Money Matter

เมื่อซื้อบ้าน ไม่ได้จบแค่ค่าบ้านอย่างเดียว

  • 29 พ.ค. 66
  • 4,714
home-buying-related-expenses_544x388

การซื้อบ้าน 1 หลัง ไม่ได้หมายความว่าเราจะจ่ายเงินเท่ากับตัวเลขที่โครงการหรือผู้ขายประกาศขายเท่านั้น ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกมากมายที่เราต้องประเมินรวมไว้ในการซื้อบ้านของเราด้วย หากเราไม่ได้ศึกษาและวางแผนไว้ก่อนล่วงหน้า อาจทำให้แผนการมีบ้านของเราต้องเลื่อนออกไปหรือพลาดโอกาสเป็นเจ้าของบ้านหลังที่เล็งไว้ก็เป็นได้

ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะมีอะไรบ้าง และมีรายละเอียดอย่างไร จ่ายให้ใคร ลองมาศึกษาได้จากบทความนี้เลย
1) ค่าจองและค่าทำสัญญา: จ่ายให้กับผู้ขายเพื่อเป็นหลักประกันว่าเราจะซื้อบ้านหลังนี้และผู้ขายจะขายบ้านหลังนี้ให้เรา

2) เงินผ่อนดาวน์: จ่ายให้กับโครงการทุกเดือนในกรณีที่ซื้อบ้านในโครงการที่กำลังก่อสร้าง โดยปกติเราจะต้องผ่อนดาวน์ประมาณ 5-10% ของราคาบ้าน ซึ่งยอดผ่อนดาวน์นี้จะนำไปหักออกจากราคาซื้อขาย ส่วนที่เหลือจะเป็นยอดที่นำไปขอสินเชื่อจากธนาคารหลังบ้านก่อสร้างเสร็จ

3) ค่าธรรมเนียมยื่นกู้: จ่ายให้กับธนาคารไม่เกิน 1% ของวงเงินกู้ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วธนาคารจะยกเว้นค่าธรรมเนียมในส่วนนี้ให้กับผู้กู้

4) ค่าสำรวจและประเมินหลักประกัน: จ่ายให้กับธนาคารเพื่อให้ธนาคารมาประเมินมูลค่าบ้านที่จะซื้อ โดยบ้านหลังนี้จะกลายเป็นหลักประกันของสินเชื่อบ้านที่จะกู้ด้วย โดยค่าใช้จ่ายส่วนนี้ประมาณ 3,210 บาท และหลายธนาคารก็มีการยกเว้นค่าธรรมเนียมส่วนนี้ให้กับผู้กู้เช่นกัน

5) ค่าประกันอัคคีภัย: จ่ายให้กับบริษัทประกันภัย เป็นประกันที่กฎหมายบังคับให้ผู้ซื้อบ้านต้องซื้อกรมธรรม์นี้ไว้ ซึ่งกรมธรรม์จะมีความคุ้มครอง 1-3 ปี โดยเบี้ยประกันไม่เกิน 0.1% ของวงเงินคุ้มครอง

6) ค่าประกันภัยพิบัติ: จ่ายให้กับบริษัทประกันภัย โดยประกันภัยพิบัตินี้ไม่ได้เป็นประกันที่กฎหมายบังคับให้ทำ ดังนั้นจึงเป็นความสมัครใจของเจ้าของบ้านที่จะทำหรือไม่ก็ได้ หากพิจารณาแล้วว่าที่ตั้งของบ้านมีโอกาสได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติต่างๆ ก็สามารถเลือกทำได้ ประกันภัยพิบัติจะเป็นแบบรายปีโดยเบี้ยประกันภัยไม่เกิน 0.5% ของวงเงินคุ้มครอง และเราสามารถเลือกแผนคุ้มครองที่มีความคุ้มครองต่ำลงเพื่อให้เราจ่ายค่าเบี้ยน้อยลงได้

7) ประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ: จ่ายให้กับบริษัทประกัน ประกันนี้ไม่ได้เป็นประกันที่กฎหมายบังคับให้ทำเช่นกัน เบี้ยประกันจะพิจารณาคล้ายกับประกันชีวิตโดยทั่วไป โดยที่สัญญาประกันจะให้ความคุ้มครองวงเงินสินเชื่อบ้านนั่นเอง หากผู้กู้เสียชีวิตไปบริษัทประกันจะทำหน้าที่จ่ายเงินกู้จำนวนตามที่กำหนดในกรมธรรม์ จึงช่วยลดภาระของผู้รับผลประโยชน์

8) ค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์: จ่ายให้กับกรมที่ดิน คิดเป็น 2% ของราคาประเมินของกรมที่ดิน ซึ่งค่าธรรมเนียมนี้แล้วแต่ตกลงกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายบ้านว่าใครเป็นผู้จ่าย โดยปกติแล้วจะแบ่งกันจ่ายฝ่ายละ 1% เท่ากัน

9) ค่าจดจำนอง: จ่ายให้กับกรมที่ดิน ป็นค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียน กรณีกู้ซื้อบ้านจะคิดเป็น 1% ของยอดกู้

10) ค่าอากรแสตมป์: จ่ายให้กับกรมสรรพากรในอัตรา 0.05% ของราคาซื้อ-ขายหรือราคาประเมินที่ดินแล้วแต่ว่าราคาใดสูงกว่า ทั้งนี้ค่าอากรแสตมป์ที่ต้องจ่ายจะไม่เกิน 10,000 บาท

