Economic
ทำไม El Nino ถึงไม่แย่อย่างที่คาดทุกครั้ง?
- 24 Nov 23
- 5,624

Key Takeaways:
- ช่วงกลางปีที่ผ่านมาวัฏจักรดังกล่าวพลิกขั้วสู่ปรากฎการณ์ El Niño ที่ค่อนข้างรวดเร็วและรุนแรงจนหลายฝ่ายกังวลว่าภาคเกษตรกรรมไทยอาจเผชิญภัยแล้งที่อาจรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปีอีกครั้ง แต่จากปรากฎการณ์ภูมิอากาศแปรปรวนที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้การคาดการณ์และการประเมินผลกระทบของปรากฎการณ์ทางธรรมชาติด้วยความแม่นยำและเชื่อถือได้จึงเป็นเรื่องที่ยากขึ้นมากหรืออาจจะเป็นไปไม่ได้เลย
- KKP Research จึงมองว่าเป็นเรื่องสำคัญกว่าที่จะทำความเข้าใจและพิจารณาว่ามีปัจจัยใดบ้างที่จะกำหนดผลกระทบของปรากฎการณ์ต่าง ๆ ต่อภาคเกษตรกรรมของไทย และแต่ละปัจจัยมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร มากกว่ามุ่งประเมินผลกระทบเป็นตัวเลขโดยตรง ซึ่งมีโอกาสคลาดเคลื่อนสูงและไม่สะท้อนสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างทันท่วงที
- โดยสาเหตุสำคัญที่ El Niño ในปีนี้กลับไม่ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรไทยมากนัก เพราะขาดปัจจัยอื่น ๆ หนุนเสริม ได้แก่ 1) “ช่วงเวลา” ของการเกิด El Niño ที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูฝนพอดี ทำให้พอมีน้ำฝนในพื้นที่ต่าง ๆ บ้าง แม้ว่าจะน้อยลงจากปกติ และ 2) “ปริมาณน้ำในเขื่อน” อยู่ในระดับสูง
- ด้วยปัจจัยหนุนเสริมทั้ง 2 ประการ KKP Research คาดการณ์ว่าผลผลิตภาคเกษตรในปีนี้จะสามารถยืนระยะต่อไปได้ แต่จะไม่ได้ขยายตัวได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ปีหน้าผลผลิตอาจชะลอตัวลงเล็กน้อยจากความเสี่ยงที่ El Niño จะยาวนานกว่าที่คาด แต่ด้วยน้ำในเขื่อนในระดับสูงเพียงพอจะช่วยบรรเทาผลกระทบไปได้ส่วนหนึ่ง ขณะที่รายได้ของภาคเกษตรในปีนี้และปีต่อไปคาดว่าจะอยู่ในระดับที่ดีกว่าปีก่อนจากราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวสูงขึ้นมากชดเชยผลผลิตที่ไม่ได้เติบโตสูงมากนัก
El Niño รุนแรงขึ้น แต่กระทบภาคเกษตรอย่างจำกัด
ผลผลิตภาคเกษตรไทยในไตรมาส 3 ยังคงเติบโตได้แม้สถานการณ์ El Niño รุนแรงขึ้น ต่างจากผลกระทบจาก El Niño ที่เกิดขึ้นในปี 2014-2016 ถ้าย้อนดูตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ปรากฎการณ์ El Niño เริ่มต้นอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคม 2023 หลังจากอุณหภูมิมหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวันออกอุ่นขึ้นมากกว่าค่าเฉลี่ยปกติ แตะ +0.46 องศาเซลเซียส ก่อนที่อุณหภูมิจะปรับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่องจนถึง +1.66 องศาเซลเซียสในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
