Money Matter

มือใหม่ควรลงทุนอะไรดี ลงทุนมีอะไรบ้าง เริ่มต้นอย่างไรไม่ให้พลาด?

  • 20 Apr 26
  • 430
ในปี 2026 โลกการเงินเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทั้งค่าครองชีพสูงขึ้น ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และโอกาสใหม่ ๆ ทางเทคโนโลยี ทำให้การลงทุนไม่ใช่เรื่องไกลตัว โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ต้องการสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว เริ่มตั้งคำถามว่ามือใหม่ควรลงทุนอะไรดี? การลงทุนมีอะไรบ้าง? เริ่มยังไงถ้าไม่มีความรู้? หรือกลัวขาดทุนต้องทำอย่างไรดี?

ความจริงคือ การลงทุนไม่จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ สิ่งสำคัญคือความเข้าใจพื้นฐาน วางเป้าหมายให้ชัดเจน และเลือกสินทรัพย์ที่เหมาะกับระดับความเสี่ยงในการลงทุนที่ยอมรับได้ของตัวเอง การเรียนรู้แนวทางการลงทุนสำหรับมือใหม่ในปี 2026 พร้อมคำแนะนำที่ถูกต้องจะช่วยให้คุณเริ่มต้นได้อย่างมั่นใจ และวางรากฐานทางการเงินที่แข็งแรงตั้งแต่วันนี้

การลงทุนคืออะไร?
ทำไมทุกคนควรเริ่มลงทุนตั้งแต่วันนี้?

การลงทุน คือ การนำเงินที่มีไปต่อยอดให้เกิดผลตอบแทนในอนาคต ไม่ว่าจะในรูปแบบของกำไร ดอกเบี้ย เงินปันผล หรือมูลค่าทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้น โดยมีเป้าหมายหลักคือ สร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งมีหลายรูปแบบให้เลือก ทั้งหุ้น กองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจส่วนตัว หรือสินทรัพย์ดิจิทัล ขึ้นอยู่กับเป้าหมาย ระยะเวลา และระดับความเสี่ยงที่แต่ละคนยอมรับได้

ทำไมทุกคนควรเริ่มลงทุนตั้งแต่วันนี้? เพราะฝากเงินอย่างเดียวไม่พออีกต่อไป เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อที่ราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในเงินจำนวนเท่าเดิม มูลค่าเงินที่แท้จริงจะค่อย ๆ ลดลง การลงทุนที่เหมาะสมจึงสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยสูงกว่าในระยะยาว แม้มีความเสี่ยง แต่หากศึกษาข้อมูลและกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม ย่อมเพิ่มโอกาสเติบโตของเงิน จึงควรเริ่มลงทุนตั้งแต่วันนี้ เพื่อเป็นก้าวสำคัญสู่ความมั่นคงทางการเงินในอนาคต

ที่มา: ตลาดหลักทรัพย์

การลงทุนมีอะไรบ้าง? รู้จักสินทรัพย์ลงทุนทั้งหมดก่อนตัดสินใจ

การเข้าใจสินทรัพย์ลงทุนแต่ละแบบ คือหัวใจสำคัญก่อนตัดสินใจลงทุน เพราะมีระดับความเสี่ยง ผลตอบแทน และสภาพคล่องแตกต่างกัน ไม่มีการลงทุนแบบใดดีที่สุด ควรเลือกให้สอดคล้องกับการรับความเสี่ยงของตนเอง

บัญชีเงินฝากประจำและบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง

เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นลงทุนหรือผู้ที่ต้องการรักษาเงินต้นเป็นหลัก โดยบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงมักให้อัตราดอกเบี้ยมากกว่าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไป แต่อาจมีการกำหนดเงื่อนไขบางอย่าง เช่น การจำกัดจำนวนครั้งในการถอนเงิน

อย่างไรก็ตาม บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ KKP SAVVY ให้โอกาสรับดอกเบี้ยสูงสุดถึง 1.60% ต่อปี พร้อมความยืดหยุ่นในการฝากและถอนเงินได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเก็บออมเงินไว้ใช้จ่ายในอนาคต พร้อมรับดอกเบี้ยในอัตราที่คุ้มค่าไปพร้อมกัน
หมายเหตุ: อัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารเกียรตินาคินภัทรกำหนด โปรดศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์โดยละเอียด
  • ข้อดี: ปลอดภัยสูง สภาพคล่องดี เหมาะกับเก็บเป็นเงินสำรองฉุกเฉิน จุดเริ่มต้นการลงทุน
  • ข้อจำกัด: ผลตอบแทนไม่สูงมากพอที่จะชนะเงินเฟ้อและสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว

