Money Matter

MRR MLR MOR คืออะไร? ต่างกันอย่างไร เงื่อนไขที่ควรรู้ก่อนกู้สินเชื่อ

  • 20 เม.ย. 69
  • 849
เมื่อต้องการเงินก้อน ไม่ว่าจะเพื่อซื้อบ้าน ขยายธุรกิจ หรือใช้จ่ายในยามจำเป็น ธนาคารคือตัวเลือกแรกที่คนส่วนใหญ่นึกถึง ด้วยความน่าเชื่อถือและอัตราดอกเบี้ยที่สามารถเปรียบเทียบได้ชัดเจน

แต่ก่อนยื่นกู้ สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคืออัตราดอกเบี้ยอย่าง MRR MLR และ MOR ว่าแต่ละตัวคืออะไร ต่างกันอย่างไร และส่งผลต่อดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายจริงแค่ไหน บทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจง่ายในที่เดียว

MRR คืออะไร? (Minimum Retail Rate)

MRR หรือ Minimum Retail Rate คืออัตราดอกเบี้ยสำหรับ “ลูกค้ารายย่อยชั้นดี” ที่มีประวัติทางการเงินดีและไม่มีหนี้เสีย ซึ่งจัดเป็นดอกเบี้ยแบบลอยตัว (Floating Rate) หมายความว่าอัตราดอกเบี้ยชนิดนี้ไม่ได้คงที่ตลอด แต่จะปรับเปลี่ยนตามนโยบายของธนาคาร ดังนั้นแต่ละธนาคารจึงมีอัตรา MRR ไม่เท่ากัน

MRR เหมาะกับสินเชื่อประเภทใดบ้าง?

MRR ใช้ได้กับการขอสินเชื่อทุกประเภทที่มีการกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อบ้าน และสินเชื่อบัตรเครดิต แต่ในทางปฏิบัติ MRR มักถูกนำไปใช้คำนวณเป็นอัตราดอกเบี้ยบ้าน และสินเชื่อส่วนบุคคลเป็นหลัก 

ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

วิธีคำนวณดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านจาก MRR (พร้อมตัวอย่าง)

สำหรับผู้ที่ต้องการกู้ซื้อบ้าน อัตราดอกเบี้ย MRR คือตัวเลือกที่น่าสนใจ โดยในช่วงปีแรก ๆ อัตราดอกเบี้ยจะคงที่ หรือ MRR - ส่วนลดจากโปรโมชันของธนาคาร จากนั้นส่วนลด MRR จะค่อย ๆ น้อยลง เช่น MRR -0.50% ต่อปี

ยกตัวอย่างเช่น ปีที่ 1 - 3 ดอกเบี้ยคงที่ที่ 3.99 % ต่อปี และปีที่ 4 เป็นต้นไป MRR - 1.00% ต่อปี

สูตรคำนวณดอกเบี้ยรายเดือน

  • หาก MRR = 6.65 % ต่อปี
  • ดอกเบี้ยจริง = 6.65 - 2.00 = 4.65 % ต่อปี
  • ดอกเบี้ยต่อเดือน = (3,000,000 × 4.65 %) ÷ 365 x 30 = 11,465.75 บาท

ดังนั้น หากกู้ซื้อบ้าน 3 ล้านบาทด้วยอัตราดอกเบี้ยจริง 4.65% ต่อปี (MRR – 2%) จะต้องเสียดอกเบี้ยเดือนแรกประมาณ 11,465 บาท (ขึ้นอยู่กับจำนวนวันจริงของเดือนนั้น)

