Money

LTF กับการลดหย่อนภาษี

ยังน่าลงทุนอยู่ไหม?

Post by | Admin

LTF_560x395

ยุทธพล ลาภละมูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ภัทร จำกัด ผู้จัดการกองทุนที่ประสบความสำเร็จท่านหนึ่งในวงการการลงทุนมากว่า 20 ปี ด้วยแนวคิดและปรัชญาการทำงานที่อ่อนน้อมถ่อมตน ตรงไปตรงมา จะมาแชร์เทรนด์ตลาดโลก สถานการณ์ LTF แง่คิดปรัชญาการทำงาน ให้นักลงทุนทุกท่านได้ศึกษากัน ที่นี่ KKP Advice Center

 

HIGHLIGHTS

  • เทรนด์ แนวโน้มตลาดโลก ที่นักลงทุนต้องรู้

    ทุกวันนี้โลกมีการเชื่อมโยงของตลาดการค้าแบบ Globalization การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในที่ใดที่หนึ่งของโลกจะส่งผลกระทบไปยังอีกที่หนึ่งได้ในทันที  การให้คำแนะนำด้านการลงทุนอาจจะล้าสมัยได้เร็วมาก ในแง่ของการลงทุนนั้น สิ่งที่ดีที่สุดก็คือ “อย่าใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว” เพราะโอกาสที่คุณจะสร้างผลตอบแทนได้มากจากการลงทุนในประเภททรัพย์สินใดประเภทหนึ่ง จะน้อยลงเรื่อย ๆ

  • โค้งสุดท้าย LTF กับการลดหย่อนภาษี ยังน่าลงทุนอยู่ไหม

    ผมว่าถ้ายังคงให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีต่อไป เราก็ยังหยิบฉวยประโยชน์จากมันได้ ส่วนที่กังวลว่าผู้จัดการกองทุนจะยังให้ความสำคัญกับกองทุนอยู่หรือไม่ โดยหน้าที่ผู้จัดการกองทุนก็ต้องดูแลกองทุนต่อไปอย่างเต็มความสามารถ 1. ด้วยจรรยาบรรณวิชาชีพตัวเอง 2. ในเชิงธุรกิจการค้า ไม่มีเหตุผลใดเลยถ้าเราจะไม่ใส่ใจ สิ่งที่เราทำวันนี้จะมีผลกระทบในวันข้างหน้า

  • หลักปรัชญาการทำงานของผู้จัดการกองทุนที่ดี

    การทำงานในด้านการจัดการเงิน ทรัพย์สิน ของผู้อื่น สิ่งที่ต้องมีมาก ๆ ก็คือคุณธรรม พยายามใฝ่ไปในทางที่ดี และการพยายามหาความรู้ การพยายามไม่เป็นน้ำเต็มแก้ว การหมั่นเสาะแสวงหา การตั้งคำถาม การอ่อนน้อมถ่อมตน ถือเป็นหน้าที่ของเรา

 

เทรนด์ แนวโน้มตลาดโลกรวมถึงไทยในปัจจุบัน ต้องรับมืออย่างไร?

 

ทุกวันนี้โลกมีการเชื่อมโยงของตลาดการค้าแบบ Globalization การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในที่ใดที่หนึ่งของโลกจะส่งผลกระทบไปยังอีกที่หนึ่งได้ในทันที หรือที่คนชอบพูดว่า “เด็ดดอกไม้ สะเทือนถึงดวงดาว” คำนิยามนี้เหมาะกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่ในบางครั้งจะเห็นได้ว่า การให้คำแนะนำด้านการลงทุนอาจจะล้าสมัยได้เร็วมาก พูดวันนี้ พรุ่งนี้อาจจะใช้ไม่ได้แล้วก็ได้เพราะโลกมันเปลี่ยน

 

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าเราน่าจะยึดมั่นหรือพยายามเตือนกันเองในฐานะนักลงทุนก็คือ เมื่อสถานการณ์โลกเป็นเช่นนั้นแล้ว คือ Infrastructure เปลี่ยนและ Platform ของโลกมีการเชื่อมโยงกันสูงแบบนี้ สิ่งที่จะตามมาก็คือ ความผันผวน คุณต้องไม่ดูแค่ปัจจัยที่ใกล้ตัว เพราะยังมีปัจจัยไกลตัวที่จะส่งผลกระทบกับคุณได้ เราต้องตระหนักในส่วนนี้ด้วย เราต้องมีสิ่งประจำใจเราไว้ว่า ถ้าความผันผวนมันเยอะ เราก็ต้องรู้จักการบริหารความผันผวนนั้น ซึ่งวิธีหนึ่งที่จะทำได้ก็คือ พยายามกระจายการลงทุนไปในหลายๆ ทรัพย์สิน นี่คือสิ่งที่ผมเชื่อ

 

ในแง่ของการลงทุนนั้น สิ่งที่ดีที่สุดก็คือ “อย่าใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว” คุณต้องกระจายมัน เพราะโอกาสที่คุณจะสร้างผลตอบแทนได้มากจากการลงทุนในทรัพย์สินประเภทใดประเภทหนึ่งจะน้อยลงเรื่อย ๆ เพราะตลาดมีประสิทธิภาพสูงขึ้น โอกาสทำกำไรได้อย่างมากแทบจะไม่ได้มีให้เห็นบ่อย ๆ Growth ไม่ใช่จะหากันมาง่าย ๆ แล้ว ดังนั้น คุณต้องลงทุนอย่างRealistic คือมองจากความเป็นจริง ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้เราเรียกกันด้วยภาษาที่ใช้กันบ่อย ๆ ว่าเป็น New normal คือ เป็นสถานการณ์ที่ผลตอบแทนหายาก ในขณะที่ความผันผวนก็ยังมีอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น จึงต้องบริหารจัดการการลงทุนให้ดี

 