ขณะที่การคาดการณ์ 6 เดือนข้างหน้าจาก National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA) ของสหรัฐอเมริกา ประเมินว่า El Niño ในรอบนี้ อุณหภูมิมหาสมุทรแปซิฟิกจะอุ่นขึ้นสูงสุดที่ +1.84 องศาเซลเซียสจากค่าเฉลี่ยปกติในเดือนธันวาคม 2023 ก่อนจะทยอยปรับตัวลดลงกลับมาที่ระดับปกติในเดือนมิถุนายน 2024
แม้ว่าสถานการณ์ El Niño จะรุนแรงขึ้นต่อเนื่องและทำให้หลายฝ่ายแสดงความกังวลว่าจะกระทบต่อเกษตรกรไทยอย่างรุนแรง แต่ผลผลิตภาคเกษตรกรรมโดยเฉลี่ยยังไม่ได้รับผลกระทบอย่างที่คาดและยังคงเติบโตได้เมื่อเทียบกับปี 2022 แม้ว่าในระยะหลังจะเห็นการชะลอตัวลงตามสถานการณ์แล้งที่รุนแรงมากขึ้นก็ตาม โดยหากเปรียบเทียบกับการเติบโตของผลผลิตภาคเกษตรปรับฤดูกาลของเดือน ม.ค. - เม.ย. 2023 เทียบกับปีก่อนหน้าพบว่ายังเติบโตได้ 4.8% ขณะที่ผลผลิตภาคเกษตรในเดือน พ.ค. - ก.ย. 2023 ยังเติบโตได้ 1.57% เช่นกัน
ขณะที่ถ้าเปรียบเทียบกับสถานการณ์ El Niño ในปี 2014 - 2016 ซึ่งเป็นครั้งที่ร้ายแรงที่สุดตั้งแต่มีการเก็บข้อมูลมาตั้งแต่ปี 1870 จะพบว่าผลผลิตภาคเกษตรระหว่างปี 2014 และ 2015 ติดลบโดยเฉลี่ยทั้งปีถึง -4.90% โดยในช่วงที่ติดลบมากที่สุดหดตัวไปถึง -16.6% (รูปที่ 3)
ทำไมภาคเกษตรกรรมไม่แย่อย่างที่คาด?
ภายใต้ภาวะ El Niño ที่รุนแรงเช่นนี้ แล้วทำไมผลผลิตภาคเกษตรกรรมยังเติบโตได้ดีอยู่? KKP Research ประเมินว่าความรุนแรงและระยะเวลาของปรากฎการณ์ El Niño ไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดเพียงปัจจัยเดียวว่าผลกระทบต่อภาคเกษตรจะเป็นเช่นไร แต่มีปัจจัยหนุนเสริมอื่น ๆ ที่ต้องพิจารณาประกอบ ได้แก่ 1) “ช่วงเวลา” ของการเกิดปรากฎการณ์ El Niño ว่าเริ่มต้นและรุนแรงสูงสุดในช่วงฤดูแล้งหรือฤดูฝน และ 2) “การเตรียมพร้อม” ว่าในปีนั้นมีปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะในภาคกลาง เหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือที่มีการเพาะปลูกพืชผลสำคัญอย่างข้าวที่อาศัยน้ำค่อนข้างมากทั้งจากน้ำฝนปกติและน้ำในเขื่อน
ดังนั้นถ้าหาก El Niño เริ่มต้นและทวีความรุนแรงสูงสุดในช่วงหน้าฝน เช่น เริ่มต้นในช่วงกลางปีไปจนถึงช่วงปลายปีอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ความรุนแรงของ El Niño จะลดน้อยลงไปด้วย เนื่องจากเป็นช่วงที่มีฝนตกตามฤดูกาลมาช่วยพยุงผลผลิตภาคเกษตร แม้ว่าปริมาณน้ำฝนจะน้อยกว่าปกติก็ตาม แต่ถ้า El Niño ไปเริ่มต้นในช่วงหลังฤดูฝนช่วงปลายปีและลากยาวจนเข้าสู่ฤดูแล้งในปีถัดไป ภาคเกษตรจะต้องเผชิญกับปัญหาฝนทิ้งช่วงที่รุนแรงและต้องพึ่งพาน้ำในเขื่อนที่มากขึ้น ซึ่งจะเชื่อมโยงไปสู่ปัจจัยข้อต่อไป
ปัจจัยที่สองที่ทำให้ผลกระทบจาก El Niño รุนแรงหรือไม่ คือ ในปีดังกล่าวมีปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะในกรณีที่ El Niño เริ่มต้นในช่วงหลังฤดูฝนหรือฤดูแล้ง ถ้าระดับน้ำในเขื่อนในช่วงต้นปีนั้นหรือก่อนเริ่มฤดูแล้งมีปริมาณน้อยกว่าค่าเฉลี่ยมาก ประกอบกับฝนทิ้งช่วงยาวนานกว่าปกติจาก El Niño จะทำให้ผลผลิตภาคเกษตรเสียหายได้ค่อนข้างมาก แต่ถ้าน้ำในเขื่อนในช่วงต้นปีที่ปริมาณมากกว่าปกติ เมื่อฝนทิ้งช่วงยาวนานขึ้น ภาคเกษตรยังสามารถหันมาพึ่งพาน้ำในเขื่อนไปพลางระหว่างรอเข้าสู่ฤดูฝนของปีต่อไป