จากสูตรคำนวณ
ดอกเบี้ยต่อเดือน = (เงินต้นคงเหลือ × อัตราดอกเบี้ยต่อปี) ÷ 365 x จำนวนวันในเดือนนั้น
  • หาก MRR = 6.65 % ต่อปี และปรับขึ้น +0.25 %
  • ดอกเบี้ยจริง = 6.65 + 0.25 = 6.90 % ต่อปี
    ดอกเบี้ยต่อเดือน = (3,000,000 × 6.90 %) ÷ 365 x 30 = 17,013.70 บาท
จากกรณีกู้ซื้อบ้าน 3 ล้านบาทจะต้องเสียดอกเบี้ยประมาณ 17,013 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 5,548 บาท/เดือนโดยประมาณ จะเห็นได้ว่า เมื่อ MRR ปรับขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่ด้วยสัญญาระยะยาว ก็อาจทำให้มีภาระในการผ่อนชำระมากขึ้น
  • เงินกู้ 3 ล้าน ระยะเวลาผ่อนชำระ 30 ปี → ธนาคาร A (MRR 6.45% ต่อปี) และ ธนาคาร B (MRR 6.95% ต่อปี)
  • ส่วนต่างดอกเบี้ยตลอดอายุสัญญาของธนาคาร B จะสูงกว่าธนาคาร A
  • ธนาคาร A (MRR 6.45% ต่อปี): ค่างวดประมาณ 18,000 - 19,000 บาท/เดือน
  • ธนาคาร B (MRR 6.95% ต่อปี): ค่างวดประมาณ 19,000 - 20,000 บาท/เดือน
  • ส่วนต่างค่างวด: ประมาณ 900 - 1,100 บาทต่อเดือน
  • ส่วนต่างดอกเบี้ยรวม: ตลอด 30 ปี ธนาคาร B เสียมากกว่า ธนาคาร A มากกว่า 300,000 บาท

เทคนิคเลือกสินเชื่อบ้านให้ได้ดอกเบี้ยดีที่สุด

1. ดูอัตราดอกเบี้ย "ตลอดอายุสัญญา" ไม่ใช่แค่ปีแรก

ธนาคารส่วนใหญ่มักให้อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ (Fixed Rate) ที่ต่ำ เช่น 1.49% ต่อปี แต่ปีที่ 2–3 มักปรับขึ้นเป็นขั้นบันได และเมื่อพ้นปีที่ 4 จะกลายเป็นดอกเบี้ยลอยตัวตาม MRR สูงถึง 5–6 % ต่อปี

ดังนั้นผู้กู้ควรเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยในช่วงก่อนที่จะสามารถรีไฟแนนซ์หรือรีเทนชันได้ เพราะเป็นช่วงที่ต้องจ่ายตามสัญญาที่แน่นอน และเมื่อถึงจุดที่ทำได้ ควรพิจารณารีไฟแนนซ์หรือรีเทนชันเพื่อลดภาระดอกเบี้ย แทนที่จะปล่อยจ่ายตามสัญญาเดิมไปตลอดอายุสัญญา

2. เปรียบเทียบ MRR ของธนาคารที่สนใจ

MRR ต่ำไม่ได้แปลว่าดอกเบี้ยถูกเสมอไป เพราะต้องดูสูตรดอกเบี้ยในสัญญาประกอบด้วย เช่น ธนาคาร A ให้ MRR-2.00% ขณะที่ธนาคาร B ให้ MRR-1.50% แม้ธนาคาร A จะมี MRR สูงกว่า แต่ส่วนลดที่มากกว่าอาจทำให้ดอกเบี้ยจริงต่ำกว่าก็ได้ ผู้กู้จึงควรเปรียบเทียบทั้ง MRR ฐานและส่วนลดควบคู่กัน

3. ดู "อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง" (Effective Interest Rate)

แม้ธนาคารจะแสดงอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา แต่ในทางปฏิบัติ ผู้กู้ส่วนใหญ่จะรีไฟแนนซ์หรือรีเทนชันหลังผ่านช่วงโปรโมชัน (ประมาณปีที่ 3) ตัวเลข EIR ตลอดสัญญาจึงไม่ได้สะท้อนต้นทุนจริงที่ผู้กู้จะจ่าย ดังนั้นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือ EIR เฉพาะช่วงก่อนรีไฟแนนซ์หรือรีเทนชันได้ เช่น 3 ปีแรก เพราะเป็นช่วงที่ผู้กู้ต้องแบกรับตามเงื่อนไขสัญญาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเปรียบเทียบ EIR ในช่วงนี้ระหว่างธนาคารจะช่วยให้เห็นต้นทุนที่แท้จริงได้ชัดเจนกว่า

4. Refinance เมื่อหมดโปรโมชัน

เมื่อพ้นช่วงโปรฯ (ปีที่ 3–4) ดอกเบี้ยอาจกระโดดจาก 2–3 % ต่อปี เป็น 5–6 % ต่อปีทันที ทำให้ผู้กู้สินเชื่อบ้านต้องพยายามหาทางออกเพื่อให้ได้ดอกเบี้ยที่ต่ำลง และยังคงมีเงินพอใช้จ่าย นั่นก็คือการรีเทนชัน และรีไฟแนนซ์ ซึ่งทั้งสองวิธีนี้ ลูกหนี้สามารถทำได้เมื่อผ่อนบ้านมาแล้ว 3 ปี หรือ 5 ปีนับจากวันทำสัญญา แล้วแต่เงื่อนไขที่ระบุในสัญญา

