Money

ไขข้อสงสัย ระยะเวลาของการถือกองทุน ควรถือไว้นานแค่ไหนและควรขายเมื่อใหร่?

Post by | Admin

เคยสงสัยกันไหมครับว่า ระยะเวลาของการถือกองทุนกองหนึ่ง ควรจะถือไว้นานเท่าไร และเมื่อใดที่เราควรจะขายกองทุนตัวที่ถือ

วันนี้! KKP Advice Center มีคำแนะนำจากคุณยุทธพล ลาภละมูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ภัทร จำกัด มาแชร์ให้นักลงทุนทั้งมือใหม่และมีประสบการณ์ได้ทราบกันครับ

KKP Advice Center: มีข้อแนะนำในการลงทุนในกองทุนอย่างไรครับ?

ยุทธพล: ผมเปรียบกองทุนเป็นเสมือนเครื่องมือ เป็นยานพาหนะส่วนตัว ที่ก่อนจะเริ่มลงทุนคุณจะต้องหา Roadmap ของคุณให้เจอเสียก่อน ซึ่งทำได้โดยการตอบคำถามให้ได้ก่อนว่า เงินที่ลงทุนจะเอาไว้เพื่อใช้ทำอะไร เช่น ถ้าคุณจะส่งต่อให้ลูกหลานในอนาคต โดยจะไม่แตะต้องเงินก้อนนี้ในระยะยาว พอเรารู้เป้าหมายแบบนี้แล้ว ก็จะสามารถโยงมาตอบคำถามข้ออื่น ๆ ได้ เช่น ผลตอบแทนที่คาดหวัง (Return Expectation) และระดับความสามารถในการรับความเสี่ยง ซึ่งในกรณีที่เป้าหมายของคุณ คือจะส่งต่อให้ลูกหลานในอนาคต คุณอาจเลือกถือสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง(Risky Asset) จำนวนมากหรือเกือบทั้งหมดได้ซึ่งแม้ว่าจะมีความเสี่ยงสูง แต่ถ้าคุณตั้งใจไว้ว่าเงินก้อนนี้จะใช้ส่งต่อให้ลูกหลาน โดยถือเป็นเงินเย็น ก็ไม่ต้องเป็นกังวลมากนัก เพราะกว่าคุณจะได้ใช้เงินก้อนนี้ก็อีก 30-40 ปี ข้างหน้า แต่ถ้าเป็นกรณีที่เป้าหมายการลงทุนคือต้องการเก็บเงินไว้ใช้ในยามเกษียณ เมื่อคุณอายุมากขึ้น คุณก็ควรที่จะลดสัดส่วนการลงทุนในตราสารที่มีความเสี่ยงสูงลง

พอคุณได้ Roadmap ออกมาแล้ว คุณก็จะสามารถกำหนดสัดส่วนการลงทุนในทรัพย์สินแต่ละประเภทได้อย่างเหมาะสมเปรียบเทียบให้เห็นภาพเหมือน Pie Chart หรือ Asset Allocation Chart ที่แบ่งการทุนเป็นสัดส่วน ซึ่งนี่คือกระบวนการคิดสำหรับการวางแผนการลงทุน

 

KKP Advice Center: แล้วช่วงเวลาในการถือกองทุนกองหนึ่ง ควรถือไว้นานเท่าไร และช่วงเวลาใด ที่ควรจะทำการซื้อ – ขาย กองทุน?

ยุทธพล: ผมตอบได้ว่าการถือกองทุนสามารถถือไว้ได้นานตราบเท่าที่แนวทางนั้นตอบโจทย์เราอยู่ สมมติว่าถ้ากองทุนที่เราลงทุนไปนั้นทำผลงานได้ค่อนข้างสม่ำเสมอในระยะยาว ตัวอย่างเช่น ตาม Pie Chart ของผม ผมกำหนดอัตราส่วนของตราสารที่มีความเสี่ยงสูงไว้เท่านี้ จึงเลือกลงทุนในกองทุนที่ลงทุนในตราสารที่มีความเสี่ยงสูงตามสัดส่วนที่กำหนด ผมก็อาจจะถือกองทุนนั้นไปก่อนแล้วคอยติดตามผลงานไปด้วย ถ้ากองทุนนั้นยังทำผลงานได้ดีมากกว่าเสีย หรือดูแล้วผลตอบแทนสม่ำเสมอก็ควรที่จะถือต่อไปเรื่อย ๆ ไม่มีเหตุผลที่จะต้องทำอะไรกับกองทุนนั้น หรืออาจจะลงทุนเพิ่มเติมตามความเหมาะสมเพื่อเฉลี่ยต้นทุน (Cost Averaging) ก็สามารถทำได้

