Money Matter

ผ่อนรถไม่ไหว ทำยังไงดี ? 3 วิธีแก้ ที่คุณต้องรู้

  • 05 ก.ค. 67
  • 15,560

รถยนต์เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้น แต่บางครั้งภาระผ่อนรถอาจกลายเป็นปัญหาหนักใจของใครหลายคน เพราะหากต้องเผชิญกับสถานการณ์ "ผ่อนรถไม่ไหว" อาจทำให้การใช้ชีวิตต้องเจอกับสถานการณ์ที่ยากลำบากได้

สำหรับใครที่ตกอยู่ในภาวะเงินขาดมือและกลัวว่าถ้าผ่อนรถไม่ไหว ทำไงดี ? บทความนี้ KKP Advice Center ได้รวบรวมทุกเรื่องที่คนมีรถต้องรู้เมื่อเริ่มมีสัญญาณเตือนว่าอาจจะผ่อนรถไม่ไหว พร้อมแนะนำแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ทำให้คุณเสียเครดิต

สัญญาณเตือนว่าผ่อนรถไม่ไหว

การแก้ไขปัญหาตั้งแต่เริ่มรู้สึกว่า "ส่งงวดรถไม่ไหว ทำไงดี" จะช่วยให้คุณมีทางเลือกมากกว่าการปล่อยทิ้งไว้นานจนกลายเป็นหนี้เสียหรือมียอดค้างชำระ ดังนั้น คุณควรสังเกตสัญญาณเตือนต่อไปนี้เพื่อจะได้หาทางรับมือและแก้ไขได้ทันก่อนจะผิดนัดชำระหนี้

  • เงินเดือนหลังหักค่าใช้จ่ายแล้วเหลือน้อยลง : ภาระหนี้สินสูงขึ้น มีการผ่อนสินค้ามากเกินไป ส่งผลให้เงินไม่พอใช้จ่ายครบเดือน
  • รู้สึกเครียดเรื่องค่าผ่อน : กังวลเรื่องค่าใช้จ่ายจนส่งผลต่อสุขภาพจิต
  • เงินสำรองฉุกเฉินลดลง : เป็นตัวบ่งบอกว่าสภาพคล่องทางการเงินเริ่มตึงตัวมากขึ้น
  • เริ่มจ่ายค่างวดล่าช้า : เป็นสัญญาณเตือนชั้นแรกที่บ่งบอกถึงปัญหาการเงิน
  • มีหนี้สินอื่นๆ เพิ่มเติม : ภาระหนี้สินรวมสูงขึ้น ย่อมส่งผลต่อสภาพคล่องทางการเงิน 

สาเหตุของปัญหาผ่อนรถไม่ไหว

เมื่อมีสัญญาณเตือนว่าเริ่มจะผ่อนรถไม่ไหว สิ่งแรกที่คุณควรทำคือวิเคราะห์หาสาเหตุกันก่อน เพราะเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้คุณแก้ปัญหาได้ตรงจุด สำหรับสาเหตุที่มักพบบ่อยได้แก่

  • ภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น : รายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายประจำวัน ค่าผ่อนรถ และอื่นๆ
  • รายได้ลดลง : ออกจากงาน รายได้เสริมลดลง ยอดขายไม่ดี หรือเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ส่งผลต่อรายได้
  • การผ่อนรถเกินตัว : เลือกผ่อนรถที่มีราคาสูงเกินกำลังทรัพย์
  • การวางแผนการเงินที่ไม่ดี : ไม่มีการวางแผนเก็บออมเผื่อไว้สำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน เมื่อเกิดรายจ่ายที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อนจึงอาจทำให้เงินขาดมือได้

ทางเลือกเมื่อผ่อนรถไม่ไหว

เมื่อเผชิญกับปัญหาผ่อนรถไม่ไหว ทางออกที่เป็นไปได้มีดังนี้

1. เจรจาขอปรับลดค่างวด

หากคุณกำลังคิดว่า ทางออกอย่างการขอผ่อนผันค่างวดรถ หรือ ขอลดค่างวดรถลง เป็นทางออกที่ตอบโจทย์กับคุณที่สุด การไปเจรจากับเจ้าหนี้เดิมเพื่อขอปรับเปลี่ยนแผนการผ่อนชำระย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด โดยเจ้าหนี้อาจพิจารณาให้ปรับลดค่างวดที่ต้องผ่อนต่อเดือนให้น้อยลง และยืดระยะเวลาการผ่อนชำระนานขึ้น หรือให้ผ่อนชำระแบบขั้นบันได

ข้อดี

  • ผ่อนชำระต่อเดือนสบายขึ้น
  • ช่วยปรับการผ่อนชำระหนี้ให้เหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้
  • ยังมีรถไว้ใช้งาน
  • ไม่เสียประวัติทางเครดิต (ในปัจจุบันการปรับโครงสร้างหนี้ในขณะที่ยังไม่เป็นหนี้เสีย ข้อมูลในเครดิตบูโรจะบันทึกแตกต่างจากการปรับโครงสร้างหนี้ซึ่งเป็นหนี้เสียแล้ว ทำให้ลูกหนี้สามารถรักษาประวัติเครดิตที่ดีเอาไว้ได้)

ข้อเสีย

  • ยังมีภาระในการผ่อนอยู่
  • อาจมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม

2. ขายดาวน์

การขายรถต่อให้บุคคลอื่นที่สนใจซื้อรถของเรา หากพิจารณาแล้วว่า ภาระทางการเงินที่มีอยู่ในตอนนี้ล้นมือจนไม่สามารถจัดการได้ เราสามารถขายดาวน์รถ แม้ราคาขายอาจขาดทุน ขายได้ไม่เท่าจำนวนเงินดาวน์และค่างวดที่จ่ายไป แต่ก็ช่วยลดภาระหนี้สินที่ตึงมือ และรักษาประวัติการเงินที่ดีเอาไว้ได้