สำหรับคำแนะนำการลงทุนในสถานการณ์ปัจจุบันซึ่งมีความผันผวนมาก และสถานการณ์ก็เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ยกตัวอย่างเช่น ช่วงประมาณสิ้นไตรมาสที่ 2 ของปีนี้  ผมจะบอกว่าตลาดหุ้นมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากแบงก์ชาติทั้งหลายในโลกอยู่ในโหมดที่พร้อมให้ความช่วยเหลือ การเจรจาของจีนและอเมริกามีความคืบหน้าดีขึ้น นั่นคือสิ้นเดือนมิถุนายน แต่พอมาถึงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม สถานการณ์พลิกไปอีกด้าน แทบจะเป็นไปไม่ได้ว่าเราจะสามารถประเมินได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอาทิตย์หน้าหรือวันพรุ่งนี้ เพราะฉะนั้นเราต้องเตรียมใจพร้อมรับความผันผวน

 

เปิดตัว-KKP-ADVICE-CENTER_560x390

 

สถานการณ์ลักษณะนี้จึงควรต้องกระจายความเสี่ยงในการลงทุน ซึ่งกองทุนที่เราแนะนำได้แก่ Phatra SG-AA ซึ่งเป็นกองทุน Flagship ที่กระจายการลงทุนไปในทรัพย์สินหลากหลายประเภท ทั้งในประเทศและต่างประเทศ  เพื่อช่วยลดความผันผวนและเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทน สำหรับบุคคลทั่วไปที่สนใจการลงทุน กองทุนที่มีนโยบายการลงทุนแบบ Phatra SG-AA นี้สามารถนำมาใช้เป็นการลงทุนหลัก หรือที่เรียกว่า Core Portfolio ซึ่งหากเปรียบเปรยกับการรับประทานอาหาร  Core Portfolio นี้ก็เปรียบเสมือนเป็นข้าวซึ่งเป็นอาหารจานหลัก ส่วนกับข้าวที่จะเลือกมาทานนั้น คุณก็สามารถเลือกเติมได้ตามสถานการณ์ เช่น ถ้าคุณดูแล้วว่าในช่วง 3 - 6 เดือนนี้ เสถียรภาพรัฐบาลดี การเจรจาการค้าราบรื่นดี คุณพร้อมรับความเสี่ยง คุณก็อาจจะเลือกลงทุนในกองทุนหุ้นเพิ่มเติม หรือเปรียบเสมือนกับการที่คุณสั่งกระเพรามาทานคู่กับข้าวเพื่อให้อาหารมีรสชาติจัดจ้านขึ้น แต่ถ้าคุณดูแล้วสถานการณ์ตลาดเป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามกับข้างต้น คุณก็อาจจะเติมกองทุนตราสารหนี้ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund) เข้ามา เปรียบเสมือนกับเวลาที่คุณรู้สึกอยากทานอาหารที่สบายท้อง ก็อาจจะสั่งผัดผักจืด ๆ มาทานเป็นกับข้าวแทน ดังนั้น การที่มี Core Portfolio อย่างเช่นกองทุน Phatra SG-AA และเลือกเติมกองทุนอื่นเข้ามาเพิ่มเติมตามสถานการณ์ จะช่วยให้ชีวิตจัดการได้ง่ายขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

ถ้าคุณเพิ่งเริ่มต้นลงทุนและไม่รู้ว่าควรจะลงทุนในกองทุนอะไร คุณอาจเริ่มต้นด้วยกองทุน Asset Allocation เพื่อให้คุ้นเคยกับการลงทุนในทรัพย์สินหลากหลายประเภท เพราะในกองทุน Phatra SG-AA ประกอบด้วยหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ ตราสารหนี้ทั้งไทยและต่างประเทศ ตราสารทางเลือกอย่างสินค้าโภคภัณฑ์ Property Fund และทองคำ เป็นกองทุนที่ค่อนข้างครบ ซึ่งเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ยังไม่มีแนวทางการลงทุนที่ชัดเจนหรือไม่อยากรับความเสี่ยงมากนัก แต่ถ้าถามว่ามันมีความเสี่ยงไหม มันก็มีนะ มากน้อยต่างกันตามน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์แต่ละประเภทซึ่ง Phatra SG-AA ก็มีให้เลือก 3 เมนูย่อย คุณจะเอา Phatra SG-AA, Phatra SG-AA Light ที่ลดสัดส่วนหุ้นลง และเพิ่มสัดส่วนตราสารหนี้แทน หรือ Phatra SG-AA Extra ซึ่งเพิ่มสัดส่วนของหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น อันนี้ก็แล้วแต่สถานการณ์และความสามารถในการรับความเสี่ยง (Risk Appetite) ของนักลงทุนแต่ละคน

 

ผมคิดว่าทั้งหมดภาพรวมของปีนี้ถึงปีหน้า เราน่าจะยังอยู่ในสถานการณ์ที่มีปัจจัยมากระทบจากภายนอก บวกกับความไม่แน่นอนของปัจจัยพื้นฐานภายในของประเทศ เราคงหนีไม่พ้นตลาดหุ้นครึ่งปีหลังอยู่ที่ 1,700 ซึ่งตอนนี้อยู่ที่ 1,600 การแกว่งตัวค่อนข้างเยอะพอสมควร

 

 

เมื่อตลาดเปลี่ยน แนวโน้มพฤติกรรมรวมถึงการปรับตัวในการลงทุนของนักลงทุนจะเป็นอย่างไร?

 

พฤติกรรมของนักลงทุนจะค่อย ๆ เปลี่ยน นักลงทุนแต่เดิมโดยธรรมชาติแล้วจะอยากได้กำไรเยอะ ๆ โดยมีความเสี่ยงน้อย ๆ ซึ่งแทบจะไม่มีในโลก แต่นั่นคือแนวความคิด (Mindset) ของนักลงทุนโดยทั่วไป ประมาณว่า ถ้าหากผมจะจ้างคุณมาเป็นผู้จัดการกองทุน คุณจะต้องมาสร้างผลตอบแทนให้ผม ช่วงตลาดขาขึ้นคุณก็ต้องขึ้น ช่วงตลาดขาลงคุณจะต้องไม่ลงตามอะไรแบบนี้ ซึ่งผมคิดว่าที่ผ่านมานักลงทุนส่วนใหญ่มักจะคุ้นเคยกับโอกาสการสร้างผลตอบแทนที่ค่อนข้างสูงในช่วงที่ประเทศไทยเติบโตดี ได้ผลตอบแทนที่ดี 5-7% แต่ปัจจุบันไม่ใช่