แต่กรณีที่สัดส่วนการลงทุนมีการเปลี่ยนแปลง ยกตัวอย่างเช่น Roadmap ที่ผมวางไว้คือ ลงทุนในกองทุนหุ้น 50% และกองทุนตราสารหนี้ 50% แล้วต่อมาถ้าเกิดตลาดหุ้นขึ้นจนทำให้สัดส่วนในกองทุนหุ้นเพิ่มขึ้นจาก 50% เป็น 60% แบบนี้แสดงว่าเกินสัดส่วนการลงทุนตาม Roadmap แล้ว ดังนั้นเพื่อปรับสัดส่วนการลงทุนให้เป็นไปตาม Roadmap ที่วางไว้ ผมจะต้องขายกองทุนหุ้นออกไป 10% แล้วนำกำไรที่ได้ไปซื้อกองทุนตราสารหนี้ เพื่อเฉลี่ยให้กลับไปเป็นตาม Roadmap เดิมที่กำหนดไว้ หรือในทางกลับกัน ถ้าเกิดกรณีที่สัดส่วนกองทุนหุ้นลดลงจาก 50% เป็น 45% ผมก็จะต้องขายกองทุนตราสารหนี้มาซื้อกองหุ้นเพิ่ม

จริง ๆ แล้ว ในเรื่องของการบริหารการเงิน ถ้าเราสามารถจัดการ Roadmap หรือ Asset Allocation Chart ได้แล้ว ที่เหลือก็คือวินัย ที่ต้องหมั่นคอยดูแล ยกตัวอย่างเช่น ผมเริ่มออมเงินตอนอายุ 40-50 ปี เพื่อไว้ใช้ในยามเกษียณ ก็อาจจะลงทุนแบบไม่ Aggressive มาก เพราะใกล้ถึงวัยที่จะเกษียณแล้ว จึงไม่ควรที่จะไปเสี่ยงในหุ้นมากนัก แต่ถ้าเริ่มลงทุนตั้งแต่อายุยังน้อย เช่น มีเวลาอีก 30 ปีข้างหน้ากว่าจะเกษียณอาจจะลงทุนในหุ้นในสัดส่วนที่สูง ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องคอยทบทวนความเหมาะสมของ Roadmap เป็นระยะ

 

KKP Advice Center: เคยได้ยินว่า ควรลงทุนในกองทุนเป็นระยะเวลา 8-15 ปี คำกล่าวนี้ถูกต้องหรือไม่?      

ยุทธพล: สำหรับผม ผมมองการลงทุนในกองทุนในภาพยาวให้ความสำคัญกับการลงทุนตาม Roadmap ที่วางไว้ มองเป็นเครื่องมือ เพื่อที่จะได้โฟกัสไปที่ความสามารถในการบริหารกองทุน เนื่องจากบางช่วงบางเวลา ถ้าเราไม่ยึดถือตาม Roadmap ที่วางไว้ แล้วเราไปตื่นเต้นกับสภาพตลาด ทั้ง ๆ ที่กองทุนที่เราซื้อไปมีการบริหารจัดการที่ดี มีทีมที่ดี เราถือของที่ดีอยู่แล้ว แต่พอผลตอบแทนในระยะสั้นเกิดความวูบวาบ ประกอบกับเราก็ไม่มีวินัย ทำให้เรารีบขายกองทุนนั้นทิ้งไป ทั้งที่จริง ๆ แล้วเราไม่ควรจะกลัวความเสี่ยงนั้น เพราะเงินก้อนนี้เราวางแผนไว้แล้วว่าเป็นเงินค่อนข้างเย็น การที่เราขายกองทุนนั้นทิ้งไปในตอนที่หุ้นตกก็เหมือนเรารับรู้ผลขาดทุนในทันที Roadmap ของเราก็จะเสีย แล้วสุดท้ายมานั่งงงว่าที่จริงตอนนั้นเราควรจะซื้อเพิ่มรึเปล่า