สลากออมทรัพย์

สำหรับผู้ที่อยากออมเงินแต่ไม่อยากให้เงินฝาก “นิ่งอยู่เฉย ๆ” สลากออมทรัพย์ เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะได้รับเงินต้นคืนเมื่อครบกำหนดแล้ว ยังมีโอกาสลุ้นรับรางวัลในแต่ละงวด โดยที่เงินต้นยังคงอยู่ครบ
สลากออมทรัพย์เป็นผลิตภัณฑ์เงินฝากของธนาคารรัฐที่มีรูปแบบแตกต่างจากเงินฝากทั่วไป โดยผลตอบแทนบางส่วนจะอยู่ในรูปแบบของ รางวัลจากการจับสลาก แทนการรับดอกเบี้ยทั้งหมด ผู้ที่ซื้อสลากยังคงเป็นเจ้าของเงินต้นเต็มจำนวน และในแต่ละงวดจะมีการออกรางวัลทุกวันที่ 16 ของเดือน โดยดำเนินการออกรางวัลผ่านสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งใช้ระบบเดียวกับการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล
  • ข้อดี: ความเสี่ยงต่ำมาก ถือจนครบกำหนดเวลาเงินต้นแทบไม่สูญหาย บางรุ่นให้ผลตอบแทนดีกว่าฝากออมทรัพย์
  • ข้อจำกัด: สภาพคล่องไม่สูงเท่าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ หากถอนก่อนกำหนดอาจไม่ได้สิทธิ์ลุ้นรางวัลหรือผลตอบแทนต่ำลง

พันธบัตรรัฐบาล

คือ ตราสารหนี้ที่ออกโดยกระทรวงการคลังหรือหน่วยงานภาครัฐ เพื่อระดมทุนไปใช้พัฒนาเศรษฐกิจหรือชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ผู้ลงทุนจึงมีสถานะเป็น เจ้าหนี้ของรัฐบาล และจะได้รับดอกเบี้ยตามระยะเวลาที่กำหนด พร้อมรับเงินต้นคืนเมื่อครบกำหนดไถ่ถอน

โดยทั่วไปพันธบัตรรัฐบาลให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 3% ต่อปี ซึ่งมักสูงกว่าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไป และมีความผันผวนน้อยกว่าการลงทุนในหุ้น  อย่างไรก็ตาม ตราสารหนี้ยังรวมถึง หุ้นกู้เอกชน ซึ่งมีผลตอบแทนและความเสี่ยงแตกต่างกันตามอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของผู้ออกตราสาร
  • ข้อดี: ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนสูงกว่าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์
  • ข้อจำกัด: ผลตอบแทนต่ำกว่าหุ้นในระยะยาว

กองทุนรวม

คือ การนำเงินของผู้ลงทุนหลายคนมารวมกัน โดยมีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพบริหารจัดการเงินกองทุนตามนโยบายที่กำหนด ช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถเข้าถึงสินทรัพย์หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวมตลาดเงิน กองทุนรวมตราสารหนี้ กองทุนรวมหุ้น หรือกองทุนรวมผสม ลดความยุ่งยากของการเลือกลงทุนด้วยตัวเองและยังช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดีขึ้นอีกด้วย

สำหรับใครที่กำลังสนใจเริ่มต้นลงทุนในกองทุนรวม และอยากมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลอย่างใกล้ชิด การลงทุนกับกองทุนรวมของ บลจ.เกียรตินาคินภัทรเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ตอบโจทย์ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองทุนรวม

หมายเหตุ: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
  • ข้อดี: กระจายความเสี่ยง เหมาะกับมือใหม่ที่ยังไม่มีเวลาศึกษาหุ้นรายตัว เริ่มต้นด้วยเงินไม่มาก
  • ข้อจำกัด: มีความผันผวนตามสภาวะตลาด ไม่รับประกันเงินต้นและผลตอบแทน

ETF และ Index Fund

เป็นกองทุนที่ลงทุนตามดัชนี เช่น SET, S&P 500 หรือดัชนีตลาดต่างประเทศ เหมาะกับนักลงทุนระยะยาวที่ต้องการเติบโตตามภาพรวมเศรษฐกิจ โดยไม่ต้องเลือกหุ้นเอง

สำหรับผู้ที่มองหาโอกาสเติบโตไปพร้อมกับตลาดหุ้นสหรัฐ โดยเฉพาะดัชนี S&P 500 ซึ่งเป็นหนึ่งในดัชนีชั้นนำของโลก กองทุนเปิด KKP US500 เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์ที่นักลงทุนมือใหม่ไม่ควรพลาด

หมายเหตุ: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
  • ข้อดี: ค่าธรรมเนียมต่ำ โปร่งใส กระจายความเสี่ยงในหุ้นหลายตัวพร้อมกัน
  • ข้อจำกัด: มีความผันผวนตามสภาวะตลาด

การลงทุนในหุ้น

คือ การซื้อความเป็นเจ้าของบางส่วนของบริษัท โดยผลตอบแทนมาจากราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นและเงินปันผล นักลงทุนต้องมีความรู้และมีวินัยในการลงทุน โดยหุ้นต่างประเทศกระจายความเสี่ยงได้ดี แต่เสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
  • ข้อดี: มีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงในระยะยาว
  • ข้อจำกัด: ราคามีความผันผวนมาก