 

ปัจจุบันประเทศไทยถูกมองว่าเป็น Sick man of Asia นอกจากนี้ยังมีความผันผวนของโลก ซึ่งหากมองย้อนกลับไป 10 ปีที่ผ่านมา มีวิกฤตต่าง ๆ ที่เราเจอเยอะจนนึกชื่อกันไม่หวาดไม่ไหว ไม่ว่าจะเป็น Hamburger Crisis, PIGS, Brexit, Euro Crisis วิกฤตเหล่านี้ส่งผลให้นักลงทุนต้องยอมรับความจริงว่าโลกแห่งการลงทุนมันซับซ้อนมากขึ้น ความคาดหวังของนักลงทุนถูกดึงและปรับลงมาให้สะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือมีการเติมสภาพคล่องในระบบเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตต่าง ๆ แต่สภาพคล่องที่เยอะขึ้นส่งผลให้โอกาสในการสร้างผลตอบแทนน้อยลง นักลงทุนได้รับผลตอบแทนที่ต่ำมาก จึงทำให้มีพฤติกรรมการแสวงหาผลตอบแทนที่มากขึ้น (Search for yield) ซึ่งบางครั้งก็อาจเลือกลงทุนไม่เหมาะสม ยกตัวอย่างเช่นในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา จะเห็นว่ามีการไปลงทุนในกองทุนตราสารหนี้แบบ Term Fund ที่ลงทุนในตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทที่มีคุณภาพทางด้านเครดิตต่ำ ทำให้อัตราผลตอบแทนสูงกว่าตลาด ซึ่งที่ผ่านมามีการผิดนัดชำระหนี้ (Default) มากขึ้น นักลงทุนก็ต้องรับความเสี่ยงตรงนั้น ซึ่งสิ่งนี้เป็นกระบวนการที่ทำให้เกิดการเรียนรู้

 

ทุกวันนี้ผมคิดว่านักลงทุนจำนวนไม่น้อยมีความคาดหวังที่ตรงตามความเป็นจริง (Realistic) มากขึ้น รู้ว่ามันมีความซับซ้อนของความผันผวนอยู่ แต่แน่นอนว่าสิ่งที่ตามมาคือการแนะนำการลงทุนที่ซับซ้อนมากขึ้นก็คือว่า พอมันซับซ้อนขึ้น มันไม่ได้เป็นภาษาแบบแต่ก่อนแล้วว่า พี่ครับซื้อหุ้นเถอะครับ ตอนนี้หุ้นขึ้น ลงทุน 2-3 ปีก็จบ แต่ปัจจุบันมีหลายเรื่องที่ต้องคิด หุ้นจะขึ้น หรือตราสารหนี้จะมา ดอกเบี้ยจะเป็นขาลงหรือขาขึ้น การลงทุนในต่างประเทศดีหรือไม่ และก็ยังมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็น DW, Structured Note, Shark-fin Note ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนอาจจะยังไม่คุ้นเคย ทำให้ยิ่งเห็นถึงความสำคัญของอาชีพของเรา เรายิ่งต้องทำหน้าที่ให้ดีสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เพราะตอนนี้การที่จะสามารถสร้างผลตอบแทนได้ต้องใช้หลายสิ่งเต็มไปหมด ถ้าคุณไม่รู้จักมันจริง ๆ เวลาคุณไปอธิบายลูกค้า ก็จะอธิบายแบบไม่ถูกต้อง ซึ่งลูกค้าที่อาจจะไม่มีความรู้ด้านการลงทุน เค้าก็ต้องหวังที่จะพึ่งคำแนะนำจากคุณ ในกรณีนี้ถือว่าคุณก็ไม่ได้ทำหน้าที่ที่เหมาะสม

 

อีกประการหนึ่งที่สังเกตเห็นได้คือการที่เริ่มมีคนรุ่นใหม่เข้ามา พ่อแม่เริ่มส่งไม้ต่อให้กับลูกหลาน ซึ่งคนรุ่นใหม่นี้อาจจะคุ้นเคยกับการลงทุนมากกว่า ก็จะเป็นอีกภาพนึงที่เราได้เห็นในสักระยะหนึ่ง เพราะฉะนั้นภาษาที่ใช้สื่อสารกับคนสองวัยสองรุ่นนี้ก็อาจจะไม่เหมือนกัน รุ่นพ่อแม่อาจคุ้นเคยแบบนึง ก็สั่งสอนลูกว่าทำแบบนี้แล้วได้ผลตอบแทนแบบปลอดภัย ส่วนรุ่นลูกก็ได้รับการศึกษาและได้เห็นโลกมาอีกแบบหนึ่งในวัยเขา ซึ่งก็น่าสนใจ โดยเฉพาะกับคนที่ทำอาชีพด้านการลงทุน หรือเป็นผู้ให้คำแนะนำด้านการลงทุน ซึ่งต้องติดต่อกับลูกค้าทั้ง 2 กลุ่มนี้

 

เปิดตัว-KKP-ADVICE-CENTER_560x390

 

 

โค้งสุดท้าย LTF กับการลดหย่อนภาษีปีสุดท้าย ยังน่าลงทุนอยู่ไหม?

 

ถ้าว่ากันตามเรื่องสิทธิประโยชน์จูงใจ (Incentive) ที่กองทุน LTF สามารถนำไปลดภาระภาษีประจำปีได้ หากคิดจากมุมนี้ก็สามารถลงทุนได้ แต่หากมองอีกมุมหนึ่งคือ เรื่องวินัยการลงทุน เช่น ถ้านักลงทุนอายุยังน้อยและต้องการลงทุนสำหรับอนาคต การลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงเช่น หุ้น จะช่วยสร้างโอกาสให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว ดังนั้น ถ้าจะต้องลงทุนในหุ้นอยู่แล้ว ก็อาจมาลงทุนในกองทุน LTF แทน ซึ่งก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีเพิ่มเติมอีกด้วย อาจจะมีคนที่เป็นห่วงไกลกว่านั้นว่า ถ้า LTF ถูกยกเลิกแล้วจะทำอย่างไร ผมว่ามันอยู่นอกวิสัยที่จะควบคุมได้ สิ่งที่เราทำได้ก็คือทำวันนี้ให้ดีที่สุด โดยพิจารณาจากบริบทของมันว่าเรามีทางเลือกอื่นอีกหรือไม่ ถ้ายังคงให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีต่อไป เราก็ยังหยิบฉวยประโยชน์จากมันได้ แต่ถ้าอนาคตข้างหน้าประกาศออกมาว่าไม่มีการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแล้ว จะให้สรุปว่าซื้อไปแล้วจะขาดทุนก็ไม่น่าจะใช่  ถ้าประกาศออกมาเป็นกฎหมายทั้งประเทศ ทุกคนก็รับผลเท่ากัน ผมเลยเชื่อว่าการเปลี่ยนนั้นไม่สามารถเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มคนใดแบบเฉพาะเจาะจงได้ ทุกคนจะได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะหยุดโดยทันที หรือหยุดแล้วค่อย ๆ ลดผลประโยชน์