หลักการแนวคิดนี้ ไม่ได้ต่างอะไรกับผู้จัดการกองทุนมันก็แค่สะท้อนเป็นลำดับไป คุณในฐานะคนที่เป็นเจ้าของเงิน คุณก็ดูแบบภาพใหญ่เหมือนเป็นต้นน้ำ ส่วนคนที่บริหารกองทุนอยู่ถัดมาเหมือนปลายน้ำ เช่น วันนี้หุ้นลงเป็นโอกาสในการซื้อหุ้นดีราคาถูก ถ้าพวกเราคิดเหมือนกันโดยเจ้าของเงินเอาเงินมาลงทุนเพิ่มเติม ผมก็ยินดี เพราะสามารถเอาเงินมาซื้อของถูกได้ แต่ถ้าหุ้นลงเจ้าของเงินกลับมาขายกองทุน ผู้จัดการกองทุนก็จะต้องไปขายหุ้น ทำให้พลาดโอกาสที่จะซื้อหุ้นในราคาถูก ดังนั้น จะเห็นได้ว่ามันมีผลต่อกันทั้งสิ้น

 

บทความนี้เป็นส่วนต่อจากเนื้อหาในคอลัมน์ “LTF กับการลดหย่อนภาษี ยังน่าลงทุนอยู่ไหม?” อ่านบทความทั้งหมด คลิกเลย

 

ทั้งหมดนี้คือข้อแนะนำดี ๆ จาก คุณยุทธพล ลาภละมูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ภัทร จำกัด หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อทุก ๆ ท่านนะครับ หากใครสนใจอยากที่จะลงทุนในกองทุน หรือต้องการข้อคำปรึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องการลงทุน สามารถติดต่อได้ที่ KKP Contact Center 02 165 5555

 

คำเตือน

  • การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้าเงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

แนวโน้มของราคาทอง

มั่นว่า ข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตระหว่าง OPEC และ non-OPEC จะทำได้จริงและตรึงกำลังการผลิตได้จริง ถึงแม้จะมีการขยายระยะเวลาตรึงกำลังการผลิตออกไปถึงปีหน้าก็ตาม

 

ไปดูเหตุผลที่ตลาดไม่เชื่อ หนึ่งในนั้นก็เพราะ กำลังการผลิตนอกกลุ่ม OPEC ก็ยังเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในสหรัฐ จากตัวเลขแท่นขุดเจาะรายสัปดาห์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แทบทุกสัปดาห์ตั้งแต่ย่างเข้าไป 2017 เป็นต้นมา รวมถึงการเดินกำลังการผลิต Shale Oil และ Shale Gas ที่สะท้อนว่า ต้นทุนการผลิตของเทคโนโลยีนี้ เข้ามาใกล้จุดที่สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตน้ำดิบได้แล้วถ้ามองภาพใหญ่กว่านั้น ราคาน้ำมันก็โดนกดดันอยู่มาอย่างต่อเนื่องจากการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด หรือ Clean Energy โดยเทคโนโลยีที่จะมาเป็นคู่แข่งพลังงานน้ำมันจริงๆ ก็คือ Power Storage หรือ ตัวเก็บประจุไฟฟ้า นั้นเอง เพราะตัวเก็บประจุไฟฟ้า หรือ Power Storage จะทำให้การใช้พลังงานสะอาดมีเสถียรภาพมากขึ้น ยกตัวอย่าง ถ้าใช้พลังงานแสงอาทิตย์ แต่ไม่มีตัวเก็บประจุ ก็แปลว่า เราจะใช้ไฟฟ้าได้แค่ตอนช่วงกลางวันเท่านั้น ดังนั้น เทคโนโลยี Power Storage จึงถือว่ามีความสำคัญ และเป็นจุดเปลี่ยนอีกหนึ่งอย่างที่จะทำให้ต้นทุนการผลิตพลังงานสะอาดต่ำลงไปอีก และเข้าถึงคนจำนวนมากกว่าปัจจุบัน

สรุปทิศทางราคาน้ำมัน

ราคาน้ำมันถูกเทขายลงมาที่ ราวๆ 42-43 ดอลลาร์ กลางเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งประเด็นหลักๆ มาจากตลาดเริ่มไม่เชื่อมั่นว่า ข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตระหว่าง OPEC และ non-OPEC จะทำได้จริงและตรึงกำลังการผลิตได้จริง ถึงแม้จะมีการขยายระยะเวลาตรึงกำลังการผลิตออกไปถึงปีหน้าก็ตาม