Money Matter
วิธีคิดดอกเบี้ยเงินกู้แบบคงที่และแบบลดต้นลดดอกสำหรับมือใหม่
- 08 May 26
- 585

การขอสินเชื่อเพื่อนำมาใช้เสริมสภาพคล่องทางการเงิน นอกจากเงินต้นที่ต้องชำระคืนให้กับสถาบันการเงินในแต่ละเดือนแล้ว ‘ดอกเบี้ย’ ก็เป็นสิ่งที่ถูกคำนวณรวมอยู่ในยอดชำระด้วย แล้วทำไมจ่ายหนี้ไปเยอะแต่ยอดหนี้คงค้างถึงไม่ลดลงเลย หรือรู้สึกว่าดอกเบี้ยดูเหมือนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจเกิดจากการไม่เข้าใจวิธีการคำนวณดอกเบี้ยของสินเชื่อ
การทำความเข้าใจหลักการคำนวณดอกเบี้ยช่วยให้สามารถวางแผนการชำระหนี้ได้อย่างเหมาะสม มองเห็นสัดส่วนเงินต้นและดอกเบี้ยได้ชัดเจน และช่วยบริหารจัดการภาระหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ดอกเบี้ยเงินกู้คืออะไร มีกี่ประเภท ทำความเข้าใจพื้นฐานก่อนกู้เงิน
ก่อนที่จะไปดูวิธีคิดดอกเบี้ยเงินกู้ มาทำความเข้าใจก่อนว่าดอกเบี้ยเงินกู้คืออะไร มีกี่ประเภท และมีปัจจัยอะไรบ้างที่ส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อให้เข้าใจและสามารถวางแผนการเงินได้อย่างเหมาะสม
ดอกเบี้ยเงินกู้ คืออะไร?
ดอกเบี้ยเงินกู้ คือ ผลตอบแทนที่ผู้ให้กู้หรือสถาบันการเงินเรียกเก็บจากผู้กู้สำหรับการให้สินเชื่อ โดยอัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามเงื่อนไขที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกัน
ดอกเบี้ยเงินกู้มีกี่ประเภท?
ดอกเบี้ยเงินกู้สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้คงที่และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบลอยตัว ดังนี้
- อัตราดอกเบี้ยเงินกู้คงที่ (Flat Rate)
อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ คือ อัตราดอกเบี้ยที่ถูกกำหนดคงที่ไว้ตลอดอายุสัญญา ผู้กู้จะทราบจำนวนดอกเบี้ยและยอดที่ต้องผ่อนชำระล่วงหน้าอย่างชัดเจน โดยมีลักษณะสำคัญ ดังนี้- ดอกเบี้ยคงที่ตลอดอายุสัญญาเงินกู้
- มีการกำหนดตัวเลขดอกเบี้ยตายตัว ไม่เปลี่ยนแปลง
- ไม่ผันผวนขึ้นลงตามต้นทุนของสถาบันการเงิน
- อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลอยตัว (Floating Rate)
อัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว คือ อัตราดอกเบี้ยที่สามารถปรับเพิ่มหรือลดลงได้ตามต้นทุนทางการเงินและภาวะเศรษฐกิจ ทำให้อัตราดอกเบี้ยที่ผู้กู้ต้องชำระอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดอายุสัญญาโดยมีลักษณะสำคัญ ดังนี้- ปรับเปลี่ยนได้ตามประกาศของสถาบันการเงินหรือผู้ให้สินเชื่อ
- เปลี่ยนแปลงตามภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนทางการเงิน
- มักอ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานของธนาคาร เช่น MOR, MLR และ MRR
ปัจจัยที่ส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยเงินกู้มีอะไรบ้าง?