 

ผู้ลงทุนอาจมีความกังวลกับเรื่องที่ว่า LTF เป็นปีสุดท้าย วันข้างหน้าไม่มีเงินมาเติมในกองทุน และเมื่อครบกำหนดการถือครองแล้วมีคนถอนเงินออกจากกองทุน ขนาดก็จะเล็กลง ผู้จัดการกองทุนจะทำอย่างไร จะเตรียมรับมืออย่างไร จะยังให้ความสำคัญกับกองทุนอยู่หรือไม่ นี่คือสิ่งที่หลายคนสงสัย

 

เปิดตัว-KKP-ADVICE-CENTER_560x390

 

ผมเชื่อว่าผู้จัดการกองทุนเป็นกลุ่มคนที่ต้องยึดมั่นในเรื่องมาตรฐานวิชาชีพ มีจรรยาบรรณ ถ้าหากจะบอกว่าสังคมกำลังกังวลว่าขนาดกองทุนจะเล็กลง ผู้จัดการกองทุนจะไม่ใส่ใจ เราในฐานะคนทำสินค้ารู้อยู่แล้วว่ากองทุนอาจจะมีขนาดเล็กลง แต่โดยหน้าที่ผู้จัดการกองทุนก็ต้องดูแลกองทุนต่อไปอย่างเต็มความสามารถ 1. ด้วยจรรยาบรรณวิชาชีพตัวเอง 2. ในเชิงธุรกิจการค้า ไม่มีเหตุผลใดเลยถ้าเราจะไม่ใส่ใจ สิ่งที่เราทำวันนี้จะมีผลกระทบในวันข้างหน้า ถ้าเราทำกองทุนแล้วทิ้ง ต่อให้เราไม่โดน ก.ล.ต.ทำโทษ แต่ผลการดำเนินงานที่ไม่ดี ก็จะมีผลต่อเราในอนาคต ดังนั้น สำหรับคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมในระยะยาว ผมไม่เชื่อว่าจะเกิดสิ่งนั้น

 

ในทางกลับกันผมยังคิดว่าทั้งสมาคมบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน บริษัทจัดการ กระทรวงการคลัง และภาครัฐที่เกี่ยวข้อง พยายามที่จะช่วยกันพิจารณาเรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษีอยู่ ซึ่งโดยหลักแล้วถึงแม้สิทธิประโยชน์น้อยลง แต่ยังคงเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เรารู้จักอดออม ผมยังคิดว่าก็ยังเป็นประโยชน์อยู่ดี วันนี้ได้น้อยลงแต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ ก็ถือว่าเป็นทางเลือกหนึ่ง ผมว่าไม่น่าจะอยู่ดี ๆ ก็หยุดเลิกไปเลย เพราะเงินลงทุนในส่วนนี้ถือว่าเป็นเงินออม ซึ่งหากมีบริษัทจัดการที่ดีมาช่วยบริหารจัดการ ก็เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับนักลงทุน

 

สำหรับนักลงทุนที่ลงทุนใน LTF มาตลอดอายุของ LTF ผมเชื่อว่าน่าจะได้ผลกำไรมากกว่าขาดทุน สำหรับคนอายุน้อยที่เริ่มลงทุนได้ไม่นานอาจไม่ค่อยเห็นผล แต่อย่างผมเริ่มมาตั้งแต่ต้นเลย ซึ่งแม้ว่าการลงทุนในหุ้นจะมีความผันผวน แต่ก็มีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนสูงขึ้นด้วย สำหรับนักลงทุนโดยทั่วไปที่ลงทุนมานานกว่า 5-10 ปี ผมก็ยังเชื่อว่าเค้าได้ผลกำไรมากกว่าผลขาดทุน ซึ่งยังไม่นับว่าเค้าได้รับประโยชน์ทางด้านภาษีส่วนตัวไปเท่าไหร่นะ ส่วนนักลงทุนคนที่อาจจะเข้ามาในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน ก็อาจจะมีผลตอบแทนไม่ค่อยน่าประทับใจ แต่คุณก็ยังได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่รัฐบาลให้ เพราะฉะนั้นผมว่าก็เป็นเรื่องการเรียนรู้สำหรับนักลงทุน อย่างนักลงทุนที่อยู่มานานกว่า ก็ได้เห็นว่าการลงทุนใน LTF ซึ่งเค้าบังคับให้ถือนาน ๆ เห็นมั้ยมันออกผล  ถ้าลงทุนในกองหุ้นแค่สองปีมันสั้นไป แต่ถ้ามองคนอื่นที่เค้าลงทุน 5 ปี 7 ปี 15 ปี ก็จะเห็นว่าแล้วทำไมคนอื่นได้ผลกำไร ซึ่งถ้าผมจะไปลงทุนระยะยาวแบบนั้นกับกองหุ้นปกติได้ไหม ผมก็ยังเชื่อว่ามันก็เป็นประโยชน์ต่อนักลงทุนมากกว่าเสีย

 

“สุดท้ายผมอยากให้นักลงทุนอย่ากังวลว่าผู้จัดการกองทุนจะละเลยในหน้าที่ เพียงเพราะว่าขนาดมันอาจจะเล็กลง ผมว่าไม่หรอก ต่อให้มันขนาดมันลดลงไปแค่ไหนมันก็ยังเป็นความรับผิดชอบของเรา ถ้ายังรักในอาชีพนี้ก็ต้องทำเต็มที่”