จากข้อมูลผลผลิตภาคเกษตรย้อนหลัง 19 ปี ตั้งแต่ปี 2005-2023 จะพบว่าโลกเผชิญกับปรากฎการณ์ El Niño 5 ครั้ง แต่ไม่ใช่ทุกครั้งที่ส่งผลต่อผลผลิตภาคเกษตรของไทยอย่างรุนแรง (รูปที่ 4) ตัวอย่างเช่น El Niño ในปี 2006-2007 เกิดขึ้นในระยะเวลาสั้น ๆ ในฤดูฝน ซึ่งเป็นปีที่ปริมาณน้ำในเขื่อนอยู่ในระดับสูง สุดท้ายผลผลิตการเกษตรในปีดังกล่าวยังเติบโตได้ 4.5% และ 6.6% ตามลำดับ หรือภาวะ El Niño ในปี 2009-2010 ที่รุนแรงกว่าและมีระยะเวลายาวนานกว่า แต่พอเกิดขึ้นในฤดูฝนเช่นกัน แม้ว่าน้ำในเขื่อนในปี 2010 จะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยถึง 16.4% สุดท้ายผลผลิตชะลอตัวลงเหลือเพียง 0.57% จากปีก่อนหน้าเติบโตได้ 3.4%
ขณะที่ในสถานการณ์ El Niño ในปี 2014-2016 เป็นครั้งที่รุนแรงและยาวนานมากที่สุด ประกอบกับเกิดขึ้นในช่วงฤดูแล้งและมีปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในปี 2015 จะเห็นว่าผลผลิตภาคเกษตรหดตัวถึง -4.9% ในปี 2015 และต่อเนื่องไปยังปี 2016 ที่ยังคงหดตัว -0.7% ถึงแม้ว่าจะโชคดีจากปรากฎการณ์ La Niña ที่กลับมาค่อนข้างเร็วในช่วงปลายปีก็ตาม
สุดท้ายเป็นตัวอย่างในกรณีกลับกัน คือ El Niño ในปี 2018-2020 ที่ความรุนแรงของปรากฎการณ์ไม่ได้รุนแรงและยาวนานมากนัก แต่ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงหน้าแล้งและปริมาณน้ำในเขื่อนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย โดยเฉพาะในปีสุดท้ายของวัฎจักรในรอบนั้น จึงทำให้ผลผลิตภาคเกษตรปรับตัวลดลง -0.4% ในปี 2019 และ -5.9% ในปี 2020
สำหรับปรากฏการณ์ El Niño ล่าสุดในปี 2023 นี้ ถือว่ามีความรุนแรงค่อนข้างมากและทำให้ปริมาณฝนตกลงน้อยกว่าปกติค่อนข้างมากด้วย แต่เนื่องจากปรากฎการณ์เริ่มต้นในช่วงก่อนฤดูฝน ประกอบกับมีปริมาณน้าต้นทุนในเขื่อนในช่วงต้นปีที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึง 34.9% (จากการเกิด La Niña 3 ปีติดต่อกันในช่วงก่อนหน้า) จึงทำให้ผลผลิตภาคเกษตรในปัจจุบันไม่แย่อย่างที่หลายคนคาดการณ์
ขณะที่การคาดการณ์ของ NOAA ล่าสุดพบว่าปรากฎการณ์ El Niño จะขึ้นถึงจุดสูงสุดในช่วงปลายปีนี้และอาจลากยากไปจนถึงฤดูแล้งปีหน้าอีก 5-6 เดือน อาจจะทำให้ผลผลิตภาคเกษตรในปีหน้าต้องเผชิญความท้าทายมาก-ขึ้นกว่าปีนี้ แต่จากปริมาณน้ำในเขื่อนประเทศในปัจจุบันที่จะเป็นน้ำต้นทุนในปีหน้าเริ่มสูงขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2023 และมากกว่าค่าเฉลี่ยปกติไปแล้วเกือบ 7.1% จะมีส่วนช่วยบรรเทาผลกระทบของ El Niño ได้ระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ดี