11) เงินกองทุน (Sinking Fund): จ่ายให้กับนิติบุคคลของโครงการในกรณีที่ซื้อบ้านหรือคอนโดจากโครงการที่เปิดขายใหม่ เป็นค่าใช้จ่ายครั้งเดียวในวันโอนกรรมสิทธิ์ เงินกองทุนจะคิดเป็นราคาต่อตารางเมตรหรือตารางวา หากซื้อบ้านที่ไม่มีนิติบุคคลบริหารอยู่ หรือซื้อบ้านหรือคอนโดมือสอง หรือซื้อโครงการใหม่ๆ ที่มีโปรโมชันฟรีเงินกองทุนจะไม่ต้องจ่ายเงินในส่วนนี้

12) ค่าส่วนกลาง: จ่ายให้กับนิติบุคคลของโครงการในกรณีที่ซื้อบ้านหรือคอนโดจากโครงการที่มีนิติบุคคลบริหารงานอยู่ เพื่อใช้ในการดูแลรักษาส่วนกลางของโครงการ ค่าส่วนกลางจะคิดเป็นราคาต่อตารางเมตรหรือตารางวาต่อเดือน ซึ่งบางโครงการอาจจะกำหนดให้จ่ายทุกเดือน หรือรวมจ่ายเป็นรายปี

13) ค่าติดตั้งและประกันมิเตอร์น้ำไฟ: จ่ายให้กับการประปาและการไฟฟ้าที่รับผิดชอบในพื้นที่นั้นๆ โดยค่าใช้จ่ายจะขึ้นกับประเภทของที่พักอาศัยและขนาดของมิเตอร์ ซึ่งรวมแล้วเราอาจจะต้องจ่ายในส่วนนี้หลักพันไปจนถึงหลักหมื่นบาทเลยทีเดียว

14) ค่าจ้างตรวจบ้าน: จ่ายให้กับผู้ที่รับตรวจบ้านกรณีที่เราไม่สามารถตรวจรับบ้านเองได้ การจ้างผู้เชี่ยวชาญมาช่วยตรวจความเรียบร้อยก่อนโอนบ้านก็จะทำให้เราพบปัญหาของบ้านและให้โครงการแก้ไขให้เสร็จสิ้นก่อนโอน เพื่อไม่ให้มีปัญหาภายหลังได้

15) ค่าซ่อมแซมปรับปรุง: กรณีที่ซื้อบ้านมือสองมา เราอาจจะต้องซ่อมแซมแก้ไขปัญหาต่างๆ ของบ้านก่อนเข้าอยู่ ดังนั้นก่อนตัดสินใจซื้อบ้านหลังใด ควรประเมินค่าซ่อมแซมรวมเข้าไปด้วยเสมอ

16) ค่าตกแต่งบ้าน: หากบ้านมีฟังก์ชันการใช้งานหรือความสวยงามไม่ได้เป็นอย่างที่ต้องการ เราอาจจะมีการตกแต่งภายในเพิ่มเติมให้บ้านของเราใกล้เคียงกับบ้านที่ต้องการมากที่สุด อย่าลืมเอาภาพบ้านในฝันไปคุยกับสถาปนิกหรือมัณฑนากร (Interior) ก่อน เพื่อประเมินคร่าวๆ ว่าน่าจะมีค่าใช้จ่ายตรงส่วนนี้เท่าไร

17) ค่าเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้า: เราอาจจะต้องซื้อเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่มเติมจากเดิมที่มีอยู่ เพราะการที่บ้านมีพื้นที่การใช้งานที่เปลี่ยนไป เฟอร์นิเจอร์บางชิ้นจากบ้านเก่าอาจจะไม่สามารถนำมาตั้งในพื้นที่ของบ้านใหม่ได้ ดังนั้นต้องเผื่องบในการซื้อเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วย

18) ค่าใช้จ่ายในการอยู่ที่อยู่อาศัยเดิม: ในขณะที่ยังไม่สามารถย้ายไปอยู่บ้านใหม่ได้ หากเราซื้อบ้านที่กำลังก่อสร้าง ซ่อมแซม หรือตกแต่งอยู่ ทำให้เราไม่สามารถเข้าไปอยู่ได้ทันที นอกจากจะต้องจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ของบ้านใหม่แล้ว ยังต้องจ่ายค่าใช้จ่ายของบ้านเดิมที่อยู่ในปัจจุบันควบคู่ไปด้วย ดังนั้นเราต้องประเมินว่าเราสามารถรับมือกับค่าใช้จ่ายเหล่านี้โดยไม่ส่งผลกระทบถึงการเงินในส่วนอื่นได้หรือไม่ด้วย


สำหรับใครที่กำลังกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มต่างๆ ที่กล่าวมานั้น สามารถพิจารณาสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจากธนาคารเกียรตินาคินภัทร ที่ให้วงเงินกู้สูงสุดได้ถึง 110% ของราคาบ้าน* แบ่งเป็นวงเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัย 100% และวงเงินกู้อเนกประสงค์ 10% ซึ่งวงเงินอเนกประสงค์ 10% นี้ เราสามารถนำไปจัดสรรเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ตามที่กล่าวมาข้างต้นได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าเบี้ยประกันทั้งหลาย หรือค่าเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ค่าประกันมิเตอร์น้ำ มิเตอร์ไฟ  เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถเตรียมบ้านให้พร้อมสำหรับการเข้าอยู่ได้นั่นเอง

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม คลิก
หรือปรึกษาเพิ่มเติมได้ที่สาขาของธนาคารใกล้บ้านท่าน

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด
เนื้อหาแนะนำ
24 เม.ย. 2566
6 ทางเลือกในการตามล่าหาบ้านในฝัน
Money Matter
24 ก.พ. 2566
บันได 9 ขั้น สู่การมีบ้านหลังแรกในชีวิต
Money Matter
22 พ.ค. 2566
ซื้อประกันสุขภาพต้องรู้อะไรบ้าง
Money Matter