Money

นโยบายเศรษฐกิจรับวิกฤตโควิด ทำอย่างไรให้เพียงพอ

Post by | Admin


Key Takeaways:

  • KKP Research โดยเกียรตินาคินภัทรประเมินว่า ภายใต้สถานการณ์การระบาดระลอกใหม่ในประเทศไทยที่รุนแรงมากและมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มข้นขึ้น การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่และครอบคลุม เพียงพอ จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยบรรเทาผลกระทบต่อธุรกิจและครัวเรือน ลดโอกาสเกิดแผลเป็นในระยะยาวต่อเศรษฐกิจ และเร่งให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งได้ในอนาคต
  • ผลกระทบต่อรายได้และกระแสเงินสดจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นไปสู่ปัญหาอื่น ๆ โดยเฉพาะผลต่อฐานะการเงินของบริษัทที่อาจนำไปสู่การเลิกจ้างพนักงาน การลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นซึ่งจะส่งผลเป็นวงกว้างต่อบริษัทในห่วงโซ่อุปทาน ปัญหาความสามารถในการชำระหนี้ และในกรณีเลวร้ายธุรกิจอาจต้องปิดกิจการ นโยบายเศรษฐกิจจะต้องออกแบบเพื่อตอบโจทย์ปัญหาที่จะเกิดให้ครอบคลุมและเพียงพอ
  • นโยบายการคลังจำเป็นต้องดำเนินการในหลายมิติ รวมถึง 1) การจัดสรรทรัพยากรให้แก่ภาคสาธารณสุขอย่างเพียงพอ 2) เร่งจัดหาและกระจายวัคซีนที่คุณภาพ 3) มาตรการเยียวยา และชดเชยรายได้ ที่ครอบคลุม เพียงพอ และเหมาะสมกับสถานการณ์ 4) เตรียมโครงการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเมื่อสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ 5) การใช้จ่ายเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อรับความท้าทายของเศรษฐกิจหลังโควิด-19
  • นโยบายการเงินต้องก้าวออกจากกรอบเดิมและช่วยเหลือเศรษฐกิจอย่างเต็มกำลัง ทั้งนโยบายรูปแบบเดิม คือ 1) การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย/FIDF Fee 2) เตรียมใช้เครื่องมือนโยบายใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในระบบให้มีอย่างเพียงพอ (เช่น มาตรการ QE / YCC) 3) ออกมาตรการสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้โดยคำนึงถึงผลกระทบและเสถียรภาพของระบบการเงิน และ 4) มาตรการให้ความช่วยเหลือด้านสภาพคล่องเพิ่มเติม โดยมีการร่วมมือระหว่างนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง
คลิกเพื่ออ่านต่อ

ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตน้ำแล้งที่ลากยาวมาตั้งแต่ปี 2019 และมีแนวโน้มจะรุนแรงมากขึ้นในปี 2020 คำถามสำคัญคือ วิกฤตในครั้งนี้เกิดจากอะไร มีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน และจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร  บทวิเคราะห์ของ KKP Research จะตอบคำถามเหล่านี้

วิกฤตน้ำแล้งปีนี้รุนแรงแค่ไหน?

สัญญาณภัยแล้งในปีนี้ปรากฏให้เห็นมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2019 โดยเฉพาะพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคกลาง มีสาเหตุหลักจากปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังอ่อน (ภัยแล้ง) ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2018 ส่งผลให้ในปีถัดมาเกิดฝนทิ้งช่วงในฤดูฝนนาน 2 เดือน (มิ.ย.–ก.ค. 2019) ปริมาณฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 10% และปริมาณน้ำในเขื่อนหลายแห่งอยู่ในระดับต่ำ ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะได้รับอิทธิพลของพายุโซนร้อนในปี 2019 ไม่ว่าจะเป็น “วิภา” "โพดุล" และ "คาจิกิ" ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย ทำให้ฝนตกหนักในหลายพื้นที่ และบางพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม แต่ฝนที่ตกส่วนใหญ่ตกในพื้นที่ใต้เขื่อนจึงไม่ได้ช่วยเติมน้ำในเขื่อนเท่าใดนัก และเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้ง (เริ่มประมาณกลางเดือนตุลาคมถึงประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์) จึงทำให้ปริมาณน้ำที่กักเก็บไว้ได้ หรือ “น้ำต้นทุน” ต่ำกว่าความต้องการใช้จริง

จากข้อมูลของคลังข้อมูลน้ำและภูมิอากาศแห่งชาติ ณ วันที่ 20 ก.พ. 2020 พบว่า ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา (4 เขื่อนหลัก) อยู่ในระดับใกล้เคียงหรือต่ำกว่าภัยแล้งปี 2015-16 (รูปที่ 1) และหากพิจารณาเป็นรายภูมิภาคพบว่า ภาคกลางน่าเป็นกังวลมากที่สุด เนื่องจากระดับน้ำของทั้ง 3 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนป่าสักฯ เขื่อนกระเสียว และเขื่อนทับเสลา อยู่ในระดับต่ำที่ 19% – 22% ของความจุสูงสุดของเขื่อน ซึ่งต่ำกว่าทั้งค่าเฉลี่ยในอดีตและระดับน้ำในวันเดียวกันเมื่อปี 2016 หลายเขื่อนในภาคเหนือประสบกับปัญหาน้ำน้อยด้วยเช่นกัน มีเพียงภาคตะวันตกที่สถานการณ์น้ำอยู่ในเกณฑ์ดี (รูปที่ 2)

ระดับน้ำต้นทุนที่ต่ำต่อเนื่องมาจากปีก่อน และปริมาณน้ำในแม่น้ำสายหลักที่อยู่ในเกณฑ์น้อยและเริ่มแห้งขอด จะทำให้สถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้ลากยาวไปจนถึงเดือน มิ.ย. เทียบเคียงได้กับวิกฤตภัยแล้งในปี 2016 แต่ปัจจัยที่อาจทำให้สถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้ย่ำแย่ไปกว่าปี 2016 คือ ภาวะน้ำทะเลหนุนสูง ทำให้จำเป็นต้องระบายน้ำในเขื่อนเพื่อใช้เจือจางและผลักดันน้ำเค็มที่รุกล้ำเข้ามา ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่จะได้รับการจัดสรรสำหรับเกษตรกรรมน้อยลงจนอาจเข้าขั้นวิกฤต นอกจากนี้ หากในช่วงครึ่งปีหลังปริมาณฝนยังคงต่ำกว่าค่าปกติ อาจยิ่งทำให้สถานการณ์ในปี 2020 รุนแรงกว่าภัยแล้งที่เคยเกิดในปี 2016

# อื่นๆที่น่าสนใจ

แนะนำจากบทความ
26 เม.ย. 2564
เศรษฐกิจไทยยังเสี่ยงตลอดทั้งปีหากวัคซีนยังล่าช้า
Economic
16 ก.ค. 2564
จุดเปลี่ยนการส่งออก เมื่อโลกเริ่มไม่สนใจไทยอีกต่อไป
Economic
21 ก.ค. 2564
คาดล็อกดาวน์อย่างน้อย 3 เดือน เสี่ยงทำไทยเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอีกปี
Economic