Money Matter

วิธีคิดดอกเบี้ยเงินกู้แบบคงที่และแบบลดต้นลดดอกสำหรับมือใหม่

  • 08 May 26
  • 585
การขอสินเชื่อเพื่อนำมาใช้เสริมสภาพคล่องทางการเงิน นอกจากเงินต้นที่ต้องชำระคืนให้กับสถาบันการเงินในแต่ละเดือนแล้ว ‘ดอกเบี้ย’ ก็เป็นสิ่งที่ถูกคำนวณรวมอยู่ในยอดชำระด้วย แล้วทำไมจ่ายหนี้ไปเยอะแต่ยอดหนี้คงค้างถึงไม่ลดลงเลย หรือรู้สึกว่าดอกเบี้ยดูเหมือนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจเกิดจากการไม่เข้าใจวิธีการคำนวณดอกเบี้ยของสินเชื่อ

การทำความเข้าใจหลักการคำนวณดอกเบี้ยช่วยให้สามารถวางแผนการชำระหนี้ได้อย่างเหมาะสม มองเห็นสัดส่วนเงินต้นและดอกเบี้ยได้ชัดเจน และช่วยบริหารจัดการภาระหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ดอกเบี้ยเงินกู้คืออะไร มีกี่ประเภท ทำความเข้าใจพื้นฐานก่อนกู้เงิน

ก่อนที่จะไปดูวิธีคิดดอกเบี้ยเงินกู้ มาทำความเข้าใจก่อนว่าดอกเบี้ยเงินกู้คืออะไร มีกี่ประเภท และมีปัจจัยอะไรบ้างที่ส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อให้เข้าใจและสามารถวางแผนการเงินได้อย่างเหมาะสม

ดอกเบี้ยเงินกู้ คืออะไร?

ดอกเบี้ยเงินกู้ คือ ผลตอบแทนที่ผู้ให้กู้หรือสถาบันการเงินเรียกเก็บจากผู้กู้สำหรับการให้สินเชื่อ โดยอัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามเงื่อนไขที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกัน

ดอกเบี้ยเงินกู้มีกี่ประเภท?

ดอกเบี้ยเงินกู้สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้คงที่และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบลอยตัว ดังนี้
  1. อัตราดอกเบี้ยเงินกู้คงที่ (Flat Rate)
    อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ คือ อัตราดอกเบี้ยที่ถูกกำหนดคงที่ไว้ตลอดอายุสัญญา ผู้กู้จะทราบจำนวนดอกเบี้ยและยอดที่ต้องผ่อนชำระล่วงหน้าอย่างชัดเจน โดยมีลักษณะสำคัญ ดังนี้
    • ดอกเบี้ยคงที่ตลอดอายุสัญญาเงินกู้
    • มีการกำหนดตัวเลขดอกเบี้ยตายตัว ไม่เปลี่ยนแปลง
    • ไม่ผันผวนขึ้นลงตามต้นทุนของสถาบันการเงิน
  2. อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลอยตัว (Floating Rate)
    อัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว คือ อัตราดอกเบี้ยที่สามารถปรับเพิ่มหรือลดลงได้ตามต้นทุนทางการเงินและภาวะเศรษฐกิจ ทำให้อัตราดอกเบี้ยที่ผู้กู้ต้องชำระอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดอายุสัญญาโดยมีลักษณะสำคัญ ดังนี้
    • ปรับเปลี่ยนได้ตามประกาศของสถาบันการเงินหรือผู้ให้สินเชื่อ
    • เปลี่ยนแปลงตามภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนทางการเงิน
    • มักอ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานของธนาคาร เช่น MOR, MLR และ MRR
ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย

ปัจจัยที่ส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยเงินกู้มีอะไรบ้าง?