กองทุนอสังหาริมทรัพย์ REITs

คือ กองทุนที่นำเงินไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เช่น ห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงาน โรงแรม หรือคลังสินค้า ผู้ลงทุนจะได้รับรายได้จากค่าเช่าในรูปแบบเงินปันผล 

สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ผ่านรูปแบบที่เข้าถึงง่ายและบริหารจัดการโดยมืออาชีพ กองทุนเปิด KKP PROP?D เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ ด้วยนโยบายลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศ  เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการกระจายความเสี่ยงจากการลงทุน

หมายเหตุ: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
  • ข้อดี: กระแสเงินสดสม่ำเสมอ ใช้เงินเริ่มต้นไม่สูงเหมือนการซื้ออสังหาริมทรัพย์เอง
  • ข้อจำกัด: ราคาหน่วยลงทุนอาจผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ย

ทองคำ

มักถูกมองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) โดยเฉพาะช่วงเศรษฐกิจผันผวนหรือเงินเฟ้อสูง ราคาทองคำมักเคลื่อนไหวสวนทางกับตลาดหุ้นบางช่วง 
  • ข้อดี: เหมาะกับการกระจายความเสี่ยง
  • ข้อจำกัด: ไม่มีเงินปันผลหรือดอกเบี้ย ผลตอบแทนขึ้นอยู่กับส่วนต่างราคาเป็นหลัก

คริปโทเคอร์เรนซี

เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน เหมาะกับผู้ที่เข้าใจเทคโนโลยีและรับความเสี่ยงได้สูง ควรลงทุนในสัดส่วนเล็ก ๆ ของพอร์ต และไม่ใช้เงินที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต
  • ข้อดี: ทำธุรกรรมข้ามประเทศได้รวดเร็วโดยไม่ผ่านตัวกลาง สร้างผลตอบแทนสูง
  • ข้อจำกัด: มีความผันผวนสูงมากในระยะสั้น มีโอกาสขาดทุนหนัก

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

เช่น บ้าน คอนโด หรือที่ดิน มีโอกาสสร้างรายได้จากค่าเช่าและกำไรจากราคาที่เพิ่มขึ้น เหมาะกับผู้ที่มีเงินทุนพร้อมและมองการลงทุนในระยะยาว
  • ข้อดี: สินทรัพย์จับต้องได้ ใช้ประโยชน์ได้
  • ข้อจำกัด: เงินลงทุนสูง มีภาระการดูแลรักษา มีความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง เพราะการขายต่อใช้เวลานาน

ตารางเปรียบเทียบ
ความแตกต่างในการลงทุนแต่ละรูปแบบ

ตารางเปรียบเทียบการลงทุนในแต่ละแบบ มีความแตกต่างกันอย่างไร และเหมาะกับใครบ้าง

ประเภทสินทรัพย์
ความเสี่ยง
โอกาสผล
ตอบแทน
เหมาะกับใคร
เงินฝากประจำ / ออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง
ต่ำมาก
ต่ำ
ผู้เริ่มต้นลงทุน ต้องการเก็บเงินสำรองฉุกเฉินและต้องการความเสี่ยงต่ำที่สุด
สลากออมทรัพย์
ต่ำ
ต่ำ – ปานกลาง
(ขึ้นกับการถูกรางวัล)
ผู้ที่อยากออมเงิน ชอบลุ้นรางวัล ไม่อยากเสี่ยง
พันธบัตรรัฐบาล
ต่ำ
ต่ำ – ปานกลาง
ผู้ที่ต้องการรายได้ดอกเบี้ยสม่ำ
เสมอ รับความเสี่ยงได้น้อย
ตราสารหนี้
ต่ำ – ปานกลาง
ต่ำ – ปานกลาง
ผู้ที่ต้องการผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากและรับความเสี่ยงได้ไม่มาก
กองทุนรวมตลาดเงิน
ต่ำ
ต่ำ
ผู้ที่ต้องการพักเงินระยะสั้น
กองทุนรวมตราสารหนี้
ต่ำ – ปานกลาง
ปานกลาง
ผู้ที่ต้องการผลตอบแทนมากกว่าการฝากเงิน แต่ไม่อยากเสี่ยงสูง
กองทุนรวมหุ้น / กองทุนรวมผสม
ปานกลาง – สูง
ปานกลาง – สูง
นักลงทุนระยะกลางถึงระยะยาวที่
รับความเสี่ยงได้เพื่อผลตอบแทนที่สูงขึ้น
ETF / Index Fund
สูง
(ขึ้นอยู่กับดัชนีที่อ้างอิง)
ปานกลาง – สูง
ผู้ลงทุนระยะยาวที่ต้องการกระจายความเสี่ยงและยอมรับความผัน
ผวนได้
หุ้นไทย / หุ้นต่างประเทศ
สูง
ปานกลาง – สูง
ผู้ต้องการผลตอบแทนสูงและยอม
รับความผันผวนได้
REITs
ปานกลาง
ปานกลาง
ผู้ที่ต้องการรายได้สม่ำเสมอและ
ต้องการกระจายความเสี่ยง
ทองคำ
ปานกลาง – สูง
ปานกลาง – สูง
ผู้ที่ต้องการป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อหรือเศรษฐกิจผันผวน
คริปโทเคอร์เรนซี
สูงมาก
สูงมาก
ผู้ที่รับความเสี่ยงได้สูงมาก มีความรู้ด้านคริปโทฯ
อสังหาริมทรัพย์
ปานกลาง
ปานกลาง
ผู้ที่มีเงินทุนก้อนและต้องการลงทุนระยะยาว