ด้วยความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา การคาดการณ์ปรากฎการณ์ El Niño ในระยะเวลายาวนานกว่า 6 เดือน กลับมีความแม่นยำน้อยลงเรื่อย ๆ สอดคล้องกับที่ผ่านมา NOAA ได้ปรับการคาดการณ์จุดสูงสุดของ El Niño ครั้งนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ รวมทั้งขยับระยะเวลาของปรากฎการณ์ออกไปในทุกเดือนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แม้ว่าในช่วง 2 เดือนล่าสุดจุดสูงสุดจะเริ่มคงที่ในเดือนธันวาคมปี 2023
ดังนั้น หาก El Niño ในรอบนี้อาจลากยาวออกไปมากกว่ากลางปีหน้าหรือเพียงแค่อ่อนกำลังลงจากปัจจุบัน แต่ยังเป็น El Niño ในระดับปานกลาง ทั้ง 2 กรณีจะส่งผลกระทบต่อผลผลิตของภาคเกษตรในปีต่อไปได้ค่อนข้างมากกว่าที่คาด
โอกาสภาคเกษตรไทยในวิกฤตราคาอาหาร
แม้ว่าผลผลิตเกษตรของไทยดูเหมือนจะไม่ได้รับผลกระทบมากอย่างที่คาดการณ์กัน แต่สำหรับประเทศอื่นปรากฎการณ์ El Niño ส่งผลกระทบค่อนข้างรุนแรงต่อความมั่นคงทางด้านอาหารของประเทศเหล่านี้ และเริ่มมีมาตรการต่าง ๆ เพื่อป้องกันการขาดแคลนอาหารในอนาคตบ้างแล้ว
ตัวอย่างเช่น ข้าวที่เป็นสินค้าเกษตรที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย (ซึ่งคิดเป็นกว่า 60% ของจำนวนครัวเรือนเกษตรกรไทยทั้งหมดที่ต้องปลูกข้าวอย่างน้อย 1 รอบในแต่ละปี) แต่ในบรรดาประเทศผู้ส่งออกข้าว 4 อันดับแรกของโลก พบว่า 2 ประเทศ คือ อินเดีย (มีส่วนแบ่งตลาดเกือบ 40% ของตลาดส่งออกโลก) และเวียดนาม (มีส่วนแบ่งตลาดโลกประมาณ 9%) เริ่มมีมาตรการห้ามส่งออกข้าวบางประเภทสู่ตลาดโลกแล้ว เพราะต้องเก็บไว้บริโภคในประเทศ เนื่องจากผลผลิตข้าวในสองประเทศนี้ใช้สำหรับการบริโภคในประเทศเป็นสัดส่วนมากกว่า 70% ของผลผลิตข้าวในแต่ละปี (รูปที่ 5) ผลที่ตามมาของมาตรการห้ามส่งออกข้าวคือทำให้ราคาข้าวในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงไปด้วย ปัจจุบันราคาข้าวปรับเพิ่มขึ้นเกือบ 40% จากราคาเฉลี่ยของปีก่อนหน้า (รูปที่ 6)
ราคาข้าวที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นถือว่าเป็นโอกาสของชาวนาไทย เพราะไทยบริโภคข้าวเพียง 55% ของการผลิตข้าวทั้งหมดประมาณ 20 ล้านตันในแต่ละปี และสามารถส่งออกข้าวที่เหลืออีก 45% หรือประมาณ 6-8 ล้านตัน ดังนั้น จากสถานการณ์ของผลผลิตเกษตรที่แม้จะไม่ได้เติบโตขึ้นอย่างมากแต่ก็ไม่ได้หดตัวอย่างรุนแรง กลับยังได้รับอานิสงส์จากการที่สามารถส่งออกข้าวในราคาที่สูงขึ้น
นอกจากข้าวที่เป็นสินค้าหลักของไทยแล้ว แล้วสินค้าเกษตรกลุ่มธัญพืชและอาหารอื่น ๆ อย่างมันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ก็จะได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าวมากน้อยแตกต่างกันไป แต่คาดว่าจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นจากด้านผลผลิตที่ได้รับผลกระทบน้อยกว่าที่คาดและราคาที่ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาด โดยล่าสุดตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนก.ย. 2023 ผลผลิตในกลุ่มธัญพืชและอาหารปรับตัวลดลงเล็กน้อยที่ -1.5% ขณะที่ราคากลับเพิ่มขึ้นถึง 15.1% ทำให้รายได้เกษตรกรกลุ่มนี้เป็นบวกที่ 12.9%
