Good Vibes
5 วิธีปลดล็อกความเครียดที่คุณเองก็ทำได้
- 15 Dec 22
- 3,175

ถ้าเลือกได้คงไม่มีใครอยากพบเจอกับความเครียด แต่ในบางครั้งคนเราก็ไม่สามารถหลีกหนีจากสภาวะทางอารมณ์เช่นนี้ได้ ขึ้นอยู่ที่ว่าแต่ละคนจะมีวิธีการจัดการอย่างไร หลายคนมักจะเครียดสะสมโดยที่ไม่รู้ตัว จนส่งผลต่อร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ เช่น หงุดหงิดง่าย ป่วยง่าย นอนไม่หลับ หากปล่อยไว้นานวันเข้าก็อาจทำให้เกิดการเจ็บป่วยที่รุนแรงได้
ก่อนที่จะสายเกินไป หรืออย่างน้อยก็ช่วยให้คุณรับมือกับความเครียดได้มากขึ้น เราจึงนำ 5 วิธีปลดล็อกความเครียดที่คุณเองก็ทำได้ มาฝากกัน ดังนี้
1. เบรกสิ่งที่ทำอยู่ทันทีเมื่อมีอาการปวดเกร็งที่ท้อง และหัวใจเต้นเร็ว
ในขณะที่คุณกำลังเครียดอยู่กับการทำงานที่หนักหน่วง แล้วเกิดปวดเกร็งที่ท้อง หัวใจเต้นเร็วขึ้น ให้หายใจลึกๆ และช้าๆ จดจ่ออยู่กับลมหายใจเข้าออก เช่น เมื่อหายใจเข้าให้ท้องป่อง และเวลาหายใจออกให้ท้องยุบลง ทำอย่างนี้ช้าๆ 5 - 10 ครั้ง หรือจนอาการปวดท้องเกร็งจะบรรเทาลงก่อน ค่อยกลับไปทำงานต่อ
2. ท่องไว้ “ไม่มีอะไรเป็นไปตามที่คิดไว้ได้ทุกอย่าง”
ถึงแม้ว่า เราจะมองว่า สิ่งที่เราได้ทำนั้น เราคิดและวางแผนมาดีแล้ว แต่สิ่งที่ไม่คาดฝันหรือไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นได้เสมอ เหมือนกับคำพูดที่หลายคนคงเคยได้ยินว่า “ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน” เช่น คุณคิดรายละเอียดและเตรียมงานมาเป็นอย่างดี แต่เมื่อถึงเวลานำเสนอผลงาน หัวหน้าอาจจะไม่ถูกใจ คุณเองก็รู้สึกผิดหวัง คิดมากจนเกิดอาการเครียด เพราะฉะนั้นให้ท่องไว้เสมอว่า “ไม่มีอะไรเป็นไปตามที่คิดไว้ได้ทุกอย่าง” และเมื่อคุณเข้าใจและยอมรับได้ก็จะช่วยให้จิตใจสงบขึ้น
3. เลี่ยงการทำอะไรหลายอย่างในเวลาเดียวกัน
การทำอะไรหลายอย่างในเวลาเดียวกัน ทำให้คุณใช้พลังงานมากจนรู้สึกเหนื่อยล้า และทำได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นหากคุณกำลังทำอะไรหลายอย่างมากเกินไป ให้เลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยเรียงลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องทำก่อน และโฟกัสอยู่กับสิ่งนั้น จากนั้นค่อยทำอย่างอื่นตามมา หากลองทำตามนี้ก็จะช่วยจัดการชีวิตให้ดีขึ้นและช่วยลดความเครียดได้อีกด้วย
4. กำหนดช่วงเวลาพักระหว่างทำงานให้ชัดเจน
เมื่อคุณนั่งทำงานอย่างเคร่งเครียด ก็ควรให้เวลาตัวเองได้พักบ้าง โดยการกำหนดช่วงเวลาพักระหว่างทำงานให้ชัดเจน เช่น เมื่อทำงานไปได้สัก 20 นาที ก็ควรเบรกสัก 3 - 4 นาที หรือถ้าคุณนั่งทำงานอย่างต่อเนื่องนานถึง 50 นาที ก็ควรพักให้นานขึ้นสัก 10 นาที เช่น ลุกเดิน ยืดเส้นยืดสาย เปลี่ยนอิริยาบถบ้าง เพื่อให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย แล้วค่อยกลับไปจดจ่อกับงานต่อ
5. โฟกัสที่ปัจจุบัน และทำให้ดีที่สุด
คงไม่มีใครบอกได้ว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่จะส่งผลอย่างไรในอนาคต หรือบางคนก็คิดถึงเรื่องแย่ๆ ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ซึ่งจริงๆ แล้วก็อาจไม่ได้แย่อย่างที่คิด ดังนั้น เราจึงไม่ควรปล่อยเวลาคิดถึงสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น หรือคิดถึงเรื่องราวในอดีตที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ควรโฟกัสที่ปัจจุบัน และตั้งใจทำสิ่งที่วางไว้ให้ดีที่สุด