ที่มา: กลต., ตลาดหลักทรัพย์

มือใหม่ควรลงทุนอะไรดี? จัดอันดับตามงบประมาณเริ่มต้น

เพราะแต่ละคนมีงบประมาณและเป้าหมายทางการเงินต่างกัน การเลือกการลงทุนที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงและเงินตั้งต้นเป็นสิ่งสำคัญ

มีเงิน 1,000 - 5,000 บาท ลงทุนอะไรดี?

เป้าหมายหลัก : เริ่มต้นด้วยสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ เน้นสร้างวินัยในการออมและการลงทุน เรียนรู้ระบบการลงทุนก่อนขยับไปสินทรัพย์ที่เสี่ยงสูงขึ้น 
ตัวเลือกที่เหมาะสม: กองทุนรวมตลาดเงิน, สลากออมทรัพย์, การลงทุนแบบ DCA ในกองทุนรวม
  1. กองทุนรวมตลาดเงิน ความเสี่ยงต่ำมาก สภาพคล่องสูง ถอนง่าย เหมาะกับการพักเงินและเรียนรู้ระบบการลงทุน เริ่มต้นตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพันบาท
  2. สลากออมทรัพย์ ความเสี่ยงต่ำ เงินต้นปลอดภัยและมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลเพิ่มผลตอบแทน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการออมเงินแบบมีแรงจูงใจ
  3. ลงทุนแบบ DCA (Dollar-Cost Averaging) ในกองทุนรวม คือ การทยอยลงทุนจำนวนเงินเท่า ๆ กันทุกเดือน เช่น เดือนละ 1,000 บาท ในกองทุนรวมหุ้นหรือกองทุนรวมผสม มือใหม่ที่ต้องการลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาด

มีเงิน 10,000 บาท ลงทุนอะไรดี?

เป้าหมายหลัก: เริ่มสร้างพอร์ตการลงทุนอย่างจริงจัง คำนึงถึงการกระจายความเสี่ยง ไม่ควรลงทุนทั้งหมดในสินทรัพย์เดียว ควรวางแผนระยะยาวมากกว่าเก็งกำไรระยะสั้น และเลือกสินทรัพย์ที่เหมาะกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ อาจแบ่งบางส่วนในหุ้น หรือกระจายบางส่วนไปยังกองทุนรวมเพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ต
ตัวเลือกที่เหมาะสม: กองทุน ETF, กองทุนรวมหุ้น, การเปิดพอร์ตหุ้น
  1. กองทุน ETF / Index Fund เน้นกระจายลงทุนในหุ้นหลายตัวพร้อมกัน ค่าธรรมเนียมต่ำ เหมาะกับลงทุนระยะยาว ลดความเสี่ยงจากการเลือกหุ้นรายตัว เหมาะกับมือใหม่ที่ต้องการลงทุนในหุ้นแต่ยังไม่มั่นใจเลือกหุ้นเอง
  2. กองทุนรวมหุ้น มีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพบริหารจัดการ เลือกลงทุนได้ทั้งหุ้นไทยและหุ้นต่างประเทศ ความเสี่ยงปานกลางถึงสูง มีโอกาสเติบโตดีในระยะยาว เหมาะกับคนที่ไม่มีเวลาศึกษาหุ้น แต่ต้องการผลตอบแทนสูงกว่าตราสารหนี้
  3. เปิดพอร์ตหุ้นและลงทุนเอง เลือกซื้อหุ้นรายตัวได้เอง โอกาสสร้างผลตอบแทนสูง แต่ความผันผวนสูงเช่นกัน ต้องศึกษาพื้นฐานบริษัท งบการเงิน และแนวโน้มอุตสาหกรรม เหมาะกับผู้ที่มีความรู้และรับความเสี่ยงได้มากกว่า

มีเงิน 50,000 - 100,000 บาท ลงทุนอะไรดี?