5. เจรจากับธนาคารเพื่อขอส่วนลดเพิ่ม

ดอกเบี้ยที่ธนาคารเสนอไม่ใช่ราคาตายตัว ผู้กู้สามารถเจรจาต่อรองได้ โดยเฉพาะหากมีประวัติทางการเงินดีหรือวงเงินกู้สูง วิธีที่ได้ผลคือขอใบเสนอจาก 2-3 ธนาคาร แล้วนำไปเป็นตัวต่อรองกับธนาคารที่ต้องการ ซึ่งหลายธนาคารยินดีลดดอกเบี้ยเพิ่มอีก 0.10-0.25% ต่อปี เพื่อรักษาลูกค้าไว้ แม้ส่วนต่างจะดูน้อย แต่เมื่อคิดกับวงเงินหลักล้านบาทในระยะเวลาหลายปี ก็ช่วยประหยัดได้เป็นหมื่นบาท

MLR คืออะไร? (Minimum Loan Rate)

MLR หรือ Minimum Loan Rate คือ อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารเรียกเก็บจาก “ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี” เช่น ลูกค้าที่มีประวัติการเงินดี หรือนิติบุคคลที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันเพียงพอ ซึ่งเป็นการคิดดอกเบี้ยแบบลอยตัวเช่นเดียวกันกับ MRR แต่อัตราดอกเบี้ยมักจะต่ำกว่า เนื่องจากลูกค้ากลุ่มนี้มีความเสี่ยงต่ำกว่าและมีอำนาจต่อรองมากกว่า

MLR เหมาะกับสินเชื่อประเภทใดบ้าง?

สินเชื่อที่ใช้อัตราดอกเบี้ย MLR ส่วนใหญ่เหมาะสำหรับลูกค้ารายใหญ่ ได้แก่ สินเชื่อธุรกิจ สินเชื่อนิติบุคคล หรือสินเชื่อระยะยาว โดยสูตรการคำนวณดอกเบี้ย MLR จะเหมือนกับสูตรการคำนวณ MRR โดยขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละธนาคาร

วิธีคำนวณดอกเบี้ยจาก MLR (พร้อมตัวอย่าง)

ดอกเบี้ยต่อเดือน = (เงินต้นคงเหลือ × อัตราดอกเบี้ยต่อปี)  ÷ 365 x จำนวนวันในเดือนนั้น

ตัวอย่าง: ธนาคารอนุมัติสินเชื่อธุรกิจ 5,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ย MLR -1.00% ต่อปี โดย MLR ปัจจุบันอยู่ที่ 7.05% ต่อปี ผ่อนชำระเดือนละ 60,000 บาท งวดแรกจะคำนวณดอกเบี้ยได้ ดังนี้
จากสูตรคำนวณ
ดอกเบี้ยต่อเดือน = (เงินต้นคงเหลือ × อัตราดอกเบี้ยต่อปี) ÷ 365 x จำนวนวันในเดือนนั้น
  • หาก MRR = 7.05 % ต่อปี
  • ดอกเบี้ยจริง = 7.05 - 1.00 = 6.05 % ต่อปี
  • ดอกเบี้ยต่อเดือน = (5,000,000 × 6.05 %) ÷ 365 x 30 = 24,863.01 บาท
ดังนั้น เงินที่ผ่อน 60,000 บาทต่อเดือน จะแบ่งเป็นดอกเบี้ย 24,863.01 บาท และเงินต้น 35,136.99 บาท เหลือเงินต้นคงค้าง 4,964,863.01บาท ซึ่งจะนำไปคำนวณดอกเบี้ยในงวดถัดไป ทำให้ดอกเบี้ยลดลงเรื่อย ๆ ตามเงินต้นที่ลดลง

อย่างไรก็ตาม ธนาคารบางแห่งก็ใช้ MLR เป็นอัตราอ้างอิงสำหรับสินเชื่อบ้านเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) ใช้ MLR กับสินเชื่อบ้าน KKP HOME FLEXI วงเงิน 5 ล้านบาท อายุสัญญา 30 ปี โดย MLR ณ วันที่ 25 ธันวาคม 2568 อยู่ที่ 7.55% ต่อปี และมีอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (EIR) อยู่ระหว่าง 5.925% - 15% ต่อปี ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นดอกเบี้ยลอยตัว อัตราจึงสามารถปรับเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ตามนโยบายของธนาคาร

