Money

เคล็บลับง่ายๆ ในการดูแลยางรถยนต์

Post by | Admin

ยางรถยนต์เป็นส่วนประกอบสำคัญในการขับขี่ ยางรถยนต์ชทำหน้าที่หยุดรถเมื่อเกิดเหตุการณ์อันตราย วันนี้ KKP มีเคล็บลับง่ายๆ ในการดูแลยางรถยนต์เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัยมาฝาก สำหรับผู้ใช้รถทุกท่าน

ตรวจสอบลมยาง ลมยางเป็นสิ่งที่ทุกคนให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ หากเติมลมยางแข็งเกินไปก็อาจทำให้ลดประสิทธิภาพในการเกาะถนน ยางมีความยืดหยุ่นน้อย และมีโอกาสระเบิดได้ง่าย หรือหากเติมลมยางอ่อนเกินไป ก็อาจทำให้เปลืองน้ำมันมากกว่าเดิม และทำให้แก้มยางเกิดการบิดเบี้ยวและผิดรูปได้ ทางที่ดีควรเช็กลมยางเดือนละ 1-2 ครั้ง ยิ่งโดยในหน้าฝน ควรหมั่นตรวจเช็คลมยางบ่อยๆ และควรเติมลมยางเผื่อไว้ประมาณ 1-2 ปอนด์ เพื่อให้ยางแข็งกว่าเดิมจะช่วยรีดน้ำและเกาะถนนได้ดีขึ้น

ตรวจสอบดอกยาง ดอกยาง เป็นสิ่งหนึ่งที่ควรใส่ใจไม่แพ้ลมยาง เพราะดอกยางนี่แหละที่จะช่วยยึดเกาะถนน และช่วยรีดน้ำออกไปจากหน้ายาง โดยควรหมั่นสังเกตความลึกของดอกยาง หากดอกยางมีความลึกต่ำกว่า 3 มิลลิเมตร ก็ควรเปลี่ยนยางใหม่ได้เลย โดยเฉพาะหน้าฝนแบบนี้หากยังใช้ยางที่ดอกยางโล้นลุยฝนก็มีโอกาสรถจะลื่นไถล ไม่เกาะถนนได้มากกว่าปกติเลยทีเดียว

สลับยางทุกๆ 10,000 กิโลเมตร การสลับยางรถยนต์ จะช่วยยืดอายุการใช้งานของยางรถยนต์ให้ยาวนานขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ขับรถยนต์ทางไกล หรือขับขี่รถด้วยความเร็วสูงเป็นประจำ ยางรถยนต์แต่ละข้างก็จะมีการสึกหรอหรือเสื่อมสภาพไม่เท่ากัน ทางที่ดีเมื่อรถวิ่งจนครบระยะทางประมาณ 10,000 กิโลเมตร ควรที่จะทำการสลับยาง และตรวจเช็คศูนย์ล้อ โดยสลับยางล้อคู่หน้ากับยางล้อคู่หลัง เพื่อให้ดอกยางของทุกล้อสึกหรอเท่าๆ กัน

ตรวจสอบอายุยางรถยนต์ การตรวจสอบอายุยางรถยนต์ ซึ่งปกติแล้วยางรถยนต์จะมีอายุการใช้งานประมาณ 2-3 ปี หรือใช้งานไปแล้วประมาณ 50,000-80,000 กิโลเมตรขึ้นไป ก็ควรเริ่มที่จะเปลี่ยนยางรถยนต์ใหม่ แต่หากรถยนต์ไม่ค่อยได้ใช้ หรือเช็กสภาพยางแล้ว ยังมีสภาพดี ดอกยางยังไม่สึกหรอก็ยังสามารถใช้งานได้ต่อไป

 

แนวโน้มของราคาทอง

มั่นว่า ข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตระหว่าง OPEC และ non-OPEC จะทำได้จริงและตรึงกำลังการผลิตได้จริง ถึงแม้จะมีการขยายระยะเวลาตรึงกำลังการผลิตออกไปถึงปีหน้าก็ตาม

 

ไปดูเหตุผลที่ตลาดไม่เชื่อ หนึ่งในนั้นก็เพราะ กำลังการผลิตนอกกลุ่ม OPEC ก็ยังเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในสหรัฐ จากตัวเลขแท่นขุดเจาะรายสัปดาห์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แทบทุกสัปดาห์ตั้งแต่ย่างเข้าไป 2017 เป็นต้นมา รวมถึงการเดินกำลังการผลิต Shale Oil และ Shale Gas ที่สะท้อนว่า ต้นทุนการผลิตของเทคโนโลยีนี้ เข้ามาใกล้จุดที่สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตน้ำดิบได้แล้วถ้ามองภาพใหญ่กว่านั้น ราคาน้ำมันก็โดนกดดันอยู่มาอย่างต่อเนื่องจากการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด หรือ Clean Energy โดยเทคโนโลยีที่จะมาเป็นคู่แข่งพลังงานน้ำมันจริงๆ ก็คือ Power Storage หรือ ตัวเก็บประจุไฟฟ้า นั้นเอง เพราะตัวเก็บประจุไฟฟ้า หรือ Power Storage จะทำให้การใช้พลังงานสะอาดมีเสถียรภาพมากขึ้น ยกตัวอย่าง ถ้าใช้พลังงานแสงอาทิตย์ แต่ไม่มีตัวเก็บประจุ ก็แปลว่า เราจะใช้ไฟฟ้าได้แค่ตอนช่วงกลางวันเท่านั้น ดังนั้น เทคโนโลยี Power Storage จึงถือว่ามีความสำคัญ และเป็นจุดเปลี่ยนอีกหนึ่งอย่างที่จะทำให้ต้นทุนการผลิตพลังงานสะอาดต่ำลงไปอีก และเข้าถึงคนจำนวนมากกว่าปัจจุบัน

สรุปทิศทางราคาน้ำมัน

ราคาน้ำมันถูกเทขายลงมาที่ ราวๆ 42-43 ดอลลาร์ กลางเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งประเด็นหลักๆ มาจากตลาดเริ่มไม่เชื่อมั่นว่า ข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตระหว่าง OPEC และ non-OPEC จะทำได้จริงและตรึงกำลังการผลิตได้จริง ถึงแม้จะมีการขยายระยะเวลาตรึงกำลังการผลิตออกไปถึงปีหน้าก็ตาม

Suggested
16 Oct 2020
6 Checklists ที่ต้องทำ ก่อนขับรถเที่ยว
Lifestyle
04 Aug 2020
จับชีพจรตลาดรถไทยหลังโควิด-19: ตลาดรถมือสองคึกคักสวนทางรถใหม่ ท่ามกลางความท้าทาย
Economic
16 Apr 2020
ซื้อรถอย่างไรไม่ลำบากในแต่ละเดือน
Money