เป้าหมายหลัก:เริ่มจัดพอร์ตการลงทุนด้วยการกระจายความเสี่ยงในหลายสินทรัพย์ ลดความผันผวน มีการวางแผนการลงทุนระยะยาวและทบทวนพอร์ตทุก 6 – 12 เดือน การลงทุนอย่างสม่ำเสมอและมีวินัยจะช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงมากขึ้นในระยะยาว
ตัวเลือกที่เหมาะสม: จัดพอร์ตลงทุนแบบกระจายความเสี่ยง ไม่ควรลงทุนทั้งหมดในสินทรัพย์ประเภทเดียว
ตัวอย่างการจัดพอร์ตสำหรับมือใหม่
  • พอร์ตสายสมดุล (Balanced Portfolio)
    • เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการการเติบโตของเงินลงทุน แต่ยังต้องการควบคุมความผันผวนของพอร์ต
    • ตัวอย่างสัดส่วนที่แนะนำ: 40% กองทุนหุ้น / ETF, 30% กองทุนตราสารหนี้, 20% REITs หรือกองทุนอสังหาฯ และ 10% ทองคำ
  • พอร์ตสายเติบโต (Growth Portfolio)
    • เหมาะสำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้มากขึ้น มีเป้าหมายลงทุนระยะยาว รับความผันผวนได้
    • ตัวอย่างสัดส่วนที่แนะนำ: 60 - 70% หุ้นไทย / หุ้นต่างประเทศ / ETF หุ้น 15 - 20% REITs 10% ทองคำ ส่วนที่เหลือเป็นเงินสดหรือกองทุนรวมตลาดเงิน
  • พอร์ตสายระมัดระวัง (Conservative Portfolio)
    • เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรักษาเงินต้นเป็นหลัก และเน้นเสถียรภาพของพอร์ต
    • ตัวอย่างสัดส่วนที่แนะนำ: 40 – 50% ตราสารหนี้ / พันธบัตรรัฐบาล, 20 – 30% กองทุนหุ้น, 10 – 20% ทองคำ และส่วนที่เหลือเป็นเงินสดสำรอง

มีเงิน 1 ล้านบาทขึ้นไปลงทุนอะไรดี?

เป้าหมายหลัก:วางแผนการลงทุนเชิงกลยุทธ์เพื่อสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว มีเงินสำรองฉุกเฉินแยกไว้ก่อนลงทุน กระจายความเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศ ทบทวนพอร์ตอย่างน้อยปีละครั้ง คาดหวังผลตอบแทนระยะยาวมากกว่าระยะสั้น
ตัวเลือกที่เหมาะสม: อสังหาริมทรัพย์, หุ้นปันผล, กองทุนหลายประเภท
  1. อสังหาริมทรัพย์ เหมาะกับผู้ที่ต้องการสินทรัพย์จับต้องได้และสร้างผลตอบแทนในระยะยาว เช่น คอนโดเพื่อปล่อยเช่า บ้านเช่า หรือที่ดิน สร้างรายได้จากค่าเช่าและกำไรจากราคาที่เพิ่มขึ้น
  2. หุ้นปันผล เหมาะกับผู้ที่ต้องการ Passive Income และรับความผันผวนของตลาดได้ โดยเลือกบริษัทพื้นฐานดี จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ และมีโอกาสได้กำไรจากราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น
  3. กองทุนหลากหลายประเภท เหมาะสำหรับการจัดพอร์ตการลงทุนแบบเต็มรูปแบบ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาสินทรัพย์เดียว และสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงกับโอกาสเติบโต สามารถกระจายลงทุนในหลายกองทุน เช่น กองทุนรวมหุ้นไทยและต่างประเทศ, ETF ต่างประเทศ, กองทุนรวมตราสารหนี้, REITs, ทองคำ เป็นต้น 

ลงทุนอะไรดี ความเสี่ยงน้อย แต่ได้ผลตอบแทนดี?

การลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่ได้ผลตอบแทนดีนั้นต้องอยู่บนความเข้าใจการลงทุนที่ถูกต้อง

ความเสี่ยง vs ผลตอบแทน: หลักการพื้นฐานที่ต้องเข้าใจ (Risk - Return Tradeoff)

ยิ่งคาดหวังผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงก็ยิ่งสูงตามไปด้วย ดังนั้น หากพบข้อเสนอการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงผิดปกติ ควรระมัดระวังเพราะอาจมีความเสี่ยงซ่อนอยู่ การลงทุนที่ดีควรอยู่บนความรอบคอบ ศึกษาข้อมูลอย่างเหมาะสม และไม่คาดหวังผลตอบแทนเหนือความเป็นจริง

แชร์เทคนิคเสี่ยงน้อย ผลตอบแทนดี

  • กระจายความเสี่ยง (Diversification) ไม่ควรลงทุนทั้งหมดในสินทรัพย์เดียว การแบ่งเงินลงทุนให้หลากหลายสามารถช่วยลดความผันผวนของพอร์ตได้
  • ลงทุนระยะยาว การลงทุนระยะยาวช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนระยะสั้น
  • ลงทุนสม่ำเสมอ (DCA) การทยอยลงทุนเป็นประจำจำนวนเท่า ๆ กัน ช่วยลดความเสี่ยงจากการจับจังหวะตลาดผิด และเป็นวิธีเริ่มต้นที่ดีสำหรับมือใหม่
  • เลือกสินทรัพย์ตามระดับความเสี่ยงที่รับได้จริง อย่าเลือกการลงทุนจากผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว ควรพิจารณาความเสี่ยงที่สามารถรับได้เพื่อให้พอร์ตเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว

มือใหม่ควรเลือกระดับความเสี่ยงเท่าไร?