สินเชื่อแต่ละประเภทมีระดับความเสี่ยงและวัตถุประสงค์การใช้เงินที่แตกต่างกัน สถาบันการเงินหรือผู้ให้สินเชื่อ จึงกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับความเสี่ยง เช่น สินเชื่อบ้านมักมีอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพราะมีหลักประกันเป็นทรัพย์สิน ในขณะที่สินเชื่อสินเชื่อส่วนบุคคลหรือบัตรเครดิตมักมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า เนื่องจากสถาบันการเงินรับความเสี่ยงในการปล่อยกู้มากกว่า
ระยะเวลาการกู้ยืมเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยที่กำหนด ซึ่งสินเชื่อระยะยาวมักมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าสินเชื่อระยะสั้น เนื่องจากสถาบันการเงินหรือผู้ให้สินเชื่อต้องรับความเสี่ยงสูงกว่า ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความเสี่ยงด้านเครดิตของผู้กู้และต้นทุนทางการเงินของสถาบันการเงินหรือผู้ให้สินเชื่อ เช่น สินเชื่อบ้านอายุสัญญา 30 ปี มักมีอัตราดอกเบี้ยรวมสูงกว่าสินเชื่อที่มีอายุสัญญา 10 ปี

ดังนั้น การเลือกอายุสัญญาที่เหมาะสมจึงเป็นส่วนสำคัญในการบริหารภาระหนี้และควบคุมค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยตลอดอายุการกู้
สถาบันการเงินหรือผู้ให้สินเชื่อจะประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้จากข้อมูลหลายด้านเพื่อวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือทางการเงิน โดยปัจจัยที่มักใช้ในการพิจารณา ได้แก่ ประวัติเครดิต รายได้ ภาระหนี้สินที่มีอยู่เดิมและความมั่นคงของอาชีพ

ผู้ที่มีความเสี่ยงต่ำและมีวินัยทางการเงินดีมักจะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า ในขณะที่ผู้ที่มีประวัติค้างชำระหรือมีภาระหนี้สูงอาจถูกคิดอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงที่สถาบันการเงินหรือผู้ให้สินเชื่อต้องแบกรับ
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยในระบบการเงินผ่านการกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Policy Rate) ซึ่งเป็นต้นทุนทางการเงินพื้นฐานของสถาบันการเงิน เมื่อ ธปท. ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย สถาบันการเงินมักปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงขึ้นตามไปด้วย และหากมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ก็มีแนวโน้มปรับลดลงเช่นกัน อย่างไรก็ตาม หากสถาบันการเงินกำหนดให้สินเชื่อดังกล่าวใช้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบคงที่ ณ วันที่ทำสัญญา ผู้กู้จะได้รับอัตราดอกเบี้ยเท่าเดิมตลอดอายุสัญญา

วิธีคิดดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) เป็นอย่างไร พร้อมตัวอย่างการคำนวณ?

การคำนวณดอกเบี้ยแบบคงที่เป็นการคิดดอกเบี้ยจาก “เงินต้นเต็มจำนวน” ตลอดอายุสัญญา แม้ว่าเงินต้นจะลดลงจากการผ่อนชำระแล้วก็ตาม วิธีคิดดอกเบี้ยเงินกู้ใช้สูตร ดังนี้

เงินต้น x อัตราดอกเบี้ยต่อปี x ระยะเวลากู้(ปี) = ดอกเบี้ยทั้งหมด

ตัวอย่างการคำนวณดอกเบี้ยคงที่

นาย A กู้ซื้อรถยนต์ โดยมีการขอสินเชื่อตามรายละเอียดดังนี้
  • เงินต้น (ยอดจัดกู้) : 500,000 บาท
  • อัตราดอกเบี้ย : 3% ต่อปี
  • ระยะเวลากู้ : 4 ปี (หรือ 48 งวด)
คำนวณดอกเบี้ยคงที่ได้  500,000 x 3% x 4 = 60,000 บาท
ดังนั้น นาย A จะต้องชำระดอกเบี้ยให้กับสถาบันการเงินรวมทั้งหมด 60,000 บาท ตลอดอายุสัญญา

ตารางแสดงรายละเอียดยอดผ่อนชำระรายงวดสำหรับดอกเบี้ยคงที่
จากตัวอย่างข้างต้น นาย A จะต้องผ่อนชำระคืนให้กับธนาคารเป็นระยะเวลา 4 ปี ดังนี้
ปีที่  เงินต้นคงเหลือ 
(ต้นปี) 
ดอกเบี้ยต่อปี ค่างวดต่อปี เงินต้นคงเหลือ 
(ปลายปี) 
 1 500,000 15,000 140,000 375,000
2 375,000 15,000 140,000 250,000
3
250,000 15,000 140,000 125,000
4 125,000 15,000 140,000 0
รวม 60,000 560,000  

ดอกเบี้ยคงที่เหมาะกับสินเชื่อประเภทไหน?

1. สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์

สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มักใช้อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ตลอดสัญญา เนื่องจากรถยนต์เป็นทรัพย์สินที่มีการเสื่อมราคาตามเวลา การกำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่ตั้งแต่ต้นช่วยให้ผู้กู้ทราบต้นทุนรวมของการผ่อนชำระได้อย่างชัดเจน ซึ่งโดยทั่วไปอยู่ระหว่าง 12 ถึง 84 เดือน

2. สินเชื่อสวัสดิการ / สินเชื่อเพื่อการศึกษา

สินเชื่อเฉพาะกลุ่ม เช่น สินเชื่อสวัสดิการพนักงาน สินเชื่อข้าราชการ หรือสินเชื่อเพื่อการศึกษาบางประเภท มักกำหนดอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ เพื่อให้ผู้กู้สามารถวางแผนการชำระหนี้ได้แน่นอน เหมาะกับผู้ที่ต้องการความมั่นคงในการผ่อนชำระและไม่ต้องกังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่อาจปรับขึ้นในอนาคต

วิธีคิดดอกเบี้ยลดต้นลดดอก (Effective Rate) เป็นอย่างไร พร้อมตัวอย่างการคำนวณ?

การคำนวณดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก เป็นการคิดดอกเบี้ยจาก ‘ยอดเงินต้นคงเหลือจริง’ ในแต่ละงวด ไม่ใช่ยอดเงินกู้ทั้งหมด วิธีคิดดอกเบี้ยเงินกู้ลดต้นลดดอกใช้สูตร ดังนี้
  • ดอกเบี้ยที่ต้องชำระในงวดนั้น = (เงินต้นคงเหลือ x อัตราดอกเบี้ยต่อปี x จำนวนวันในงวด) ÷ จำนวนวันใน 1 ปี*
หมายเหตุ: จำนวนวันใน 1 ปี  ขึ้นอยู่กับสถาบันการเงิน และจะใช้จำนวนวันที่กำหนดไว้เป็นจำนวนเดียวกันทั้งหมดในการคำนวณทั้งดอกเบี้ยจ่ายและดอกเบี้ยรับ

ตัวอย่างการคำนวณดอกเบี้ยลดต้นลดดอก
นาย B มีการขอสินเชื่อตามรายละเอียดดังนี้
  • เงินต้น (ยอดจัดกู้) : 500,000 บาท
  • อัตราดอกเบี้ย : 15% ต่อปี
  • ผ่อนชำระ : 10,000 บาท/เดือน ระยะเวลา 6.58 ปี
คำนวณดอกเบี้ยงวดแรกได้ (500,000 × 15% × 30) ÷ 365 = 6164.38 บาท
ดังนั้น นาย B จะต้องชำระดอกเบี้ยให้กับสถาบันการเงินงวดแรกจำนวน 6,164.38 บาท

ตารางแสดงรายละเอียดยอดผ่อนชำระรายงวดสำหรับดอกเบี้ยลดต้นลดดอก
จากตัวอย่างข้างต้น นาย B จะต้องผ่อนชำระคืนให้กับธนาคารเป็นระยะเวลา 6.58 ปี (79 งวด)
ปีที่ เงินต้นคงเหลือ 
(สิ้นปี)
ค่างวดรายเดือน ดอกเบี้ยเฉลี่ย / เดือน เงินต้นที่ลดลงต่อปี ดอกเบี้ยรวมต่อปี
1 450,720 10,000 5,893 49,280 70,720
2 393,633 10,000 5,243 57,086 62,914
3 327,504 10,000 4,489 66,129 53,871
4 250,901 10,000 3,616 76,604 43,396
5 162,163 10,000 2,605 88,738 31,262
6 59,369 10,000 1,434 102,794 17,206
7 0 10,000* 382 59,369 2,674
*หมายเหตุ: ปีที่ 7 ผ่อนเพียง 7 งวด โดย 6 งวดแรกชำระงวดละ 10,000 บาท และงวดสุดท้าย (งวดที่ 79) ชำระประมาณ 2,043 บาท เนื่องจากเงินต้นคงเหลือน้อยลง

ดอกเบี้ยลดต้นลดดอก เหมาะกับสินเชื่อประเภทไหน?