หมายเหตุ: ควรกู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว อัตราดอกเบี้ยลอยตัวอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ และอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (EIR) อาจแตกต่างจากอัตราดอกเบี้ยที่โฆษณา

MOR คืออะไร? (Minimum Overdraft Rate)

MOR หรือ Minimum Overdraft Rate คืออัตราดอกเบี้ยสำหรับเงินเบิกเกินบัญชี (Overdraft: OD) สำหรับลูกหนี้ชั้นดี โดยเป็นดอกเบี้ยแบบลอยตัวเช่นเดียวกับ MRR และ MLR แต่เนื่องจากสินเชื่อประเภทนี้มีความเสี่ยงสูงกว่าสินเชื่อทั่วไป ธนาคารจึงมีการพิจารณาอย่างเข้มงวด ทั้งประวัติทางการเงิน คุณสมบัติของผู้กู้ และหลักทรัพย์ประกัน

MOR เหมาะกับสินเชื่อประเภทใดบ้าง?

MOR ใช้กับสินเชื่อหมุนเวียนระยะสั้น เหมาะสำหรับกลุ่มธุรกิจที่ต้องการวงเงินเบิกเกินบัญชี (Overdraft / OD) เพื่อเสริมสภาพคล่องในการดำเนินกิจการ เช่น ใช้หมุนเวียนจ่ายค่าสินค้า จ่ายเงินเดือนพนักงาน หรือรองรับค่าใช้จ่ายที่ไม่แน่นอนในแต่ละเดือน

วิธีคำนวณดอกเบี้ยจาก MOR (พร้อมตัวอย่าง)

ธุรกิจได้รับอนุมัติวงเงิน O/D 1,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ย MOR + 1.00% ต่อปี หากมีการเบิกใช้จริง 500,000 บาท เป็นเวลา 15 วัน

จากสูตรคำนวณ 

ดอกเบี้ยต่อเดือน = (เงินต้นคงเหลือ × อัตราดอกเบี้ยต่อปี) ÷ 365 x จำนวนวันที่เบิกใช้

  • หาก MRR = 7.00 % ต่อปี
  • ดอกเบี้ยจริง = 7.00 + 1.00 = 8.00 % ต่อปี
  • ดอกเบี้ย = (500,000 × 8.00 %) ÷ 365 x 15 = 1,643.84 บาท

หากเบิกใช้น้อยลงหรือนำเงินเข้าบัญชีคืนเร็ว ดอกเบี้ยก็จะลดลงตาม จึงเหมาะกับธุรกิจที่ต้องการเงินหมุนเวียนระยะสั้นและไม่ต้องการแบกภาระดอกเบี้ยจากวงเงินที่ไม่ได้ใช้

MRR vs MLR vs MOR ต่างกันอย่างไร?

อัตราดอกเบี้ยทั้ง 3 รูปแบบจะมีความต่างกัน โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่ต้องการขอสินเชื่อ และอัตราดอกเบี้ยทั่วไป ซึ่งสรุปได้จากตารางต่อไปนี้

ประเภทสินทรัพย์
MRR
(Minimum Retail Rate)
MLR
(Minimum Loan Rate)

MOR
(Minimum Overdraft Rate)

กลุ่มลูกค้า
รายย่อย / บุคคลธรรมดา
รายใหญ่ / นิติบุคคล
ลูกค้าใช้วงเงิน OD
สินเชื่อหลัก
บ้าน / ส่วนบุคคล
สินเชื่อธุรกิจระยะยาว / สินเชื่อระยะยาว
OD / สินเชื่อหมุนเวียน
อัตราโดยทั่วไปเทียบระหว่าง
MRR/ MLR/ MOR
สูงสุด
ต่ำสุด
อยู่ระหว่าง MLR กับ MRR
เหมาะสำหรับ
ผู้ที่ต้องการกู้บ้าน / บุคคลทั่วไป
เจ้าของธุรกิจ / SMEs
ธุรกิจที่ใช้ OD

ธนาคารกำหนด MRR MLR MOR จากอะไร?

ธนาคารจะกำหนดอัตราดอกเบี้ย MRR MLR และ MOR จากปัจจัยหลักต่อไปนี้

1. อัตราดอกเบี้ยนโยบายของธปท.