สำหรับผู้เริ่มต้นลงทุน การรู้ว่าตนเอง “รับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน” เป็นขั้นตอนสำคัญที่สุดก่อนเลือกลงทุนเพื่อประเมินระดับความเสี่ยงที่ยอมรับ หากอยากรู้ว่าเรารับความเสี่ยงได้แค่ไหน แนะนำให้ทำแบบทดสอบระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ TSI Risk Profile ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมจริง ๆ
  • หากผลประเมินออกมาว่า รับความเสี่ยงได้ต่ำ ก็เลือกสินทรัพย์ระดับความเสี่ยง 1–3 ตามมาตรฐานกองทุนรวมไทย ซึ่งเป็นตราสารหนี้และตลาดเงินที่ผันผวนน้อยและเหมาะกับผู้ต้องการรักษาเงินต้น
  • หากผลประเมินอยู่ที่ ปานกลาง สามารถเลือกลงทุนในสินทรัพย์ระดับ 4–5 เช่น กองทุนรวมตราสารหนี้และกองทุนรวมผสมที่เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นที่ต้องการเติบโตแต่ยังไม่ต้องการความเสี่ยงสูงมาก
  • หากผลประเมินบอกว่า รับความเสี่ยงได้สูง สามารถเลือกลงทุนในสินทรัพย์ระดับ 6–8 เช่น กองทุนรวมหุ้น กองทุนรวมอุตสาหกรรมเฉพาะทาง หรือสินทรัพย์ทางเลือกที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงแต่ผันผวนมากตามมาตรฐานระดับความเสี่ยงของอุตสาหกรรม
การลงทุนโดยยึดตามระดับความเสี่ยงที่ผ่านการประเมิน จะช่วยให้ตัดสินใจได้มั่นใจขึ้น ลดโอกาสตื่นตระหนกช่วงตลาดผันผวน

ขั้นตอนเริ่มต้นลงทุนสำหรับมือใหม่ทำอย่างไร?

การเริ่มต้นลงทุนอย่างมีระบบเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดความผิดพลาด และช่วยวางรากฐานที่มั่นคงให้กับแผนการเงินในระยะยาว โดยมีขั้นตอนสำคัญดังต่อไปนี้

สำรวจสถานะการเงินตัวเอง

ก่อนเริ่มลงทุน ผู้ลงทุนควรทบทวนรายรับ รายจ่าย ภาระหนี้สิน และสภาพคล่องทางการเงิน พร้อมจัดสรรเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 3–6 เดือนของค่าใช้จ่ายไว้ในบัญชีสภาพคล่องสูงที่สามารถถอนมาใช้ได้ทันทีหากจำเป็น

ตั้งเป้าหมายการลงทุนตามช่วงเวลา (ระยะสั้น / กลาง / ยาว)

การกำหนดวัตถุประสงค์และระยะเวลาการลงทุนเป็นขั้นตอนสำคัญในการเลือกผลิตภัณฑ์ทางการ เงินที่เหมาะสม โดยทั่วไปสามารถแบ่งเป้าหมายเป็น ระยะสั้น 1 - 3 ปี ,ระยะกลาง 3 - 7 ปี และระยะยาว 10 ปีขึ้นไป

ทำแบบทดสอบระดับความเสี่ยง (Risk Profile)

ก่อนลงทุน ผู้ลงทุนควรทำแบบประเมินระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ผ่านแบบทดสอบของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) หรือของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถเลือกผลิตภัณฑ์การลงทุนได้อย่างเหมาะสมกับความสามารถในการรับความผันผวนของแต่ละบุคคล โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำหนดระดับความเสี่ยงผลิตภัณฑ์การลงทุนไว้ 8 ระดับ ดังนี้