 

 

หลักปรัชญาการทำงาน ผู้จัดการกองทุนที่ดี ต้องเป็นมากกว่าการทำกำไรให้นักลงทุน

 

“จริง ๆ ผมไม่ได้มีแผนอะไรเยอะ ไม่ได้ทำงานด้วยแบบแผนเท่าไหร่นัก แต่หลักการของผมคือ ทำอะไรที่จับต้องได้ นึกถึงแล้วเอามาใช้ได้สม่ำเสมอ รู้และตระหนักว่าอะไรคือหน้าที่ของเรา นั่นคือสิ่งสำคัญที่ผมใช้ในการทำงานตลอดมา”

 

หน้าที่ของเราคือผู้จัดการกองทุน มันคืออะไร? ถ้าเราตอบคำถามนั้นได้อย่างชัดเจน องค์ประกอบอื่น ๆ จะตามมา เช่น การพยายามหาความรู้ การพยายามไม่เป็นน้ำเต็มแก้ว การหมั่นเสาะแสวงหา การตั้งคำถาม การอ่อนน้อมถ่อมตน ถือเป็นหน้าที่ของเรา เพราะฉะนั้นผมจึงใช้เป็นข้อหลัก ๆ และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด ไม่ใช่ทำเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดี นั่นไม่ใช่จุดมุ่งหมายหลัก แต่สิ่งที่เป็นจุดมุ่งหมายหลักก็คือทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดในขณะนั้น เมื่อทำดีที่สุดผลจะเป็นอย่างไรเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ ทำเสร็จแล้วจะไม่คิดมาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันช่วยผมมาพอสมควร ทำให้เราไม่คาดหวัง ถ้าผลออกมาดีเราจะไม่เหลิง ถ้าผลยังไม่ได้ตามที่คิด เราก็ไม่เก็บมาเครียดมากเกินไป

 

ถ้าถามว่าเป็นผู้จัดการกองทุนเครียดไหม ต้องมานั่งบริหารเงินของคนอื่น สำหรับผมแยกมันออกจากกัน ผมคิดว่าถ้าทำเต็มที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการหาข้อมูล การตัดสินใจโดยใช้ความรู้ความสามารถ ก็ถือได้ว่าเราได้ทำหน้าที่แล้ว ถ้าผลออกมาในทางที่ดี ผลตอบแทนดี ได้รางวัล เราก็ได้รู้ว่านั่นเป็นผลพลอยได้จากสิ่งที่เราทำ จริง ๆ ศาสนาก็สอนไว้อยู่แล้ว ว่าธรรมะคือหน้าที่ ทำหน้าที่คือปฏิบัติธรรม เราไม่ได้ทำงานเพราะเราอยากได้รับการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง เอาโบนัส แต่เราทำมันให้ดีที่สุด ผมว่าเป็นหลักที่สำคัญอย่างหนึ่งของการเป็นผู้จัดการกองทุน

 

“ถ้ามีแต่หลักแล้วเราจะมุ่งไปทางไหน ผมก็พยายามหาตัวอย่างที่ดี”

 

ตัวอย่างที่ดีในที่นี้คือ ผมมีความเชื่อว่าเราทำงานด้านการจัดการเงิน ทรัพย์สิน ของผู้อื่น สิ่งที่ต้องมีมาก ๆ ก็คือคุณธรรม พยายามใฝ่ไปในทางที่ดี เพราะผมเชื่อว่าเรื่องนี้สำคัญที่สุด ถ้าให้ผมนึกถึงบุคคลที่ทำความดี ปฏิบัติหน้าที่เป็นตัวอย่างที่ดี ผมจะนึกถึง อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่ท่านมุ่งมั่นหน้าที่ของท่าน แก้ไขปัญหาบ้านเมือง ไม่มีเรื่องให้ต้องติฉินนินทาในความไม่สะอาดของท่าน ผมก็เลยเอามาเป็นหลักในการทำงาน ผมพยายามจะใช้หลักสำคัญนี้ปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่ แล้วเรื่องอื่น ๆ จะตามมา การที่เราทำโดยไม่หวังผล เปรียบได้กับหลักธรรมะ เราจะนึกถึงฉันทะ คือมีความสุขกับการทำหน้าที่นั้น แล้วความเพียรก็จะตามมา เพราะมันเป็นหน้าที่เรา เช่น เรายังศึกษาเรื่องหุ้นนั้นไม่เสร็จ เราต้องเรียนรู้วิธีการใหม่เพื่อทำให้สำเร็จ ซึ่งทำให้เกิดการเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ ตลอดเวลา

 

ถ้าพูดถึงปรัชญาในการบริหารกองทุน ผมยอมรับว่ามีหลายวิธี ถ้าเปรียบการบริหารจัดการเงินหรือการลงทุนเสมือนการเดินทาง ปรัชญาการบริหารกองทุนก็คือยานพาหนะที่จะพาให้เราไปถึงจุดหมาย ซึ่งมีอยู่หลายวิธี ยานพาหนะหรือปรัชญาด้านการลงทุนที่เราถนัดคือการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน เรามองตั้งแต่ด้านมหภาคเช่น ตอนนี้โลกเป็นอย่างไร จีน อเมริกา จะไปในทิศทางไหน ประเทศไหนจะได้รับผลกระทบเชิงบวกเชิงลบ ไล่มาถึงไทย หมวดอุตสาหกรรมไหนจะได้รับผลบ้าง นี่คือปัจจัยพื้นฐานแบบบนลงล่าง (Top Down) ถ้าแบบล่างขึ้นบน (Bottom Up) ก็ต้องมาดูว่าในขณะที่โลกวุ่นวาย บริษัทใดบ้างมีความเข้มแข็ง มีการเติบโตที่ดีอยู่ ได้รับผลกระทบน้อย มีมูลค่าของราคาที่น่าสนใจ นี่คือหลักการเบื้องต้นของปรัชญาการบริหารกองทุนด้วยปัจจัยพื้นฐาน ถ้ามองง่าย ๆ ก็คือรถของเรารุ่นนี้ แต่ยังมีรถอีกหลายแบบ คือปรัชญาการบริการกองทุนที่แตกต่างกันออกไป เช่น การใช้ Quantitative ในการประมวลผล การคำนวณ Robo advice  การลงทุนแบบ Passive สิ่งเหล่านี้เปรียบเหมือนเครื่องยนต์ที่พาเราขับเคลื่อนไป ซึ่งแต่ละช่วง แต่ละสถานการณ์ แต่ละเครื่องมือก็มีประโยชน์ที่แตกต่างกัน