เมื่อ ธปท. ปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จะส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการระดมเงินทุนของธนาคารพาณิชย์ ธนาคารจึงจำเป็นต้องปรับอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง MRR MLR และ MOR ให้สอดคล้องกับทิศทางของดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อสามารถแข่งขันกับสถาบันการเงินอื่นได้ อย่างไรก็ตาม สัดส่วนการปรับของแต่ละธนาคารอาจไม่เท่ากัน เนื่องจากขึ้นอยู่กับโครงสร้างต้นทุนทางการเงิน สภาพคล่อง และกลยุทธ์ทางธุรกิจของธนาคารแต่ละแห่ง

2. ความเสี่ยงของลูกค้าแต่ละกลุ่ม

เนื่องจากลูกค้าแต่ละกลุ่มมีระดับความเสี่ยงไม่เท่ากัน โดยลูกค้ารายใหญ่ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันเพียงพอและประวัติการเงินดี มีโอกาสผิดนัดชำระหนี้ต่ำกว่า ธนาคารจึงคิดดอกเบี้ยฐาน MLR ในอัตราที่ต่ำกว่า ส่วนลูกค้ารายย่อย เช่น ผู้กู้ซื้อบ้านหรือสินเชื่อส่วนบุคคล มีความเสี่ยงสูงกว่า ดอกเบี้ยฐาน MRR จึงสูงกว่า สำหรับวงเงินเบิกเกินบัญชี (OD) ที่อ้างอิง MOR นั้น แม้ใช้กับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี แต่มีความยืดหยุ่นในการเบิกใช้สูง ธนาคารจึงตั้งอัตราไว้สูงกว่า MLR

3. ต้นทุนทางการเงินของแต่ละธนาคาร

อัตราดอกเบี้ยเหล่านี้มีลักษณะเป็นดอกเบี้ยลอยตัว ซึ่งจะมีการปรับเปลี่ยนไปตามต้นทุนทางการเงินของธนาคาร ปริมาณเงินฝาก และนโยบายการเงินของประเทศ โดยแต่ละธนาคารจะประกาศอัตราดอกเบี้ยเหล่านี้เป็นระยะในอัตราที่ต่างกัน

4. ปัจจัยเศรษฐกิจอื่น ๆ

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการกำหนดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของธนาคารพาณิชย์ไม่ได้มีเพียงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเท่านั้น แต่ยังประกอบด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจอื่น ๆ เช่น สภาพคล่อง หรืออัตราเงินเฟ้อ ดังนั้นการปรับดอกเบี้ยอ้างอิงของธนาคารพาณิชย์จึงไม่เท่ากับการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางเสมอไป

MRR แต่ละธนาคารเปลี่ยนบ่อยไหม? ปรับทุกกี่เดือน?

อัตราดอกเบี้ย MRR ไม่มีรอบการปรับที่ตายตัว โดยปกติธนาคารจะพิจารณาปรับตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. ยกตัวอย่างปี 2568 เมื่อ ธปท. ลดดอกเบี้ยนโยบาย ธนาคารหลายแห่งก็ปรับลด MRR ตาม 

แนวโน้มดอกเบี้ยนโยบาย กับ MRR เป็นอย่างไร?

หากมองย้อนไปในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เราจะเห็นว่า MRR ของธนาคารหลายแห่งมีแนวโน้มปรับขึ้น-ลง สอดคล้องกับดอกเบี้ยนโยบายอยู่เสมอ ดังตารางต่อไปนี้

ตารางแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายและ MRR เฉลี่ย (ประมาณการ)

ช่วงเวลา
ดอกเบี้ยนโยบาย (เฉลี่ย)

MRR (เฉลี่ยธนาคารพาณิชย์ใหญ่)

2564-2565
0.50% - 1.25% ต่อปี
~5.50% - 6.00% ต่อปี
2566
1.50% - 2.50% ต่อปี
~6.00% - 7.00% ต่อปี
2567
2.50% ต่อปี
~7.00% - 7.30% ต่อปี
ต้นปี 2568
2.00% - 2.25% ต่อปี
~6.50% - 7.00% ต่อปี
หมายเหตุ: ข้อมูลอ้างอิงสถานการณ์เฉลี่ยจากข้อมูลการปรับขึ้น-ลงของกนง. และประกาศ MRR ธนาคารชั้นนำ

ดอกเบี้ยคงที่ vs ดอกเบี้ยลอยตัว (Fixed Rate vs Floating Rate) คืออะไร และแตกต่างกันอย่างไร

