยไปแล้วเกินเงินต้น สามารถหยุดจ่ายได้หรือไม่?

A: ในทางกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดอกเบี้ยที่เกินอัตราที่กฎหมายกำหนดถือเป็นโมฆะ แต่แนะนำให้ปรึกษาทนายความหรือศูนย์ดำรงธรรม เพื่อหาทางเจรจาหรือดำเนินคดีอย่างถูกต้องเพื่อความปลอดภัย

Q: การกู้เงินผ่านแอปหรือไลน์ที่ไม่มีใบอนุญาต ถือเป็นดอกลอยหรือไม่?

A: ส่วนใหญ่มักเป็นเงินกู้นอกระบบในรูปแบบดิจิทัล ที่เรียกเก็บดอกเบี้ยแบบดอกลอยหรือหักค่าธรรมเนียมสูงเกินจริง ซึ่งมีความเสี่ยงสูงมากต่อข้อมูลส่วนบุคคลเพราะแอปเหล่านี้มักขอสิทธิ์เข้าถึงรายชื่อผู้ติดต่อและข้อมูลในโทรศัพท์ เพื่อนำไปใช้ข่มขู่ผู้กู้ภายหลัง

Q: หากถูกข่มขู่จากเจ้าหนี้ดอกลอย ควรทำอย่างไร?

A: ให้รีบรวบรวมหลักฐานการข่มขู่ เช่น ข้อความ หรือคลิปเสียง และแจ้งศูนย์รับแจ้งการเงินนอกระบบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สายด่วน 1599 หรือแจ้งสถานีตำรวจในพื้นที่ใกล้เคียง 

Q: สามารถฟ้องร้องเจ้าหนี้ดอกลอยได้หรือไม่?

A: สามารถทำได้ทั้งคดีแพ่งเพื่อขอยกเลิกดอกเบี้ยโมฆะ และคดีอาญาหากมีการเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตราที่กำหนด หรือมีการทำร้ายร่างกายและถูกคุกคาม
-->