1. สินเชื่อบ้าน

สินเชื่อบ้านเป็นสินเชื่อระยะยาวที่มีวงเงินกู้สูง การคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกจึงเป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้กู้ เนื่องจากดอกเบี้ยจะถูกคำนวณจากยอดเงินต้นคงเหลือในแต่ละงวด เมื่อผู้กู้ชำระเงินต้นไปเรื่อย ๆ ภาระดอกเบี้ยก็จะลดลงตามลำดับ นอกจากนี้ หากผู้กู้ต้องการชำระเงินเพิ่มเติมในบางงวด ยอดเงินต้นก็จะลดลงเร็วขึ้น ส่งผลให้ดอกเบี้ยรวมตลอดอายุสัญญาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

2. สินเชื่อส่วนบุคคล

สินเชื่อส่วนบุคคลส่วนใหญ่ใช้วิธีคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก โดย ธปท. กำหนดเพดานไม่เกิน 25% ต่อปี ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้กู้ที่มีความสามารถในการชำระหนี้ได้มากกว่ายอดขั้นต่ำในแต่ละเดือน เพราะทุกบาทที่ชำระเกินจะไปลดยอดเงินต้นโดยตรง ทำให้ดอกเบี้ยในงวดถัดไปลดลง และสามารถปิดหนี้ได้เร็วกว่ากำหนดโดยเสียดอกเบี้ยรวมน้อยกว่าการคิดดอกเบี้ยแบบคงที่

3. รีไฟแนนซ์บ้าน

การรีไฟแนนซ์บ้าน คือการย้ายสินเชื่อบ้านจากสถาบันการเงินเดิมไปยังสถาบันการเงินใหม่ที่เสนออัตราดอกเบี้ยที่ดีกว่า โดยใช้วิธีคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกที่คำนวณจากเงินต้นคงเหลือจริง ทำให้ดอกเบี้ยลดลงทุกงวดตามเงินต้นที่ลดลง อีกทั้งยังสามารถโปะเงินต้นเพื่อลดดอกเบี้ยได้ทันที ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) vs ลดต้นลดดอก (Effective Rate) ต่างกันอย่างไร?

ความแตกต่างของดอกเบี้ยคงที่และดอกเบี้ยลดต้นลดดอก ดังนี้
ข้อเปรียบเทียบ ดอกเบี้ยคงที่ ดอกเบี้ยลดต้นลดดอก
วิธีคิดดอกเบี้ย คิดดอกเบี้ยจากเงินต้นเต็มจำนวน แล้วหารเฉลี่ยเป็นดอกเบี้ยเท่ากันทุกงวด คิดจากเงินต้นคงเหลือในแต่ละงวด ดอกเบี้ยจะค่อย ๆ ลดลง
ค่างวดรายเดือน เท่ากันทุกงวด ประกอบด้วยเงินต้นและดอกเบี้ยแบบคงที่ เท่ากันทุกงวด แต่สัดส่วนดอกเบี้ยจะลดลงเรื่อย ๆ เมื่อเงินต้นลดลง
ดอกเบี้ยรวมทั้งสัญญา สูงกว่า เพราะคิดบนเงินต้นเต็มจำนวน ต่ำกว่า เพราะคิดดอกเบี้ยจากยอดเงินต้นที่ลดลงในทุกงวด
ความยืดหยุ่นในการโปะหนี้ การโปะหนี้ก่อนกำหนดไม่ช่วยลดดอกเบี้ยมากนัก การโปะช่วยลดดอกเบี้ยได้ เพราะดอกเบี้ยคิดตามยอดคงเหลือ
สินเชื่อที่ใช้ สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ สินเชื่อบ้าน สินเชื่อ SME
ข้อดี ค่างวดแน่นอน วางแผนการเงินง่าย เหมาะกับผู้ต้องการความชัดเจน ดอกเบี้ยรวมต่ำ การโปะหนี้ช่วยให้หนี้หมดเร็ว
ข้อจำกัด ดอกเบี้ยรวมสูงกว่า ยอดหนี้ลงช้า การโปะหนี้อาจไม่ช่วยลดระยะเวลาชำระหนี้ ค่างวดสัดส่วนเงินต้นสูงในช่วงแรก หากไม่มีวินัยอาจรู้สึกว่าผ่อนหนักในช่วงแรก
เหมาะกับใคร ผู้ที่ต้องการยอดผ่อนคงที่และสามารถวางแผนค่าใช้จ่ายรายเดือนได้ชัดเจน ผู้ที่ต้องการลดดอกเบี้ยรวมและมีความสามารถโปะหนี้เร็ว