ไม่ใช่ทุก “สินค้าเกษตร–พื้นที่” จะรอดเหมือนกัน
แม้ว่าในภาพรวมจะดูเหมือนว่าผลผลิตภาคเกษตรจะยืนระยะไปได้ในปีนี้ แต่ไม่ใช่ว่าทุกภูมิภาคหรือทุกสินค้าเกษตรจะได้รับผลกระทบจาก El Niño เท่ากัน โดยเฉพาะในปี 2024 ที่ปรากฎการณ์จะทวีความรุนแรงมากขึ้นในช่วงไตรมาสแรกของปี ก่อนจะทยอยลดลงในช่วงกลางปีก่อนฤดูฝน
ในด้านประเภทสินค้าเกษตรที่จะได้รับผลกระทบจาก El Niño ถ้าพิจารณาฤดูกาลเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วจะพบว่ากลุ่มพืชไม้ยืนต้น เช่น ปาล์มน้ำมันและยางพารา ที่มีผลผลิตออกมาตลอดทั้งปี (รูปที่ 7) และต้องการน้ำในการเพาะปลูกน้อยกว่า จะไม่ค่อยได้รับผลกระทบโดยตรงมากนัก ในทางตรงกันข้าม กลุ่มพืชไร่ที่เพาะปลูกแบบปีต่อปีและต้องการน้ำค่อนข้างมาก โดยเฉพาะข้าวนาปรังและมันสำปะหลัง ที่มีรอบการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า (รูปที่ 8) อาจจะได้รับผลกระทบที่หนักกว่า
หากเปรียบเทียบผลผลิตเกษตรของแต่ละประเภทพืชผล ในช่วงตั้งแต่ต้นปีนี้จนถึงเดือนกันยายน 2023 พบว่าผลผลิตข้าวขยายตัวได้เล็กน้อยที่ 1.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนสินค้ากลุ่มธัญพืชและอาหารอื่น ๆ ทั้งมันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ติดลบเล็กน้อยที่ -1.5% จากปีก่อน ส่วนผลผลิตยางพารายังหดตัว -2.1% จากปีก่อน ส่วนหนึ่งจากฐานที่สูงในปีที่ผ่านมา และผลผลิตปาล์มน้ำมันขยายตัวได้ 6.1% จากปีก่อน
ขณะที่ในแง่พื้นที่ ผลกระทบจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสองปัจจัยระหว่าง 1) “พื้นที่ในเขตชลประทาน” ที่สามารถพึ่งพาปริมาณน้ำในเขื่อน และ 2) “พื้นที่นอกเขตชลประทาน” ที่ต้องอาศัยน้ำฝนเป็นหลักในการเพาะปลูก โดยทั่วไปแล้วเกษตรกรมักจะใช้พื้นที่เพาะปลูกซ้ำกับสินค้าเกษตรที่หลากหลายในแต่ละปี รายงานนี้จะใช้ “พื้นที่ปลูกข้าว” เป็นตัวแทนของพื้นที่ชลประทานในแต่ละพื้นที่ เพื่อลดความซับซ้อนของการวิเคราะห์ เนื่องจากเป็นพืชที่ใช้พื้นที่มากที่สุดและสามารถสะท้อนพื้นที่ที่สามารถเข้าถึงเขตชลประทานได้ครอบคลุมที่สุด
ในภาพรวม พื้นที่ชลประทานของทั้งประเทศอาจจะดูค่อนข้างต่ำที่ 24% ของพื้นที่เพาะปลูกข้าวทั้งหมดประมาณ 62 ล้านไร่ แต่หากแยกวิเคราะห์ในแต่ละภูมิภาคและจังหวัดจะพบว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภูมิภาคเดียวที่มีพื้นที่ชลประทานค่อนข้างต่ำเพียง 10% ของพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมด ส่วนภูมิภาคอื่น ๆ มีพื้นที่ชลประทานเฉลี่ย 45% ของพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมด (รูปที่ 9 และ 10) ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสามารถกระจายน้ำจากเขื่อนไปยังพื้นที่เพาะปลูกได้ทั่วถีงพอสมควร
