Money Matter
กฎหมายเช่าซื้อใหม่ ให้คิดดอกเบี้ยแบบไหน ใครงงบ้าง
- 15 Feb 23
- 22,847

หลังจาก สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้ออกประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2565 โดยประกาศไปเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2565 และเริ่มมีผลบังคับใช้กับสัญญาเช่าซื้อที่ลงวันที่ 10 มกราคม 2566 เป็นต้นไป
ประกาศฉบับนี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก และทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่าสัญญาเช่าซื้อจะถูกเปลี่ยนวิธีการคิดดอกเบี้ยใหม่เป็นแบบลดต้นลดดอก (Effective Interest Rate)
จริงๆ แล้วประกาศฉบับนี้มีใจความสำคัญอย่างไรบ้าง เรามาติดตามไปพร้อมๆ กันได้เลย
1. กำหนดให้สัญญาเช่าซื้อรถที่คิดอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ (Flat Interest Rate) ต้องระบุอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก (Effective Interest Rate) ไว้ด้วย เพื่อให้ผู้เช่าซื้อสามารถเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยของการเช่าซื้อรถกับสินเชื่ออื่น ที่คิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกได้
*แปลว่ากฎหมายใหม่นี้ ไม่ได้กำหนดให้ต้องเปลี่ยนวิธีคิดดอกเบี้ยมาเป็นแบบลดต้นลดดอกที่จะทำให้จำนวนดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายตลอดอายุสัญญาลดลง หากผู้เช่าซื้อมีการชำระมากกว่าค่างวดปกติที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าซื้อ เว้นแต่เป็นการชำระค่างวดทั้งหมดในครั้งเดียวเพื่อปิดบัญชีค่าเช่าซื้อ
2. เรื่องใหม่ของประกาศฉบับนี้คือ การกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกของสัญญาเช่าซื้อรถแต่ละประเภทไว้ดังนี้
- รถยนต์ใหม่ เมื่อคำนวณเป็นอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกแล้วต้องไม่เกิน 10% ต่อปี
- รถยนต์มือสอง เมื่อคำนวณเป็นอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกแล้วต้องไม่เกิน 15% ต่อปี
- รถมอเตอร์ไซค์ (รวมทั้งรถใหม่และรถเก่า) เมื่อคำนวณเป็นดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกแล้วต้องไม่เกิน 23% ต่อปี
โดยเพดานอัตราดอกเบี้ยนี้ อาจถูกปรับเปลี่ยนได้ทุก 3 ปี เพื่อให้คล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจ
3. ปรับลดเพดานอัตราเบี้ยปรับกรณีผิดนัดชำระค่างวด โดยห้ามไม่ให้ผู้ให้เช่าซื้อคิดเบี้ยปรับกรณีผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่างวด เกินกว่า 5% ต่อปี จากเดิมที่กำหนดไม่ให้คิดเกินอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปีของแต่ละสัญญา บวก 3% แต่ไม่เกิน 15% ต่อปี
4. กำหนดให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้เช่าซื้อรถ ที่ต้องการชำระหนี้เช่าซื้อในคราวเดียวเพื่อปิดบัญชีค่าเช่าซื้อ
จากประกาศเดิมที่มีการกำหนดว่า จะต้องให้ส่วนลดดอกเบี้ยที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระไม่น้อยกว่า 50%
ประกาศฉบับใหม่นี้ มีการกำหนดที่เป็นประโยชน์แก่ผู้เช่าซื้อมากกว่าเดิม แบ่งเป็น 3 กรณีดังนี้
(1) กรณีที่ชำระค่างวดผ่านมาแล้วไม่เกิน 1 ใน 3 ของค่างวดที่ระบุในสัญญาเช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อจะต้องได้รับส่วนลดไม่น้อยกว่า 60% ของดอกเบี้ยที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ
(2) กรณีที่ชำระค่างวดผ่านมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 แต่ไม่เกิน 2 ใน 3 ของค่างวดที่ระบุในสัญญาเช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อจะต้องได้รับส่วนลดไม่น้อยกว่า 70% ของดอกเบี้ยที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ
(3) กรณีที่ชำระค่างวดผ่านมาแล้วเกิน 2 ใน 3 ของค่างวดที่ระบุในสัญญาเช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อจะต้องได้รับส่วนลดทั้งหมดของดอกเบี้ยที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