เมื่อเราทราบแล้วว่า MOR MLR และ MRR คืออะไร อีกสิ่งที่เราควรทราบก็คือเรื่องของดอกเบี้ยคงที่ และดอกเบี้ยลอยตัว เพราะสินเชื่อส่วนใหญ่จะใช้ดอกเบี้ยทั้งสองแบบผสมกันตลอดอายุสัญญา การเข้าใจความแตกต่างจะช่วยให้ประเมินภาระผ่อนชำระในแต่ละงวดได้แม่นยำขึ้น ซึ่งได้สรุปข้อมูลเป็นตารางต่อไปนี้

ข้อเปรียบเทียบ ดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) ดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate)
ความผันผวนของค่างวด อัตราดอกเบี้ยคงที่เท่ากันทุกเดือนตลอดสัญญา อัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลงขึ้น-ลงตามประกาศของธนาคาร
ความเสี่ยงดอกเบี้ยขาขึ้น ต่ำ (ล็อคเรทแล้ว) สูง (ภาระค่างวดเพิ่มขึ้น)
ประโยชน์เมื่อดอกเบี้ยตลาดลง ไม่ได้รับประโยชน์ ได้รับประโยชน์ (ค่างวดลดลง)
ระยะเวลาสัญญา ระยะสั้น-กลาง ระยะยาว

การเข้าใจอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงอย่าง MOR MLR และ MRR ว่าคืออะไร รวมถึงความแตกต่างระหว่างดอกเบี้ยคงที่และลอยตัว จะช่วยให้ผู้กู้วางแผนการเงินได้อย่างมั่นใจ ไม่ว่าจะกู้ซื้อบ้าน ขยายกิจการ หรือเสริมสภาพคล่องในชีวิตประจำวัน และสำหรับผู้ที่ต้องการเงินทุนเพิ่มเติม ธนาคารเกียรตินาคินภัทรพร้อมให้บริการทั้งสินเชื่อบ้าน สินเชื่อบุคคล และสินเชื่อเพื่อธุรกิจ ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่แข่งขันได้ สามารถดูรายละเอียดและเปรียบเทียบสินเชื่อที่เหมาะสมกับความต้องการของคุณได้เลย

คำเตือน 
กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (EIR) อยู่ระหว่าง 5.038% - 5.508% ต่อปี สมมติฐานการคำนวณมาจากอัตราดอกเบี้ย MLR ณ วันที่ 25 ธันวาคม 2568 = 7.55% ต่อปี ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยลอยตัว สามารถเปลี่ยนแปลง เพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ โดยเป็นอัตราดอกเบี้ย สำหรับสินเชื่อบ้าน วงเงิน 5 ล้านบาท อายุสัญญา 30 ปี และอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (EIR) ของวงเงิน KKP HOME FLEXI อยู่ระหว่าง 5.925% - 15% ต่อปี

หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพิจารณาสินเชื่อเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

A: การเลือกอัตราดอกเบี้ยคงที่หรือดอกเบี้ยลอยตัว ควรพิจารณาตามแนวโน้มดอกเบี้ยในช่วงนั้นว่าเป็นช่วงขาขึ้นหรือขาลง หากมองว่าอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มเป็นขาขึ้นในช่วงระยะเวลาที่กู้ แนะนำให้เลือกอัตราดอกเบี้ยคงที่ ในทางกลับกัน หากมองว่าเป็นช่วงดอกเบี้ยขาลง แนะนำให้เลือกอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว
A: ขึ้นอยู่กับยอดเงินต้นคงเหลือและอัตราดอกเบี้ย MRR รวมส่วนลด และเงื่อนไขของแต่ละสัญญา
A: การ Refinance บ้าน คือ เทคนิคอย่างหนึ่งในการลดภาระดอกเบี้ยหลังจากหมดโปรโมชันในช่วง 3 ปีแรก แต่ต้องเปรียบเทียบดอกเบี้ยใหม่กับต้นทุนการย้ายสัญญาด้วย
A: MRR ใช้กับลูกค้ารายย่อย ขณะที่ MLR ใช้กับลูกค้าธุรกิจ
A: อัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นตัวกำหนดทิศทางต้นทุนเงินในระบบ ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจปรับ MRR ของธนาคาร โดยมากแล้ว MRR มักจะปรับขึ้นลงตามดอกเบี้ยนโยบาย

ป้ายกำกับเนื้อหา

-->