ขณะที่ปริมาณน้ำใช้การได้ในเขื่อนในภูมิภาคเหล่านี้ (รูปที่ 11) โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคกลางที่เป็นพื้นที่เพาะปลูกสำคัญในปัจจุบันอยู่ในระดับที่สูงขึ้นใกล้เคียงค่าเฉลี่ยมากขึ้นจากฤดูฝนที่ผ่านมา จึงสามรถช่วยบรรเทาผลกระทบจาก El Niño ในระยะต่อไปได้ ขณะที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แม้ว่าจะมีพื้นที่ชลประทานเป็นสัดส่วนน้อย แต่ด้วยปริมาณน้ำใช้การได้ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยค่อนข้างมากจะช่วยให้พื้นที่ 1 ใน 10 ที่อยู่ในเขตชลประทานมีผลผลิตที่ดีในปีนี้ต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า
หรับพื้นที่นอกเขตชลประทานอีกประมาณครึ่งหนึ่งที่ต้องพึ่งพาน้ำฝน พบว่าภาคกลางจะเป็นพื้นที่เสี่ยงที่จะประสบปัญหามากที่สุดจากปริมาณน้ำฝนที่น้อยกว่าปีปกติถึง -27.4% ขณะที่ภาคเหนือจะเป็นพื้นที่เสี่ยงรองลงมาจากปริมาณน้ำฝนที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ -8.9%
ในทางตรงกันข้าม สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือในปีนี้กลับมีปริมาณน้ำฝนสูงกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อยประมาณ 2.3% ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้ผลผลิตของภาคตะวันออกเฉียงเหนือเติบโตได้ดีในปีนี้ อย่างไรก็ดี ต้องติดตามต่อไปในปีหน้าว่าปริมาณน้ำฝนจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดจะมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเป็นภาคที่มีพื้นที่นอกชลประทานถึง 90% ของพื้นที่ทั้งหมด
เตรียมรับมือความเสี่ยงปีหน้าอาจแย่ลง
แม้ว่าผลกระทบจาก El Niño ในปี 2023 อาจไม่รุนแรงเหมือนที่หลายฝ่ายคาดการณ์ แต่สำหรับปี 2024 KKP Research คาดว่าผลกระทบต่อภาคเกษตรอาจแย่ลงกว่าปีนี้ได้จาก El Niño ที่จะยังคงมีอิทธิพลต่อเนื่องไปจนถึงกลางปีหน้า ซึ่งจะเป็นช่วงฤดูแล้งของไทยทำให้เสี่ยงต่อการเกิดฝนทิ้งช่วงเป็นระยะเวลานาน อีกปัจจัยหนึ่งที่ยังคงต้องติดตามคือปริมาณน้ำในเขื่อน ซึ่งในปัจจุบันยังเป็นปัจจัยบวกต่อภาคเกษตรไทยด้วยปริมาณน้ำที่อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงในช่วงท้ายปี โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
สำหรับประเภทสินค้าเกษตรที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากภัยแล้งในปีหน้าจะเริ่มต้นจากมันสำปะหลังที่จะเริ่มเก็บเกี่ยวในช่วงปลายปีจนถึงไตรมาสแรกของปีหน้า ตามมาด้วยข้าวนาปรังที่จะเริ่มปลูกในปลายปีนี้และไปเริ่มเก็บเกี่ยวช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า