สินเชื่อแต่ละประเภทมีระดับความเสี่ยงและวัตถุประสงค์การใช้เงินที่แตกต่างกัน สถาบันการเงินหรือผู้ให้สินเชื่อ จึงกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับความเสี่ยง เช่น สินเชื่อบ้านมักมีอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพราะมีหลักประกันเป็นทรัพย์สิน ในขณะที่สินเชื่อสินเชื่อส่วนบุคคลหรือบัตรเครดิตมักมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า เนื่องจากสถาบันการเงินรับความเสี่ยงในการปล่อยกู้มากกว่า
ระยะเวลาการกู้ยืมเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยที่กำหนด ซึ่งสินเชื่อระยะยาวมักมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าสินเชื่อระยะสั้น เนื่องจากสถาบันการเงินหรือผู้ให้สินเชื่อต้องรับความเสี่ยงสูงกว่า ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความเสี่ยงด้านเครดิตของผู้กู้และต้นทุนทางการเงินของสถาบันการเงินหรือผู้ให้สินเชื่อ เช่น สินเชื่อบ้านอายุสัญญา 30 ปี มักมีอัตราดอกเบี้ยรวมสูงกว่าสินเชื่อที่มีอายุสัญญา 10 ปี
ดังนั้น การเลือกอายุสัญญาที่เหมาะสมจึงเป็นส่วนสำคัญในการบริหารภาระหนี้และควบคุมค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยตลอดอายุการกู้
ดังนั้น การเลือกอายุสัญญาที่เหมาะสมจึงเป็นส่วนสำคัญในการบริหารภาระหนี้และควบคุมค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยตลอดอายุการกู้
สถาบันการเงินหรือผู้ให้สินเชื่อจะประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้จากข้อมูลหลายด้านเพื่อวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือทางการเงิน โดยปัจจัยที่มักใช้ในการพิจารณา ได้แก่ ประวัติเครดิต รายได้ ภาระหนี้สินที่มีอยู่เดิมและความมั่นคงของอาชีพ
ผู้ที่มีความเสี่ยงต่ำและมีวินัยทางการเงินดีมักจะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า ในขณะที่ผู้ที่มีประวัติค้างชำระหรือมีภาระหนี้สูงอาจถูกคิดอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงที่สถาบันการเงินหรือผู้ให้สินเชื่อต้องแบกรับ
ผู้ที่มีความเสี่ยงต่ำและมีวินัยทางการเงินดีมักจะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า ในขณะที่ผู้ที่มีประวัติค้างชำระหรือมีภาระหนี้สูงอาจถูกคิดอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงที่สถาบันการเงินหรือผู้ให้สินเชื่อต้องแบกรับ
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยในระบบการเงินผ่านการกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Policy Rate) ซึ่งเป็นต้นทุนทางการเงินพื้นฐานของสถาบันการเงิน เมื่อ ธปท. ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย สถาบันการเงินมักปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงขึ้นตามไปด้วย และหากมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ก็มีแนวโน้มปรับลดลงเช่นกัน อย่างไรก็ตาม หากสถาบันการเงินกำหนดให้สินเชื่อดังกล่าวใช้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบคงที่ ณ วันที่ทำสัญญา ผู้กู้จะได้รับอัตราดอกเบี้ยเท่าเดิมตลอดอายุสัญญา

วิธีคิดดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) เป็นอย่างไร พร้อมตัวอย่างการคำนวณ?
การคำนวณดอกเบี้ยแบบคงที่เป็นการคิดดอกเบี้ยจาก “เงินต้นเต็มจำนวน” ตลอดอายุสัญญา แม้ว่าเงินต้นจะลดลงจากการผ่อนชำระแล้วก็ตาม วิธีคิดดอกเบี้ยเงินกู้ใช้สูตร ดังนี้
เงินต้น x อัตราดอกเบี้ยต่อปี x ระยะเวลากู้(ปี) = ดอกเบี้ยทั้งหมด ดังนั้น นาย A จะต้องชำระดอกเบี้ยให้กับสถาบันการเงินรวมทั้งหมด 60,000 บาท ตลอดอายุสัญญา
ตารางแสดงรายละเอียดยอดผ่อนชำระรายงวดสำหรับดอกเบี้ยคงที่
จากตัวอย่างข้างต้น นาย A จะต้องผ่อนชำระคืนให้กับธนาคารเป็นระยะเวลา 4 ปี ดังนี้
เงินต้น x อัตราดอกเบี้ยต่อปี x ระยะเวลากู้(ปี) = ดอกเบี้ยทั้งหมด
ตัวอย่างการคำนวณดอกเบี้ยคงที่
นาย A กู้ซื้อรถยนต์ โดยมีการขอสินเชื่อตามรายละเอียดดังนี้- เงินต้น (ยอดจัดกู้) : 500,000 บาท
- อัตราดอกเบี้ย : 3% ต่อปี
- ระยะเวลากู้ : 4 ปี (หรือ 48 งวด)
ตารางแสดงรายละเอียดยอดผ่อนชำระรายงวดสำหรับดอกเบี้ยคงที่
จากตัวอย่างข้างต้น นาย A จะต้องผ่อนชำระคืนให้กับธนาคารเป็นระยะเวลา 4 ปี ดังนี้
ดอกเบี้ยคงที่เหมาะกับสินเชื่อประเภทไหน?
1. สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์
สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มักใช้อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ตลอดสัญญา เนื่องจากรถยนต์เป็นทรัพย์สินที่มีการเสื่อมราคาตามเวลา การกำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่ตั้งแต่ต้นช่วยให้ผู้กู้ทราบต้นทุนรวมของการผ่อนชำระได้อย่างชัดเจน ซึ่งโดยทั่วไปอยู่ระหว่าง 12 ถึง 84 เดือน2. สินเชื่อสวัสดิการ / สินเชื่อเพื่อการศึกษา
สินเชื่อเฉพาะกลุ่ม เช่น สินเชื่อสวัสดิการพนักงาน สินเชื่อข้าราชการ หรือสินเชื่อเพื่อการศึกษาบางประเภท มักกำหนดอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ เพื่อให้ผู้กู้สามารถวางแผนการชำระหนี้ได้แน่นอน เหมาะกับผู้ที่ต้องการความมั่นคงในการผ่อนชำระและไม่ต้องกังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่อาจปรับขึ้นในอนาคตวิธีคิดดอกเบี้ยลดต้นลดดอก (Effective Rate) เป็นอย่างไร พร้อมตัวอย่างการคำนวณ?
การคำนวณดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก เป็นการคิดดอกเบี้ยจาก ‘ยอดเงินต้นคงเหลือจริง’ ในแต่ละงวด ไม่ใช่ยอดเงินกู้ทั้งหมด วิธีคิดดอกเบี้ยเงินกู้ลดต้นลดดอกใช้สูตร ดังนี้
ตัวอย่างการคำนวณดอกเบี้ยลดต้นลดดอก นาย B มีการขอสินเชื่อตามรายละเอียดดังนี้
- ดอกเบี้ยที่ต้องชำระในงวดนั้น = (เงินต้นคงเหลือ x อัตราดอกเบี้ยต่อปี x จำนวนวันในงวด) ÷ จำนวนวันใน 1 ปี*
ตัวอย่างการคำนวณดอกเบี้ยลดต้นลดดอก
- เงินต้น (ยอดจัดกู้) : 500,000 บาท
- อัตราดอกเบี้ย : 15% ต่อปี
- ผ่อนชำระ : 10,000 บาท/เดือน ระยะเวลา 6.58 ปี
ดังนั้น นาย B จะต้องชำระดอกเบี้ยให้กับสถาบันการเงินงวดแรกจำนวน 6,164.38 บาท
ตารางแสดงรายละเอียดยอดผ่อนชำระรายงวดสำหรับดอกเบี้ยลดต้นลดดอก
จากตัวอย่างข้างต้น นาย B จะต้องผ่อนชำระคืนให้กับธนาคารเป็นระยะเวลา 6.58 ปี (79 งวด)
*หมายเหตุ: ปีที่ 7 ผ่อนเพียง 7 งวด โดย 6 งวดแรกชำระงวดละ 10,000 บาท และงวดสุดท้าย (งวดที่ 79) ชำระประมาณ 2,043 บาท เนื่องจากเงินต้นคงเหลือน้อยลงดอกเบี้ยลดต้นลดดอก เหมาะกับสินเชื่อประเภทไหน?