การขายดาวน์เท่ากับเป็นการส่งต่อสัญญาเช่าซื้อรถให้คนที่มีกำลังผ่อนมารับช่วงผ่อนต่อ และเรายังได้รับเงินก้อนคืนมาบางส่วนอีกด้วย

ข้อดี

  • ได้เงินก้อนมาใช้จ่าย
  • ปลดภาระค่าผ่อน
  • ไม่เสียประวัติทางเครดิต

ข้อเสีย

  • อาจขายได้ราคาต่ำกว่าราคาที่ซื้อมา ทำให้ยังมีภาระต้องจ่ายส่วนต่าง
  • เสียเวลาในการหาผู้ซื้อ
  • เสียเวลาดำเนินการเปลี่ยนชื่อผู้ครอบครองรถ

3. รีไฟแนนซ์รถ

เป็นการทำสัญญาเช่าซื้อฉบับใหม่ มักปรับระยะเวลาการผ่อนชำระให้นานขึ้น ผ่อนต่องวดลดลง วิธีนี้ผู้ขอสินเชื่ออาจได้วงเงินเพิ่มหากราคาประเมินรถสูงกว่าภาระหนี้เดิมโดยที่ยังมีรถไว้ใช้งานอยู่ และรักษาประวัติเครดิตที่ดีไว้ได้

ข้อดี

  • ช่วยปรับแผนการผ่อนชำระให้เหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้
  • ยังมีรถไว้ใช้งาน
  • ไม่เสียประวัติเครดิต
  • อาจได้วงเงินเพิ่ม

ข้อเสีย

  • อาจเสียค่าธรรมเนียมในการรีไฟแนนซ์
  • อัตราดอกเบี้ยและจำนวนเงินผ่อนชำระตลอดสัญญาสูงขึ้น

ทางเลือกที่ใช่สำหรับคุณ

ทั้ง 3 ทางเลือกที่กล่าวมาต่างมีจุดเด่นและจุดด้อยที่แตกต่างกัน ซึ่งแนวทางที่เหมาะสมสำหรับแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน เช่น
  • หากคุณไม่มีความจำเป็นต้องใช้รถ ทางเลือกที่เหมาะสมคือการขายดาวน์เพื่อจบภาระการผ่อนชำระต่อเดือน และไม่ต้องเสียประวัติ
  • หากคุณยังมีความจำเป็นต้องใช้รถ เช่น การเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะไม่ตอบโจทย์ หรือจำเป็นต้องใช้รถสำหรับการประกอบอาชีพ ทางเลือกเจรจาขอปรับลดค่างวดหรือรีไฟแนนซ์รถเป็นวิธีที่ช่วยให้คุณยังมีรถไว้ใช้งานเหมือนเดิม
  • หากคุณยังมีความจำเป็นต้องใช้รถและต้องการเงินก้อนเพิ่ม ทางเลือกที่เหมาะสมคือการรีไฟแนนซ์รถซึ่งมีข้อดีตรงที่อาจได้วงเงินเพิ่ม แต่ควรพิจารณาให้ดีก่อนว่ามีความจำเป็นต้องใช้เงินก้อนนั้นหรือไม่ และเราจะใช้ประโยชน์จากเงินก้อนได้คุ้มค่ากับดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายไปหรือเปล่า อีกทั้งทางเลือกนี้ยังต้องขยายระยะเวลาการผ่อนชำระและเสียอัตราดอกเบี้ยตลอดสัญญามากขึ้นด้วย 

หากคุณเลือกเจรจากับเจ้าหนี้ เราอยากแนะนำให้เตรียมตัวล่วงหน้าตั้งแต่การประเมินสถานการณ์ด้านการเงินของตนเองว่าเหลือเงินสำหรับผ่อนชำระต่อเดือนเท่าไร พร้อมทั้งอ่านเงื่อนไขสัญญาให้รอบคอบว่าหากมีการปรับเงื่อนไขในสัญญาจะมีค่าใช้จ่ายอะไรหรือไม่ รวมทั้งเตรียมเอกสารที่ช่วยยืนยันว่ารายได้ลดลง หรือมีหนี้สินอะไรอยู่บ้าง เพื่อนำไปเป็นหลักฐานการพิจารณาขอปรับลดค่างวดต่อไป

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าคุณจะเลือกทางไหน สิ่งสำคัญคือการแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วเมื่อรู้ตัวว่า "ผ่อนรถไม่ไหว" เพื่อรักษาสถานะทางการเงินและประวัติเครดิตของคุณในระยะยาว

เนื้อหาแนะนำ
26 มิ.ย. 2567
ประกันภัยรถยนต์มีกี่ประเภท
Money Matter
11 มิ.ย. 2567
เงินสำรองฉุกเฉินจำเป็นมั้ย มีเท่าไหร่ถึงจะพอ
Money Matter
03 ก.ค. 2567
4 ทริก ปลอดภัยจากแอปดูดเงิน...รู้รอดปลอดโกงจากมิจฉาชีพ
Good Vibes
05 ม.ค. 2567
ค่าใช้จ่ายที่ต้องรู้ก่อนรีไฟแนนซ์รถ
Money Matter
22 ธ.ค. 2566
ทำไมต้องมีประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ
Money Matter
29 พ.ย. 2566
7 เรื่องที่เราไม่อยากให้คุณพลาด เมื่อใช้สินเชื่อรีไฟแนนซ์รถยนต์
Money Matter