สำหรับความเสี่ยงที่ El Niño จะมีอิทธิพลยาวนานกว่ากลางปีหน้า KKP Research ประเมินว่ามีความเป็นไปได้น้อย โดยเฉพาะในความรุนแรงระดับสูงมากกว่า +1.5 องศาเซลเซียส เนื่องจากตามปกติแล้วปรากฎการณ์ El Niño เป็นปรากฎการณ์ที่สวนทางจากธรรมชาติของภูมิอากาศโลกตามปกติ กล่าวคือเป็นปรากฎการณ์ที่ทำให้ลมค้า (Trade/Easterlies wind) ที่จะต้องพัดจากตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกไปยังตะวันตกอ่อนกำลังมากกว่าปกติ ขณะที่ La Niña จะเป็นปรากฎการณ์ที่ไปเสริมแรงลมค้าดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นได้ง่ายและยาวนานได้มากกว่า
ทั้งนี้ จากข้อมูลรายเดือนของปรากฎการณ์ดังกล่าวในอดีตตั้งแต่ปี 1870 (หรือ 1,860 เดือน) ช่วยยืนยันประเด็นดังกล่าว คือ สัดส่วนของเดือนที่เกิด El Niño คิดเป็นเพียง 21.6% ของระยะเวลาทั้งหมด ขณะที่ La Niña เกิดขึ้นมากกว่าโดยมีสัดส่วนอยู่ที่ 33.8% และเป็นภาวะปกติ (Neutral) 44.5% (รูปที่ 13 และ 14) แต่ถ้าหาก El Niño ลากยาวไปจนถึงปลายปีหน้าตามที่คาด ความรุนแรงคาดว่าจะลดลงไปค่อนข้างมากและมีผลกระทบต่อผลผลิตภาคเกษตรในระดับที่ลดลง
ปรากฎการณ์ El Niño และ La Nña ในระยะหลัง แสดงให้เห็นว่าภาวะโลกร้อนกำลังสร้างความผันผวนต่อภาคเกษตรและเศรษฐกิจทั่วโลกมากกว่าที่เคยเป็นมา ตัวอย่างเช่น El Niño ทุกครั้งในช่วง 100 ปีทีผ่านมา นำไปสู่อุณหภูมิโลกที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ทุกครั้งและนำไปสู่ปัญหาขาดแคลนอาหารที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก หรือ La Nina ที่ทำให้เกิดอุทกภัยที่ทั้งรุนแรงขึ้นและเกิดขึ้นในหลายประเทศพร้อม ๆ กัน เป็นความเสี่ยงที่แต่ละประเทศควรต้องเตรียมพร้อมรับมือล่วงหน้า
สำหรับประเทศไทยอาจเป็นประเทศที่มีความโชคดีที่ประเด็นความมั่นคงทางด้านอาหารยังไม่ใช่ปัญหาใหญ่เหมือนกับในหลายประเทศ โดยเฉพาะอาหารหลักอย่างข้าวที่ไทยมีอุปทานส่วนเกินมากกว่าอุปสงค์ภายในประเทศค่อนข้างมาก ทำให้ไทยสามารถส่งออกไปในตลาดโลกได้ในปริมาณมากได้
แต่ในอนาคตความถี่ของการเกิดภัยธรรมชาติและและผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเกษตรกรไทยอาจทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไทยอาจไม่รอดพ้นผลกระทบจากภัยธรรมชาติไปได้ทุกครั้ง หากไม่มีการเตรียมพร้อมที่เพียงพอ ปัจจุบันประเทศไทยถูกจัดอันดับโดย The Germanwatch Global Climate Risk Index 2021 ในอันดับที่ 9 ของโลกจากทั้งหมด 180 ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและสภาวะอากาศสุดโต่ง (Extrame Weather) มากที่สุดในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งการจัดอันดับนี้ยังไม่รวมผลกระทบจากปรากฎการณ์ที่กำลังเป็นไปอย่างช้า ๆ เช่น ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นจากภาวะโลกร้อน หรืออุณหภูมิน้ำทะเลที่เปลี่ยนไป หรือผลกระทบทางอ้อมอื่น ๆ เช่น ผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ระยะยาวหลังจากภัยธรรมชาติเหล่านี้ผ่านไปแล้วด้วย