1. สินเชื่อบ้าน
สินเชื่อบ้านเป็นสินเชื่อระยะยาวที่มีวงเงินกู้สูง การคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกจึงเป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้กู้ เนื่องจากดอกเบี้ยจะถูกคำนวณจากยอดเงินต้นคงเหลือในแต่ละงวด เมื่อผู้กู้ชำระเงินต้นไปเรื่อย ๆ ภาระดอกเบี้ยก็จะลดลงตามลำดับ นอกจากนี้ หากผู้กู้ต้องการชำระเงินเพิ่มเติมในบางงวด ยอดเงินต้นก็จะลดลงเร็วขึ้น ส่งผลให้ดอกเบี้ยรวมตลอดอายุสัญญาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ2. สินเชื่อส่วนบุคคล
สินเชื่อส่วนบุคคลส่วนใหญ่ใช้วิธีคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก โดย ธปท. กำหนดเพดานไม่เกิน 25% ต่อปี ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้กู้ที่มีความสามารถในการชำระหนี้ได้มากกว่ายอดขั้นต่ำในแต่ละเดือน เพราะทุกบาทที่ชำระเกินจะไปลดยอดเงินต้นโดยตรง ทำให้ดอกเบี้ยในงวดถัดไปลดลง และสามารถปิดหนี้ได้เร็วกว่ากำหนดโดยเสียดอกเบี้ยรวมน้อยกว่าการคิดดอกเบี้ยแบบคงที่3. รีไฟแนนซ์บ้าน
การรีไฟแนนซ์บ้าน คือการย้ายสินเชื่อบ้านจากสถาบันการเงินเดิมไปยังสถาบันการเงินใหม่ที่เสนออัตราดอกเบี้ยที่ดีกว่า โดยใช้วิธีคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกที่คำนวณจากเงินต้นคงเหลือจริง ทำให้ดอกเบี้ยลดลงทุกงวดตามเงินต้นที่ลดลง อีกทั้งยังสามารถโปะเงินต้นเพื่อลดดอกเบี้ยได้ทันที ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) vs ลดต้นลดดอก (Effective Rate) ต่างกันอย่างไร?
ความแตกต่างของดอกเบี้ยคงที่และดอกเบี้ยลดต้นลดดอก ดังนี้
ตัวอย่างวิธีคิดดอกเบี้ยคงที่ vs ดอกเบี้ยลดต้นลดดอก
หมายเหตุ : ตัวอย่างคำนวณข้างต้นเป็นการเปรียบเทียบเชิงตัวเลขเท่านั้น โดยดอกเบี้ยลดต้นลดดอกค่างวดจะเท่ากันทุกเดือน แต่สัดส่วนเงินต้นหรือดอกเบี้ยจะเปลี่ยนไปในแต่ละงวด

เทคนิคโปะหนี้อย่างไรให้ดอกเบี้ยลดลงเร็วที่สุด?
หากต้องการโปะหนี้ลดภาระดอกเบี้ยให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะดอกเบี้ยลดต้นลดดอก สามารถบริหารจัดการการชำระหนี้ ดังนี้
1. โปะมากที่สุดในช่วงปีแรก หรือช่วงต้นสัญญา
ดอกเบี้ยของสินเชื่อแบบลดต้นลดดอกถูกคำนวณจากเงินต้นคงเหลือ ดังนั้น ช่วงแรกของสัญญาจะเป็นช่วงที่ดอกเบี้ยต่อเดือนสูงที่สุด หากสามารถโปะในช่วงปีแรกได้มากจะช่วยลดดอกเบี้ยรวมได้มากที่สุด2. โปะทันทีเมื่อมีเงินก้อนแทนการรอสิ้นงวด
หากมีความสามารถในการชำระหนี้ การโปะหนี้ทันทีจะช่วยลดเงินต้นส่งผลให้ดอกเบี้ยที่คำนวณในรอบถัดไปลดลงทันที3. โปะสม่ำเสมอ แม้จะเป็นจำนวนไม่มากก็ตาม
โปะหนี้อย่างสม่ำเสมอจะเป็นหลักร้อยหรือหลักพันต่อเดือนก็มีผลต่อดอกเบี้ยโดยรวม เพราะดอกเบี้ยคิดจากเงินต้นคงเหลือ เหมาะสำหรับผู้ที่มีวินัยทางการเงินระยะยาว4. โฟกัสโปะหนี้ “ดอกเบี้ยสูงที่สุด” ก่อน
หากมีการกู้ในสินเชื่อหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคลหรือสินเชื่อบ้าน การโปะหนี้ในสินเชื่อที่มีดอกเบี้ยสูงสุดก่อนจะช่วยประหยัดดอกเบี้ยรวมได้มากที่สุด5. ตรวจสอบเงื่อนไขค่าปรับหรือข้อกำหนดการโปะหนี้
