Money Matter

ลงทุนยังไงให้ใจไม่หวิว? กระจายการลงทุนเพื่อสร้างสมดุล

  • 31 Mar 26
  • 3,211
เพราะโลกของการเงินไม่มีอะไรแน่นอน... วันนี้หุ้นขึ้น พรุ่งนี้อาจลง กองทุนรวมที่เคยดี อาจเงียบ อสังหาริมทรัพย์ที่คิดว่าปัง อาจขายไม่ออก ถ้าคุณยังฝากความหวังไว้ที่เดียว นั่นคือความเสี่ยง 
แต่ถ้าคุณกระจายการลงทุน นั่นคือ คุณกำลังสร้างความสมดุลระหว่างโอกาสและความปลอดภัย หากอยากลงทุนแบบกระจายการลงทุนควรทำอย่างไร?

1. กระจายประเภทสินทรัพย์ลงทุน (Asset Allocation)
แนวคิดนี้มาจาก Modern Portfolio Theory (Harry Markowitz, 1952) ใจความสำคัญคือ เป็นการผสมสินทรัพย์ที่มีการเคลื่อนไหวในทิศทางไม่เหมือนกัน เช่น ถ้าสินทรัพย์ A ลง แล้ว B ก็ลงเหมือนกัน ถือว่าทั้งสินทรัพย์ A และ B สัมพันธ์ในทิศทางเดียวกัน
แต่ถ้าสินทรัพย์ A ลง แต่ B ไม่ลงหรือขึ้น ถือว่ามีทิศทางต่างหรือตรงกันข้ามกัน ซึ่งจะช่วยพยุงและลดความผันผวนของพอร์ตลงทุนได้ คล้ายกับทีมฟุตบอลที่ต้องมีกองหน้าไว้ทำแต้ม กองหลังไว้คุมโซนป้องกันความเสี่ยง

ตัวอย่างการกระจายการลงทุน เช่น 

- ลงทุนหุ้น → เน้นสร้างการเติบโต (Growth )
- ลงทุนกองทุนรวมหุ้น → เพื่อกระจายความเสี่ยง(Diversified)
- ลงทุนเงินฝาก/พันธบัตรรัฐบาล → สินทรัพย์เสี่ยงต่ำ รับแรงกระแทก (Stability)
- ลงทุนทอง/สินทรัพย์ทางเลือก → ตัวป้องกันความไม่แน่นอน (Hedge)


2. กระจายระยะเวลาลงทุน (Time Diversification)
อีกสิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ เงินแต่ละก้อนไม่ได้มีหน้าที่เดียวกัน แต่มีเป้าหมายในการใช้เงินก้อนนั้น ๆ แตกต่างกัน ผลตอบแทนคาดหวังหรือความเสี่ยงพอร์ตลงทุนของเงินแต่ละก้อนก็ควรแตกต่างกัน ในทางการเงินเรียกว่า Goal-based Investing เช่น 
- เงินระยะสั้น (ใช้ภายใน 1 ปี) เป็นเงินเก็บสำรองฉุกเฉิน ควรนำไปลงทุนในสินทรัพย์สภาพคล่อง ความเสี่ยงต่ำ
- เงินระยะกลาง (ใช้ภายใน 2–5 ปี) เป็นเงินไว้ดาวน์บ้าน แต่งงาน ความเสี่ยงพอร์ตระดับกลาง
- เงินระยะยาว (ใช้ตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป) เป็นเงินเก็บเพื่อการเกษียณ อาจลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงได้

แนวคิดสำคัญของการกระจายเวลาลงทุน คือ ระยะเวลาลงทุนที่ยาวขึ้นอาจช่วยลดความผันผวนระยะสั้นได้ เพราะตลาดการลงทุนมักมีลักษณะ “ผันผวนในระยะสั้น แต่มีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว” (Vanguard – Principles for Investing Success : Morningstar Research)

3. กระจายความเสี่ยง (Risk Diversification)
หลายคนเข้าใจผิดว่าต้องเลือกลงทุนสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงหรือไม่มีความเสี่ยง แต่จริงๆ แล้วเราลงทุนแบบผสมระดับความเสี่ยงได้ โดยให้เลือกลงทุนบนเส้น Efficient Frontier พอร์ตลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดภายใต้ระดับความเสี่ยงที่เรารับได้ (Modern Portfolio Theory (Markowitz)) แบ่งได้เป็น 2 ส่วนคือ
- ส่วนที่เพิ่มโอกาสในการเติบโต คือ High Risk เป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตของพอร์ตในระยะยาว เช่น หุ้น กองทุนรวมหุ้น สินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง เป็นต้น
- ส่วนที่ช่วยลดความผันผวน คือ Low Risk เป็นตัวป้องกันพอร์ตพังหากตลาดเกิดความผันผวนรุนแรง เช่น พันธบัตร กองทุนรวมตราสารหนี้ เงินฝาก เป็นต้น

ซึ่งเป้าหมายของการกระจายความเสี่ยง ไม่ใช่การกำจัดความเสี่ยง แต่คือ ควบคุมให้ความเสี่ยงอยู่ในระดับที่รับได้
ดังนั้น สิ่งที่คุณจะได้จากการกระจายการลงทุน คือไม่ต้องเครียดทุกครั้งที่ตลาดลง ไม่ต้องลุ้นสินทรัพย์ตัวเดียวจนใจหวิว มีแผน มีทิศทางในการลงทุน ไม่ใช่เดาสุ่ม เพราะการลงทุนเพียงสินทรัพย์เดียว อาจไม่ใช่การโฟกัสแต่มันคือความเสี่ยง

*สนใจโซลูชันวางแผนการเงินที่ตอบโจทย์ทุกเป้าหมายชีวิตกับ KKP EDGE คลิก
*ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า นโยบายการลงทุน เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน
Suggested Content
19 Jul 2024
ข้อควรรู้ก่อนลงทุน! กองทุนรวมต่างประเทศ
Investment KnowlEDGE
23 Apr 2024
หุ้นในดัชนี NASDAQ 100 น่าลงทุนอย่างไร มีอะไรบ้าง ?
Investment KnowlEDGE
23 Jan 2024
ลงทุนกองทุนรวม ควรรู้อะไร
Investment KnowlEDGE
30 Jul 2025
7 สิ่งควรรู้เกี่ยวกับกองทุนรวม เตรียมให้พร้อมก่อนลงทุน
Investment KnowlEDGE
15 Jun 2023
ถึงเป้าหมายในชีวิตได้ด้วยการลงทุนระยะยาว
Investment KnowlEDGE
09 May 2025
เก็บเงินแบบไหนให้ถึงเป้าหมายเกษียณ 10 ล้าน
Money Matter
26 Oct 2023
Money Journey Investment