ตัวอย่างวิธีคิดดอกเบี้ยคงที่ vs ดอกเบี้ยลดต้นลดดอก

หัวข้อ ดอกเบี้ยคงที่ ดอกเบี้ยลดต้นลดดอก
เงินต้น 500,000 500,000
อัตราดอกเบี้ยต่อปี 15% 15%
ระยะเวลาผ่อน 75 งวด 75 งวด
ค่างวดต่อเดือน 12,917 10,312
ดอกเบี้ยรวมทั้งสัญญา 468,750 273,372
ยอดทั้งหมดที่ต้องชำระ 968,750 773,372
หมายเหตุ : ตัวอย่างคำนวณข้างต้นเป็นการเปรียบเทียบเชิงตัวเลขเท่านั้น โดยดอกเบี้ยลดต้นลดดอกค่างวดจะเท่ากันทุกเดือน แต่สัดส่วนเงินต้นหรือดอกเบี้ยจะเปลี่ยนไปในแต่ละงวด

เทคนิคโปะหนี้อย่างไรให้ดอกเบี้ยลดลงเร็วที่สุด?

หากต้องการโปะหนี้ลดภาระดอกเบี้ยให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะดอกเบี้ยลดต้นลดดอก สามารถบริหารจัดการการชำระหนี้ ดังนี้

1. โปะมากที่สุดในช่วงปีแรก หรือช่วงต้นสัญญา

ดอกเบี้ยของสินเชื่อแบบลดต้นลดดอกถูกคำนวณจากเงินต้นคงเหลือ ดังนั้น ช่วงแรกของสัญญาจะเป็นช่วงที่ดอกเบี้ยต่อเดือนสูงที่สุด หากสามารถโปะในช่วงปีแรกได้มากจะช่วยลดดอกเบี้ยรวมได้มากที่สุด

2. โปะทันทีเมื่อมีเงินก้อนแทนการรอสิ้นงวด

หากมีความสามารถในการชำระหนี้ การโปะหนี้ทันทีจะช่วยลดเงินต้นส่งผลให้ดอกเบี้ยที่คำนวณในรอบถัดไปลดลงทันที

3. โปะสม่ำเสมอ แม้จะเป็นจำนวนไม่มากก็ตาม

โปะหนี้อย่างสม่ำเสมอจะเป็นหลักร้อยหรือหลักพันต่อเดือนก็มีผลต่อดอกเบี้ยโดยรวม เพราะดอกเบี้ยคิดจากเงินต้นคงเหลือ เหมาะสำหรับผู้ที่มีวินัยทางการเงินระยะยาว

4. โฟกัสโปะหนี้ “ดอกเบี้ยสูงที่สุด” ก่อน

หากมีการกู้ในสินเชื่อหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคลหรือสินเชื่อบ้าน การโปะหนี้ในสินเชื่อที่มีดอกเบี้ยสูงสุดก่อนจะช่วยประหยัดดอกเบี้ยรวมได้มากที่สุด

5. ตรวจสอบเงื่อนไขค่าปรับหรือข้อกำหนดการโปะหนี้

การตรวจสอบเงื่อนไขค่าปรับหรือข้อกำหนดเกี่ยวกับการโปะหนี้เป็นสิ่งสำคัญก่อนตัดสินใจจ่ายเพิ่มทุกครั้ง เพราะสินเชื่อแต่ละประเภทอาจมีข้อกำหนดที่แตกต่างกัน เช่น ค่าปรับกรณีปิดยอดก่อนกำหนด จำนวนเงินขั้นต่ำในการโปะ หรือจำนวนครั้งที่อนุญาตให้โปะในแต่ละปี การทำความเข้าใจเงื่อนไขเหล่านี้จะช่วยให้ผู้กู้วางแผนโปะหนี้ได้อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพที่สุด

รู้วิธีคิดดอกเบี้ย วางแผนการเงินครอบคลุม ปิดหนี้ไว

จะเห็นได้ว่าวิธีคิดดอกเบี้ยนั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่ทำความเข้าใจสูตร อัตราดอกเบี้ย และจำนวนเงินที่ต้องชำระ ก็สามารถประเมินภาระดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง ช่วยให้วางแผนชำระเงินได้เหมาะสม ลดภาระหนี้ และปิดหนี้ได้ตามเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม การขอสินเชื่อควรพิจารณาเงื่อนไขอย่างละเอียด ทั้งระยะเวลาผ่อน อัตราดอกเบี้ย เพื่อให้สามารถเลือกสินเชื่อและบริหารภาระหนี้ได้อย่างเหมาะสม