 

เปิดตัว-KKP-ADVICE-CENTER_560x390

 

 

จุดเริ่มต้นของการก้าวสู่อาชีพ ผู้จัดการกองทุน

 

ตอนเรียนผมก็ยังไม่มีความสนใจอะไรที่ชัดเจน สนใจในหลาย ๆ เรื่อง แต่ก็ยังไม่ได้ปักหมุดว่าจะไปทางไหน ผมคิดว่าบางครั้งก็แอบอิจฉาเด็กอายุน้อยที่รู้ชัดเจนแล้วว่าเค้าอยากทำอะไร ซึ่งตอนเด็กผมก็เป็นเด็กผู้ชายซน ๆ คนหนึ่งที่อยากจะรู้อะไรกว้าง ๆ เยอะ ๆ จนกระทั่งตอนจะเข้ามหาวิทยาลัยผมก็ยังไม่รู้เลยว่าจะทำอะไร ที่แน่ ๆ คือไม่ใช่เกี่ยวกับศาสตร์เฉพาะทาง หรือทนาย เลยเลือกแบบกว้าง ๆ ไปก่อน โดยเลือกเรียนด้านธุรกิจ ตอนเรียนปริญญาตรีก็มีโอกาสได้เรียน Business Administration ที่ California State University, Los Angeles ประเทศสหรัฐอเมริกา ต้องบอกว่าโดยพื้นฐานผมไม่ใช่คนที่มีความพร้อมจะไปเรียนต่างประเทศเลย ด้วยสถานะการเงินของครอบครัว แต่ด้วยความที่มีนิสัยส่วนตัวที่เวลาทำอะไรก็อยากจะทำจนบรรลุ เลยจะมีลูกบ้าลูกฮึดเยอะมาก ผมบอกกับตัวเองว่าในยุคนั้น ถ้าจะก้าวหน้าและประสบความสำเร็จ ต้องมีความรู้ที่กว้างขวาง รุ่นพวกผมคนที่จบจากเมืองนอกจะมีความได้เปรียบกว่า ผมจึงเลือกดิ้นรนที่จะเรียนต่างประเทศ ฝึกภาษา หางาน หาเงินเป็นค่าอาหารค่าที่พัก ใช้เวลาเรียนอยู่ประมาณ 5 ปี เนื่องจากบางเทอมถ้าที่บ้านส่งเงินมาให้ไม่ทัน ก็ต้องหยุดเรียนเพื่อหาเงินค่าเทอม ที่พูดผมไม่ได้จะบอกว่าผมลำบากอะไร เพราะผมคิดว่ายังมีคนที่ลำบากกว่านี้อีกเยอะ

 

“ผมแค่อยากจะบอกว่า โดยส่วนมากเรามีสิทธิ์กำหนดทิศทางของตัวเอง อย่าปล่อยให้สภาวะสิ่งแวดล้อมที่เป็นอยู่กำหนดเรา”

 

อีกเรื่องที่อยากจะฝากไว้หวังว่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยคือ ถึงแม้ว่าโลกของผมอาจจะไม่ได้เหมือนคนรุ่นใหม่ในตอนนี้ แต่ผมคิดว่ามันก็เปลี่ยนแต่บริบท ยกตัวอย่างเช่นแต่ก่อนผมใช้เครื่องพิมพ์ดีด เดี๋ยวนี้คุณอาจจะใช้ iPad มันแค่เปลี่ยนวิธี แต่ผมยังเชื่อว่าแนวทางที่ต้องสู้ก็ยังเหมือนกัน มันไม่มีอะไรที่ได้มาแบบง่าย ๆ แบบที่อยู่ดี ๆ ก็ได้มา บ้างครั้งอาจจะมีบ้างแต่มันก็จะอยู่กับเราได้ไม่นานถ้าเราไม่ทุ่มเทกับมัน ดังนั้น ถ้ามันบังเอิญตกปุ๊บมาอยู่ที่ตักเรา เราก็ยิ่งต้องทุ่มเท

 

พอเรียนจบกลับมาจากอเมริกา ผมมีโอกาสได้ไปทำงานที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งผมโชคดีมากที่ได้เข้าไปอยู่ในองค์กรที่มีวัฒนธรรมแบบไทย ๆ อยู่กันแบบเป็นพี่เป็นน้อง มีการบริหารจัดการที่ให้โอกาสคนทำงานสูงมาก ได้รับหน้าที่หลายอย่าง รวมทั้งเป็น Investor Relations มีหน้าที่สื่อสารกับนักลงทุนทำให้มีโอกาสได้รู้จักพูดคุยกับผู้จัดการกองทุนและได้เห็นมุมมองทางด้านการเงินการลงทุนจากนั้นผมได้มีโอกาสเข้าไปช่วยบริษัทดังกล่าวในการระดมทุน ได้ทำหน้าที่ร่วมกับวาณิชธนกิจ (Investment Banker) ตั้งแต่อายุยังไม่มากแต่เค้าให้โอกาสเป็นตัวแทนบริษัทเดินทางออกไป Roadshow ทั่วโลก นับว่าเป็นโชคดีมาก ที่มีโอกาสได้ทำเยอะ พอได้ทำเยอะคนก็เห็นเยอะ ตรงกับความเชื่ออย่างที่ผมบอก คือทำงานเพื่อความภูมิใจในงาน ไม่ต้องสนใจว่าจะได้เลื่อนตำแหน่ง แต่พอได้เลื่อนตำแหน่งขึ้น เงินเดือนขึ้น รวมถึงได้รับความไว้วางใจเลยยิ่งเหมือนเป็นการพิสูจน์ให้เราเห็นตั้งแต่ที่เราอายุน้อย ๆ

