Money

จุดเปลี่ยนการส่งออก เมื่อโลกเริ่มไม่สนใจไทยอีกต่อไป

Post by | Admin


Key Takeaways:

  • KKP Research โดยเกียรตินาคินภัทร ประเมินว่าประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านความสามารถในการแข่งขันในหลายมิติโดยเฉพาะด้านการส่งออก มีสัญญาณเตือนจากการส่งออกของไทยที่ฟื้นตัวช้ากว่าภูมิภาค การลงทุนทางตรงในไทยจากต่างชาติที่ลดลง และคนไทยเองเริ่มออกไปลงทุนต่างประเทศเพิ่มขึ้น ทั้งหมดกำลังสะท้อนความน่าสนใจของไทยที่ลดน้อยลง
  • ปัญหาความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกของไทยเกิดจากหลายสาเหตุ คือ 1) สินค้าส่งออกไทยไม่มีการเติบโตในกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง ต่างจากแนวโน้มของประเทศคู่แข่งและภูมิภาค 2) ปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่พร้อม 3) ค่าแรงที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้น ความน่าสนใจในการเป็นฐานการผลิตลดลง 4) ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง 5) เศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวจากการเข้าสู่สังคมสูงอายุ
  • สินค้าส่งออกหลักของไทยเติบโตได้ไม่ดีเหมือนในอดีต คือ 1) สินค้าอิเล็กทรอนิกส์หลักอย่าง Hard disk drive อาจถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ เช่น SSD 2) เครื่องใช้ไฟฟ้าเริ่มมีการย้ายฐานการผลิตของญี่ปุ่นออกจากไทย 3) การส่งออกรถยนต์อาจกำลังถูกแทนที่ด้วยรถยนต์ไฟฟ้า 4) ภาคเกษตรไทยยังมีผลิตภาพที่ต่ำกว่าคู่แข่ง 5) ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยลดลงทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้ามากขึ้น
  • ปัญหาความสามารถในการแข่งขันอาจทำให้เศรษฐกิจไทยถึงจุดเปลี่ยนทั้งการเติบโตของเศรษฐกิจที่จะชะลอตัวลง และในกรณีเลวร้ายดุลการค้าอาจถูกกระทบรุนแรง ภาครัฐต้องเร่งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ คุณภาพแรงงาน รวมถึงดำเนินโยบายเชิงรุกเพื่อทำความเข้าใจความต้องการของนักลงทุน และออกนโยบายเพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ให้ไทยสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน ได้
คลิกเพื่ออ่านต่อ

ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตน้ำแล้งที่ลากยาวมาตั้งแต่ปี 2019 และมีแนวโน้มจะรุนแรงมากขึ้นในปี 2020 คำถามสำคัญคือ วิกฤตในครั้งนี้เกิดจากอะไร มีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน และจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร  บทวิเคราะห์ของ KKP Research จะตอบคำถามเหล่านี้

วิกฤตน้ำแล้งปีนี้รุนแรงแค่ไหน?

สัญญาณภัยแล้งในปีนี้ปรากฏให้เห็นมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2019 โดยเฉพาะพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคกลาง มีสาเหตุหลักจากปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังอ่อน (ภัยแล้ง) ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2018 ส่งผลให้ในปีถัดมาเกิดฝนทิ้งช่วงในฤดูฝนนาน 2 เดือน (มิ.ย.–ก.ค. 2019) ปริมาณฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 10% และปริมาณน้ำในเขื่อนหลายแห่งอยู่ในระดับต่ำ ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะได้รับอิทธิพลของพายุโซนร้อนในปี 2019 ไม่ว่าจะเป็น “วิภา” "โพดุล" และ "คาจิกิ" ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย ทำให้ฝนตกหนักในหลายพื้นที่ และบางพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม แต่ฝนที่ตกส่วนใหญ่ตกในพื้นที่ใต้เขื่อนจึงไม่ได้ช่วยเติมน้ำในเขื่อนเท่าใดนัก และเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้ง (เริ่มประมาณกลางเดือนตุลาคมถึงประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์) จึงทำให้ปริมาณน้ำที่กักเก็บไว้ได้ หรือ “น้ำต้นทุน” ต่ำกว่าความต้องการใช้จริง

จากข้อมูลของคลังข้อมูลน้ำและภูมิอากาศแห่งชาติ ณ วันที่ 20 ก.พ. 2020 พบว่า ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา (4 เขื่อนหลัก) อยู่ในระดับใกล้เคียงหรือต่ำกว่าภัยแล้งปี 2015-16 (รูปที่ 1) และหากพิจารณาเป็นรายภูมิภาคพบว่า ภาคกลางน่าเป็นกังวลมากที่สุด เนื่องจากระดับน้ำของทั้ง 3 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนป่าสักฯ เขื่อนกระเสียว และเขื่อนทับเสลา อยู่ในระดับต่ำที่ 19% – 22% ของความจุสูงสุดของเขื่อน ซึ่งต่ำกว่าทั้งค่าเฉลี่ยในอดีตและระดับน้ำในวันเดียวกันเมื่อปี 2016 หลายเขื่อนในภาคเหนือประสบกับปัญหาน้ำน้อยด้วยเช่นกัน มีเพียงภาคตะวันตกที่สถานการณ์น้ำอยู่ในเกณฑ์ดี (รูปที่ 2)

ระดับน้ำต้นทุนที่ต่ำต่อเนื่องมาจากปีก่อน และปริมาณน้ำในแม่น้ำสายหลักที่อยู่ในเกณฑ์น้อยและเริ่มแห้งขอด จะทำให้สถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้ลากยาวไปจนถึงเดือน มิ.ย. เทียบเคียงได้กับวิกฤตภัยแล้งในปี 2016 แต่ปัจจัยที่อาจทำให้สถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้ย่ำแย่ไปกว่าปี 2016 คือ ภาวะน้ำทะเลหนุนสูง ทำให้จำเป็นต้องระบายน้ำในเขื่อนเพื่อใช้เจือจางและผลักดันน้ำเค็มที่รุกล้ำเข้ามา ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่จะได้รับการจัดสรรสำหรับเกษตรกรรมน้อยลงจนอาจเข้าขั้นวิกฤต นอกจากนี้ หากในช่วงครึ่งปีหลังปริมาณฝนยังคงต่ำกว่าค่าปกติ อาจยิ่งทำให้สถานการณ์ในปี 2020 รุนแรงกว่าภัยแล้งที่เคยเกิดในปี 2016

แนะนำจากบทความ
19 เม.ย. 2564
เจาะลึกความเหลื่อมล้ำไทย แก้ได้ไหม แก้อย่างไร
Economic
26 เม.ย. 2564
เศรษฐกิจไทยยังเสี่ยงตลอดทั้งปีหากวัคซีนยังล่าช้า
Economic
17 มิ.ย. 2564
เศรษฐกิจไทยไม่ฟื้นยาว ท่องเที่ยวยังไม่กลับเป็นปกติแม้เปิดประเทศ
Economic
11 มิ.ย. 2564
CPTPP : อนาคตไทยที่ใหญ่กว่าแค่ข้อตกลงทางการค้า
Economic