ระดับความ
เสี่ยง
ลักษณะความ
เสี่ยง
ตัวอย่างสินทรัพย์ที่ใกล้เคียง เหมาะกับใคร
ระดับ 1 เสี่ยงต่ำมาก กองทุนรวมตลาดเงินในประเทศ เช่น เงินฝาก, ตั๋วเงินคลัง, ตราสารหนี้อายุไม่เกิน 1 ปี ผู้ที่ต้องการรักษาเงินต้น 100%
ระดับ 2 เสี่ยงต่ำ กองทุนรวมตลาดเงิน ผู้ที่ต้องการพักเงินระยะสั้น
ระดับ 3 เสี่ยงค่อนข้างต่ำ พันธบัตรรัฐบาล, กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น ผู้ที่ต้องการผลตอบแทนมากกว่าเงินฝาก
ระดับ 4 เสี่ยงปานกลาง
ค่อนข้างต่ำ
กองทุนรวมตราสารหนี้ รับความผันผวนได้เล็กน้อย
ระดับ 5 เสี่ยงปานกลาง กองทุนผสม, ETF ที่ลงทุนหุ้นขนาดใหญ่ ผู้ที่ต้องการกระจายความเสี่ยงหลายสินทรัพย์ในพอร์ต
ระดับ 6 เสี่ยงค่อนข้างสูง กองทุนรวมหุ้น, หุ้นขนาดใหญ่ (Blue Chip) ผู้ที่ต้องการผลตอบแทนและรับความผันผวนได้
ระดับ 7 เสี่ยงสูง หุ้นรายตัว, หุ้นต่างประเทศ, กองทุนเฉพา ผู้ที่ต้องการผลตอบแทนสูงขึ้นและรับความผันผวนสูงได้
ระดับ 8 เสี่ยงสูงมาก คริปโทเคอร์เรนซี, อนุพันธ์ (Derivative), สินทรัพย์เก็งกำไรสูง ผู้มีประสบการณ์และรับความเสี่ยงได้มาก

หมายเหตุ:
  • การจัดระดับอาจแตกต่างกันตามรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ไม่ใช่แค่ประเภทสินทรัพย์
  • กองทุนรวมเดียวกันอาจมีระดับความเสี่ยงต่างกันตามนโยบายการลงทุน
  • ก่อนลงทุนควรทำแบบประเมินความเสี่ยงตามที่บริษัทหลักทรัพย์หรือบริษัทจัดการกองทุนกำหนด
ที่มา: ตลาดหลักทรัพย์

เลือกช่องทางและเปิดบัญชีลงทุน

การเปิดบัญชีลงทุนปัจจุบันสามารถทำได้ง่ายผ่านแอปพลิเคชันธนาคารหรือแพลตฟอร์มการลงทุนต่าง ๆ โดยควรพิจารณาค่าธรรมเนียม ความน่าเชื่อถือ มาตรฐานการให้บริการ และความสะดวกในการใช้งานประกอบการตัดสินใจ

เริ่มลงทุนด้วยกลยุทธ์ DCA (Dollar-Cost Averaging)

การเริ่มลงทุนด้วยจำนวนเงินเท่า ๆ กันอย่างสม่ำเสมอ (DCA) เหมาะกับนักลงทุนมือใหม่และมนุษย์เงินเดือน เพราะช่วยสร้างวินัยการลงทุน ลดความเสี่ยงจากการจับจังหวะตลาด และส่งเสริมผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในระยะยาว
ที่มา: ตลาดหลักทรัพย์

สิ่งที่นักลงทุนมือใหม่ต้องระวังมีอะไรบ้าง?

นักลงทุนมือใหม่มักขาดทุนเพราะตัดสินใจผิดพลาดซ้ำ ๆ ซึ่ง 7 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย คือ
  1. ลงทุนตามกระแสโดยไม่ศึกษาข้อมูล

    หลีกเลี่ยงการตัดสินใจลงทุนจากคำชวนหรือกระแสสังคมโดยขาดการวิเคราะห์ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลพื้นฐานของสินทรัพย์ เช่น ความเสี่ยง นโยบายการลงทุน และปัจจัยที่มีผลต่อราคาอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจลงทุน
  2. ไม่กระจายความเสี่ยง (ลงทุนในสินทรัพย์เดียว)

    เลือกทุ่มเงินทั้งหมดในหุ้นตัวเดียวหรือสินทรัพย์ประเภทเดียว อาจได้รับผลกระทบเมื่อเกิดความผันผวน แนะนำให้กระจายพอร์ตการลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท เพื่อบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม
  3. นำเงินสำรองฉุกเฉินมาลงทุน

    ไม่ควรนำเงินที่ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หรือเงินสำรองฉุกเฉินมาลงทุน เนื่องจากอาจจำเป็นต้องขายสินทรัพย์ในช่วงที่ราคาไม่เหมาะสมส่งผลให้ขาดทุนโดยไม่จำเป็น
  4. ตื่นตระหนกเมื่อตลาดผันผวน (Panic Sell)

    ผู้ลงทุนรายใหม่มักเกิดความกังวลเมื่อมูลค่าพอร์ตลดลงและตัดสินใจขายสินทรัพย์ทันที ซึ่งอาจทำให้ขาดทุนโดยไม่จำเป็น การลงทุนควรยึดตามเป้าหมายและระยะเวลาที่กำหนดไว้ พร้อมเข้าใจว่าความผันผวนเป็นส่วนหนึ่งของตลาด
  5. ขาดเป้าหมายและวินัยในการลงทุน

    การลงทุนโดยไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ตามอารมณ์ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงในการขาดทุนสูง ผู้ลงทุนควรกำหนดวัตถุประสงค์ ระยะเวลาการลงทุน และติดตามทบทวนพอร์ตตามระยะเวลาที่วางแผนไว้
  6. มองข้ามค่าธรรมเนียมและภาษี