 

หลังจากที่เราอยู่ในตำแหน่งนี้มา 3-4 ปี มีพี่คนหนึ่งเค้าเคยเห็นผมทำงานอยู่ที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ เค้าบอกว่าอยากได้คนมาทำ Marketing Executiveให้กับ บลจ. ที่กำลังจะจัดตั้ง ผมเลยรีบตัดสินใจตอบรับโดยทันที ทั้ง ๆ ที่ผมยังไม่รู้ว่ามาร์เก็ตติ้งกองทุนต้องทำอะไรบ้าง แต่ผมรู้แล้วว่าผมอยากทำงานกองทุน จากการที่วันหนึ่งผมได้เข้าไปฟังสัมมนา เราก็เลยเห็นว่าการเป็นผู้จัดการกองทุน เป็นอาชีพที่ได้ใช้ความรู้ความสามารถของตัวเอง คิดว่าเป็นสิ่งที่ตัวเองคงจะชอบ แล้วก็สร้างผลตอบแทนให้กับผู้อื่นโดยการดำรงตนอย่างมืออาชีพใสสะอาด มีจรรยาบรรณ รักษาไว้ซึ่งการบริหารจัดการความขัดแย้งได้ดี ผมว่ามันดูดีมันรู้สึกว่าเป็นอาชีพที่เราชื่นชม ก็เลยอยากทำ

 

“ผมบอกกับเพื่อน ๆ น้อง ๆ หรือเวลาคุยกับเด็กฝึกงาน กรณีของผม ผมมาค้นพบความชอบและเป้าหมายของตัวเองทีหลัง แต่อยากจะบอกว่า ถ้าคุณเจอแล้วอย่าอยู่เฉย ๆ อย่าไปคิดว่าตัวเองไม่เหมาะ ถ้าคุณชอบจริง ๆ คุณบ้ากับมันจริง ๆ รู้สึกว่ามันใช่ ก็ต้องลองเปิดโอกาสให้กับตัวเอง”

 

ยกตัวอย่างสิ่งที่ผมเปิดโอกาสให้ชีวิตตัวเองคือในระหว่างที่รอใบอนุญาต มีหัวหน้าบินมาจากต่างประเทศ คนที่ไทยก็ต้องเตรียมพรีเซ็นต์ให้หัวหน้าฟังถึงสถานการณ์เมืองไทย การลงทุนในเมืองไทยเป็นอย่างไร พอถึงด้านการเมืองผมเห็นว่าเค้าดูท่าจะไม่ค่อยเข้าใจเรื่องสถานการณ์นี้มากนัก ผมจึงขออาสาช่วยทำสรุปเรื่องการเมืองไทยให้ แต่งานประจำก็ยังทำอยู่ ผมตั้งใจทำโดยไม่ได้คาดหวังอะไร แค่อยากให้เค้าเห็นว่าเราช่วยเค้าได้ พอทำไปสักพักเริ่มมีงานมาให้ช่วยบ่อยขึ้น ในตอนนั้นมันก็ยังเป็นเหมือนเดิมที่ว่า คุณทำหน้าที่ของคุณให้ดี คุณคิดว่ามันอยากทำก็ทำให้มันถึงที่สุด พอวันเปิดบริษัทจริง Head of research บินมา แล้วเดินมาถามผมว่า คุณสนใจจะเป็นนักวิเคราะห์ของ Schroder ไหม แน่นอนผม Say yes! ถึงแม้ลึก ๆ จริง ๆ ผมอยากเป็นผู้จัดการกองทุน แต่เป้ามันยังไกล แต่ผมรู้แล้วว่าถ้าเป้าใกล้ผมทำอันนี้ได้ คือสเต็ปต่อไปของผมก็อยู่ไม่ไกล

 

“การที่ผมได้เดินเข้ามาในอุตสาหกรรมนี้ จริง ๆ ผมไม่ได้เดินเข้ามาแบบคนทั่วไป ที่เรียนจบ มีดีกรีที่เหมาะสม เดินเข้าไปสมัครงานและได้งาน แต่ผมดันตัวเองเข้าไปในประตู แล้วโชคดีที่ได้เข้าไปในองค์กรระดับโลกอย่าง Schroder แล้วเค้าก็ให้โอกาสเป็นนักวิเคราะห์คนแรกของไทย”

 

ผมโตจากการเป็นนักวิเคราะห์ของเค้า ผมทำอยู่ที่นั่น 3 ปี ตอนนั้นกองทุนก็เริ่มเปิด และเข้าสู่วิกฤตต้มยำกุ้ง บริษัทปิดตัวกันหลายแห่ง ถือว่าต้องเรียนเร็ว หลังจากนั้นองค์กรก็มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง เพราะวิกฤติต้มยำกุ้ง นครธน (Nakornthon Schorder Asset Management หรือ NSAM) ก็หายไป Schroder ก็เปลี่ยนมาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ แล้วก็ถึงเวลาของผมหลังจากสถานการณ์ต่าง ๆ เมื่อที่นี่ให้ผมเป็นผู้จัดการกองทุนของเขา ผมก็เลยได้เป็นผู้จัดการกองทุนนับแต่วันนั้น ซึ่งผมได้เป็นผู้จัดการกองทุนคนไทยคนแรกที่นี่ด้วย พอทำอยู่สักพักก็ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าทางด้านกองทุนตราสารทุนที่เมืองไทย อยู่ที่นั่นมาจนถึงจุดหนึ่งที่ Schroder ได้ตัดสินใจขายหุ้นให้กับ Aberdeen ซึ่งเป็นผลจากวิกฤตต้มยำกุ้งที่มีผลกระทบไปถึงทางฝั่งยุโรป ทำให้ Schroder ตัดสินใจทุ่มเทเวลาของผู้บริหารให้มากขึ้นก่อนที่จะมาที่ บลจ.ภัทร ผมได้บริหารพอร์ตให้กับ AIA ประเทศไทย โดยเป็นหนึ่งในทีมผู้จัดการกองทุนของ AIA ซึ่งเป็นนักลงทุนสถาบันใหญ่แห่งหนึ่งในบ้านเรา รับผิดชอบส่วนที่บริษัทจัดสรรมาให้ลงทุนในหุ้นในเมืองไทย ผมอยู่กับ AIA  8 ปี อยู่ Schroder ประมาณ 6-7 ปี (รวมที่อยู่กับ Aberdeen ด้วย) ก่อนจะมาร่วมงานกับภัทร