ปริมาณน้ำในเขื่อนที่สูงและระบบชลประทานที่มีอยู่ในปีที่ผ่านมาช่วยพิสูจน์คุณค่าของการลงทุนในภาคเกษตรของไทยอย่างชัดเจน หากขาดน้ำในเขื่อนมาช่วยพยุงการผลิตสินค้าเกษตรในปีที่ผ่านมา ภาคเกษตรอาจจะต้องเผชิญกับปัญหาที่รุนแรงกว่านี้อีกมาก ทั้งเกษตรกรที่จะขาดรายได้จากผลผลิตที่ลดลง ประชาชนทั่วไปอาจต้องเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อของอาหารที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในสถานการณ์ที่ภัยธรรมชาติต่าง ๆ มีความรุนแรงมากขึ้นสะท้อนว่าระบบชลประทานในปัจจุบันอาจไม่เพียงพอและต้องการการลงทุนที่มากขึ้น ทั้งในแง่การเพิ่มผลิตภาพของเกษตรกรไทยและในแง่การลดความเสี่ยงที่จะมีมากขึ้นในอนาคต KKP Research มองว่าภาครัฐควรเพิ่มเม็ดเงินลงทุนในระบบชลประทานมากขึ้น เพื่อรองรับความเสี่ยงเหล่านี้ในระยะยาวของประเทศไทย โดยควรจะเริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีพื้นที่ในระบบชลประทานเพียง 10% (แต่กลับมีผลผลิตข้าวสูงถึงเกือบ 45% ของผลผลิตข้าวในแต่ละปี) รองลงมาคือภาคเหนือ และภาคกลาง ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ที่ภัยธรรมชาติต่าง ๆ มีความรุนแรงมากขึ้นสะท้อนว่าระบบชลประทานในปัจจุบันอาจไม่เพียงพอและต้องการการลงทุนที่มากขึ้น ทั้งในแง่การเพิ่มผลิตภาพของเกษตรกรไทยและในแง่การลดความเสี่ยงที่จะมีมากขึ้นในอนาคต
KKP Research มองว่าภาครัฐควรเพิ่มเม็ดเงินลงทุนในระบบชลประทานมากขึ้น เพื่อรองรับความเสี่ยงเหล่านี้ในระยะยาวของประเทศไทย โดยควรจะเริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีพื้นที่ในระบบชลประทานเพียง 10% แต่กลับมีผลผลิตข้าวสูงถึงเกือบ 45% ของผลผลิตข้าวในแต่ละปี ซึ่งมีความท้าทายหลายประการ จากงานศึกษาของสำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ธนาคารแห่งประเทศไทย ชี้ให้เห็นว่าลักษณะทางภูมิศาสตร์ทำให้การบริหารจัดการทั้งน้ำฝน น้ำผิวดิน และน้ำใต้ดินในภาคอีสานมีข้อจำกัดสูงกว่าภาคอื่น ทั้งความสามารถในการกักเก็บน้ำ และการกระจายน้ำ ภาคอีสานกักเก็บน้ำได้น้อย เนื่องจากเนื้อดินเป็นทรายไม่อุ้มน้ำและเป็นดินเค็ม พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูงสลับกับพื้นที่ราบแบบลูกคลื่น ไม่มีภูเขาล้อมรอบจึงไม่เหมาะกับการสร้างเขื่อนเก็บน้ำขนาดใหญ่
ดังนั้นการพัฒนาระบบชลประทานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือควรเป็นการลงทุนกับโครงการน้ำขนาดเล็กถึงกลางแทน เช่น ขุดสระเก็บน้ำ การทำธนาคารน้ำใต้ดิน การขุดลอกคลองส่งน้ำ หรือพัฒนาระบบส่งน้ำที่มีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีใหม่ ฯลฯ ซึ่งอาจจะเป็นข้อดีมากกว่าการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ เพราะใช้งบประมาณน้อยกว่าในแต่ละโครงการและสามารถกระจายการเข้าถึงน้ำสำหรับเพาะปลูกได้ง่ายและทั่วถึงมากกว่า