    ค่าธรรมเนียมการซื้อขาย ค่าบริหารจัดการกองทุน รวมถึงภาษีที่เกี่ยวข้องอาจส่งผลต่อผลตอบแทนโดยรวม ผู้ลงทุนควรศึกษารายละเอียดค่าใช้จ่ายให้ครบถ้วน และเลือกผลิตภัณฑ์หรือแพลตฟอร์มที่เหมาะสมกับรูปแบบการลงทุนของตนเอง
  7. คาดหวังผลตอบแทนเกินจริงหรือหลงเชื่อการลงทุนที่ไม่น่าเชื่อถือ

    ข้อเสนอที่ให้ผลตอบแทนสูงผิดปกติหรือไม่มีความชัดเจนมักเกี่ยวข้องกับการหลอกลวง ผู้ลงทุนควรตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการ และทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง
ที่มา: ตลาดหลักทรัพย์

แม้ว่าการลงทุนจะมีความเสี่ยง แต่ก็เป็นโอกาสสร้างผลตอบแทนและเพิ่มความมั่งคั่งในระยะยาว นักลงทุนมือใหม่ที่ต้องการเริ่มต้นอย่างมั่นใจควรทำความเข้าใจความเสี่ยงของแต่ละประเภทสินทรัพย์ มีวินัยในการลงทุนและศึกษาข้อมูลประกอบการตัดสินใจอย่างรอบคอบ
สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นลงทุนแต่ยังไม่มั่นใจ กองทุนรวมของ บลจ.เกียรตินาคินภัทรเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยกระจายความเสี่ยง พร้อมเปิดโอกาสให้เข้าถึงสินทรัพย์หลากหลายทั้งในและต่างประเทศ แม้ไม่มีประสบการณ์ก็สามารถเริ่มลงทุนได้ง่าย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างความมั่นคงและเติบโตให้เงินลงทุนในระยะยาว

หากสนใจเริ่มต้นลงทุนในกองทุน สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองทุนรวม ธนาคารเกียรตินาคินภัทร

หมายเหตุ: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

A: การลงทุนที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้รวดเร็ว มักมาพร้อมระดับความเสี่ยงที่สูงขึ้น หากเป็นมือใหม่ควรระมัดระวังการคาดหวังผลกำไรในระยะสั้นเกินควร เนื่องจากการลงทุนอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยเวลา วินัย และการวางแผนที่เหมาะสม โดยควรเน้นการลงทุนเพื่อการเติบโตในระยะกลางถึงยาวมากกว่าเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่ไม่ จำเป็น
A: กองทุนรวมและหุ้นต่างมีความเหมาะสมที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับประสบการณ์ เวลา และระดับความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนยอมรับได้
  • กองทุนรวม เหมาะสำหรับผู้ลงทุนมือใหม่หรือผู้ที่ไม่มีเวลาติดตามข้อมูล เนื่องจากมีผู้จัดการกองทุนดูแลการลงทุน และช่วยกระจายความเสี่ยงในพอร์ตได้ดี
  • หุ้นรายตัว มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่า แต่ต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจในธุรกิจ และความสามารถในการรับความผันผวนของตลาด
สำหรับผู้ที่ยังไม่มีประสบการณ์ แนะนำให้เริ่มต้นจากกองทุนรวมก่อน แล้วค่อยพัฒนาไปสู่การลงทุนหุ้นรายตัวเมื่อมีความพร้อม
A: สินทรัพย์ที่จัดอยู่ในระดับความเสี่ยงต่ำ ได้แก่ เงินฝาก พันธบัตรรัฐบาล และกองทุนรวมตลาดเงิน ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีโอกาสขาดทุนน้อยและมีความผันผวนต่ำ เหมาะสำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้น้อยหรือเน้นรักษาเงินต้น
A: DCA (Dollar-Cost Averaging) คือ วิธีการลงทุนด้วยจำนวนเงินเท่า ๆ กันอย่างสม่ำเสมอ เช่น เดือนละ 2,000 บาททุกเดือน โดยไม่คำนึงถึงระดับราคาของสินทรัพย์ในแต่ละช่วงเวลา วิธีนี้ช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาด และช่วยสร้างวินัยในการลงทุนอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ลงทุนมือใหม่และผู้ที่มีรายได้ประจำ
ที่มา: ตลาดหลักทรัพย์
A: สัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับรายได้ ภาระค่าใช้จ่ายและเป้าหมายชีวิต และเป้าหมายทางการเงินของแต่ละบุคคล โดยทั่วไปแนะนำให้จัดสรรเงินออมและเงินลงทุนประมาณ 10–20% ของรายได้ต่อเดือน และสามารถเพิ่มเป็น 30% หรือมากกว่า หากมีความต้องการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว ทั้งนี้ควรมีเงินสำรองฉุกเฉินและไม่ควรมีภาระหนี้สินที่เป็นอุปสรรคต่อสภาพคล่องทางการเงิน