 

 

เหตุผลที่เข้ามาทำงานที่ภัทร พร้อมกับความรับผิดชอบที่ต้องดูแล

 

เปิดตัว-KKP-ADVICE-CENTER_560x390

 

ในระหว่างทางที่เราเป็นผู้จัดการกองทุน ก็เป็นลูกค้าของ บล.ภัทร ด้วย คือซื้อขายหุ้นให้กองทุนโดยผ่าน บล.ภัทร ได้รู้จักกับ Institutional Sales ของภัทร คาดว่าเป็นการบอกกล่าวแนะนำกันมา ทำให้มีโอกาสที่พี่นันท์ (อภินันท์ เกลียวปฏินนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร) คือเข้ามาพูดคุยด้วย ตอนนั้นเมื่อ 8 ปีที่แล้วทางภัทรเริ่มมีความจำเป็นที่จะพัฒนาธุรกิจใหม่คือธุรกิจบริหารจัดการกองทุนส่วนบุคคลใน Private Wealth Management ซึ่งเป็นการจัดการกองทุนให้กับเค้า พี่นันท์มาคุยแล้วบอกว่าอยากทำธุรกิจเพื่อจัดการกองทุน แบบกองทุนส่วนบุคคล คุยกันแล้วหลักคิดของเราก็ค่อนข้างตรงกัน หน้าที่ตรงไปตรงมา ความตั้งใจของผมคือลูกค้าต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง สร้างปรัชญาการบริหารกองทุนที่ว่าด้วยเรื่องปัจจัยพื้นฐาน เพราะนั่นคือสิ่งที่ผมถูกสอนถูกเทรนและทำเป็น ซึ่งบังเอิญมันตรงกับแนวคิดภัทรที่ต้องโปร่งใส ต้องการให้เป็นมืออาชีพ ต้องการให้ทำงานกันอย่างเป็นอิสระ (Arm’s length) เราไม่มาขัดแย้งทางด้านผลประโยชน์ คุณว่าไปตามอาชีพของคุณเค้าก็เชื่อเรื่องปัจจัยพื้นฐาน มันก็จูนแล้วไปในทิศทางเดียวกันได้ และเราก็เชื่อว่าเพื่อนร่วมงานใหม่ก็เชื่อเรื่องเดียวกัน ก็เลยตัดสินใจมา ซึ่งตอนนั้นทางภัทรยังไม่ได้ขออนุมัติ Fund Management License จากสำนักงาน ก.ล.ต.

 

ผมรับผิดชอบในเรื่องของการดูแลภาพรวม พยายามทำให้ธุรกิจเติบโต ซึ่งมันก็เป็นอย่างนั้นในช่วง 2 ปีแรก ที่ทำงานเป็นหน่วยงานหนึ่งใน บล.ภัทร ซึ่งหลังจากนั้น บล.ภัทร มีการควบรวมกับธนาคารเกียรตินาคินที่มีธุรกิจจัดการกองทุนอยู่แล้วและมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร ณ ชั่วโมงนั้น ก็เป็นเหตุจำเป็นทั้งเรื่องทิศทางธุรกิจและจังหวะเวลา ว่ามันต้องมีใครมารับผิดชอบในส่วนของธุรกิจจัดการกองทุน คือจะปล่อยให้ไม่มีผู้จัดการกองทุนไม่ได้เพราะเป็นกองทุนสำหรับนักลงทุนทั่วไป ผมก็เลยต้องย้ายมาที่ บลจ.เกียรตินาคิน (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น บลจ.ภัทร) แล้วก็ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบภาพรวมของบริษัทนับแต่นั้นมา ทีนี้ชีวิตก็เปลี่ยน เพราะผมมาที่ บลจ. ซึ่งมีทีมงานเดิมอยู่แล้ว มีกองทุนเต็มไปหมดทั้งเล็กบ้างใหญ่บ้าง แล้วก็มีความท้าทายในเรื่องของกระบวนการโครงสร้างที่เราต้องเข้ามารับผิดชอบ

 

คำเตือน

  • การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้าเงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
  • ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสิทธิประโยชน์ทางภาษีในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ และ/หรือ กองทุนรวมหุ้นระยะยาวก่อนตัดสินใจลงทุน รวมทั้งศึกษาเงื่อนไขการลงทุน และผลกระทบในกรณีลงทุนผิดเงื่อนไข
  • กองทุน Phatra SG-AA, Phatra SG-AA Light และ Phatra SG-AA Extra ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือได้รับผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือได้รับเงินต้นคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
  • กองทุน Phatra SG-AA Light และ Phatra SG-AA Extra มีนโยบายเปิดให้มีการลงทุนในกองทุนรวมอื่นภายใต้ บลจ. เดียวกัน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์อันอาจเกิดจากนโยบายการลงทุนในหน่วยลงทุนภายใต้การจัดการของบริษัทจัดการเดียวกัน
  • โปรดศึกษาข้อมูลและคำเตือนที่สำคัญอื่นในหนังสือชี้ชวนส่วนข้อมูลกองทุนรวม

 

LTF628x443_05
 
 

เปิดตัว-KKP-ADVICE-CENTER_560x390

*ให้บริการโดยบริษัทหลักทรัพย์ภัทร จำกัด (มหาชน) ในกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร  บทความนี้ไม่ถือเป็นการให้คำแนะนำหรือให้คำปรึกษาใดๆ กรุณาติดต่อเพื่อขอรับข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการเพิ่มเติมได้ที่ 02 305 9559

 

ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง >>> Phatra Smart MV <<<

ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง >>> Phatra GIS <<<

แนะนำจากบทความ
30 พ.ค. 2562
ทำไมเราต้องลงทุน?
Investment
27 พ.ค. 2562
“ขยายธุรกิจ” อย่างมีประสิทธิภาพได้ด้วย 4 ข้อควรคิดก่อนขยายกิจการ
Business