การตรวจสอบเงื่อนไขค่าปรับหรือข้อกำหนดเกี่ยวกับการโปะหนี้เป็นสิ่งสำคัญก่อนตัดสินใจจ่ายเพิ่มทุกครั้ง เพราะสินเชื่อแต่ละประเภทอาจมีข้อกำหนดที่แตกต่างกัน เช่น ค่าปรับกรณีปิดยอดก่อนกำหนด จำนวนเงินขั้นต่ำในการโปะ หรือจำนวนครั้งที่อนุญาตให้โปะในแต่ละปี การทำความเข้าใจเงื่อนไขเหล่านี้จะช่วยให้ผู้กู้วางแผนโปะหนี้ได้อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพที่สุดรู้วิธีคิดดอกเบี้ย วางแผนการเงินครอบคลุม ปิดหนี้ไว
จะเห็นได้ว่าวิธีคิดดอกเบี้ยนั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่ทำความเข้าใจสูตร อัตราดอกเบี้ย และจำนวนเงินที่ต้องชำระ ก็สามารถประเมินภาระดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง ช่วยให้วางแผนชำระเงินได้เหมาะสม ลดภาระหนี้ และปิดหนี้ได้ตามเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม การขอสินเชื่อควรพิจารณาเงื่อนไขอย่างละเอียด ทั้งระยะเวลาผ่อน อัตราดอกเบี้ย เพื่อให้สามารถเลือกสินเชื่อและบริหารภาระหนี้ได้อย่างเหมาะสม
สำหรับใครที่กำลังมองหาสินเชื่อส่วนบุคคล แนะนำ KKP Better Loan สินเชื่อส่วนบุคคลหมุนเวียน คิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกเริ่มต้น 9.99% ต่อปี - [ระบุสูงสุด]% ต่อปี* สมัครง่าย ไม่ต้องค้ำประกัน ผ่อนสบายสูงสุด 72 งวด** และเมื่อชำระคืน วงเงินจะกลับมาให้ใช้ใหม่โดยไม่ต้องสมัครเพิ่มเติม
หรือหากต้องการสินเชื่อที่มีดอกเบี้ยต่ำ แนะนำสินเชื่อส่วนบุคคล KKP LOAN SURE สินเชื่อเงินฝากเป็นประกัน อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5-6% ต่อปี ผ่อนนานสูงสุด 60 งวด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มสภาพคล่องด้วยต้นทุนทางการเงินที่ประหยัดกว่า
*ควรกู้เท่าที่จำเป็นและอยู่ภายใต้ความสามารถในการชำระคืน
"กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว"
*เงื่อนไขอัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาผ่อนชำระเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective Rate) อยู่ระหว่าง 9.99% - 25% ต่อปี
**การจ่ายชำระคืนเพียงยอดขั้นต่ำอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้ท่านต้องจ่ายดอกเบี้ยรวมในจำนวนที่สูงและใช้เวลานานในการปิดหนี้ทั้งหมด
สำหรับใครที่กำลังมองหาสินเชื่อส่วนบุคคล แนะนำ KKP Better Loan สินเชื่อส่วนบุคคลหมุนเวียน คิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกเริ่มต้น 9.99% ต่อปี - [ระบุสูงสุด]% ต่อปี* สมัครง่าย ไม่ต้องค้ำประกัน ผ่อนสบายสูงสุด 72 งวด** และเมื่อชำระคืน วงเงินจะกลับมาให้ใช้ใหม่โดยไม่ต้องสมัครเพิ่มเติม
หรือหากต้องการสินเชื่อที่มีดอกเบี้ยต่ำ แนะนำสินเชื่อส่วนบุคคล KKP LOAN SURE สินเชื่อเงินฝากเป็นประกัน อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5-6% ต่อปี ผ่อนนานสูงสุด 60 งวด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มสภาพคล่องด้วยต้นทุนทางการเงินที่ประหยัดกว่า
*ควรกู้เท่าที่จำเป็นและอยู่ภายใต้ความสามารถในการชำระคืน
"กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว"
*เงื่อนไขอัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาผ่อนชำระเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective Rate) อยู่ระหว่าง 9.99% - 25% ต่อปี
**การจ่ายชำระคืนเพียงยอดขั้นต่ำอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้ท่านต้องจ่ายดอกเบี้ยรวมในจำนวนที่สูงและใช้เวลานานในการปิดหนี้ทั้งหมด