สำหรับใครที่กำลังมองหาสินเชื่อส่วนบุคคล แนะนำ KKP Better Loan สินเชื่อส่วนบุคคลหมุนเวียน คิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกเริ่มต้น 9.99% ต่อปี - [ระบุสูงสุด]% ต่อปี* สมัครง่าย ไม่ต้องค้ำประกัน ผ่อนสบายสูงสุด 72 งวด** และเมื่อชำระคืน วงเงินจะกลับมาให้ใช้ใหม่โดยไม่ต้องสมัครเพิ่มเติม
หรือหากต้องการสินเชื่อที่มีดอกเบี้ยต่ำ แนะนำสินเชื่อส่วนบุคคล KKP LOAN SURE สินเชื่อเงินฝากเป็นประกัน อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5-6% ต่อปี ผ่อนนานสูงสุด 60 งวด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มสภาพคล่องด้วยต้นทุนทางการเงินที่ประหยัดกว่า
*ควรกู้เท่าที่จำเป็นและอยู่ภายใต้ความสามารถในการชำระคืน
"กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว"
*เงื่อนไขอัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาผ่อนชำระเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective Rate) อยู่ระหว่าง 9.99% - 25% ต่อปี
**การจ่ายชำระคืนเพียงยอดขั้นต่ำอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้ท่านต้องจ่ายดอกเบี้ยรวมในจำนวนที่สูงและใช้เวลานานในการปิดหนี้ทั้งหมด

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: ดอกเบี้ยคงที่กับลดต้นลดดอก แบบไหนดีกว่า?

A: ดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก มักสะท้อนต้นทุนทางการเงินที่แท้จริงมากกว่า เนื่องจากคำนวณดอกเบี้ยจากเงินต้นคงเหลือในแต่ละงวด ทำให้ดอกเบี้ยลดลงเรื่อยตามจำนวนเงินต้นที่ลดลง ขณะที่ดอกเบี้ยคงที่จะคำนวณดอกเบี้ยจากเงินต้นเต็มจำนวนตลอดอายุสัญญา แม้ว่าจะมีการผ่อนชำระเงินต้นไปแล้ว

Q: Flat Rate 4% เท่ากับ Effective Rate เท่าไร?

A: โดยประมาณ ดอกเบี้ยแบบคงที่ 4% ต่อปี อาจเทียบได้กับดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกประมาณ 7–8% ต่อปี อย่างไรก็ตาม อัตราที่แท้จริงอาจแตกต่างกันขึ้นอยู่กับระยะเวลาผ่อนชำระและโครงสร้างสินเชื่อของแต่ละผลิตภัณฑ์

Q: หากโปะหนี้สินเชื่อที่คิดดอกเบี้ยคงที่ ดอกเบี้ยจะลดลงหรือไม่?

A: อาจไม่ได้ลดลงมากเท่าไรนัก เนื่องจากคำนวณดอกเบี้ยล่วงหน้าตามอายุสัญญาทำให้การชำระเงินเพิ่มหรือการปิดบัญชีก่อนกำหนดอาจไม่ได้ทำให้ดอกเบี้ยลดลงมากนัก อย่างไรก็ตาม ผู้ให้บริการบางแห่งอาจมีส่วนลดดอกเบี้ยกรณีปิดบัญชีก่อนกำหนดตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญา

Q: สินเชื่อรถยนต์คิดดอกเบี้ยแบบใด?

A: โดยทั่วไป สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มักใช้อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ ซึ่งคำนวณจากเงินต้นเต็มจำนวนตลอดอายุสัญญา ทั้งนี้ ในบางกรณีอาจมีการแสดงอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก เพื่อให้ผู้ขอสินเชื่อสามารถนำไปใช้เปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินประเภทอื่นได้

Q: ดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้านคิดอย่างไร?

A: สินเชื่อที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่คิดดอกเบี้ยเงินกู้แบบลดต้นลดดอก โดยคำนวณจากยอดเงินต้นคงเหลือในแต่ละงวด อัตราดอกเบี้ยจะเป็นไปตามเงื่อนไขของแต่ละธนาคาร และอาจอ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ยพื้นฐาน เช่น MLR, MOR หรือ MRR
-->