Money

เมื่อปีหน้าโลกถดถอย เศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร?

Post by | Admin

cut-gdp-expected-due-to-economic-slow-down_628x443


Key Takeaways:

  • KKP Research ประเมินเศรษฐกิจไทยในปี 2023 มีแนวโน้มเติบโต 2.8% ชะลอลงจากปีนี้ที่คาดว่าจะเติบโตได้ 3.4% โดยได้รับแรงส่งจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 19.2 ล้านคน ในขณะที่เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวและเข้าสู่ภาวะถดถอยจะส่งผลกระทบให้การส่งออกไทยหดตัว และส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการผลิต
  • เศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ภาวะถดถอยยังมีลักษณะที่แตกต่างจากภาวะถดถอยแบบปกติใน 2 ประเด็น คือ (1) เศรษฐกิจที่ชะลอตัวเกิดขึ้นในภาคการผลิตเป็นหลัก ในขณะที่ภาคบริการและการจ้างงานยังมีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่ง (2) อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มค้างอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยค้างอยู่ในระดับสูงแม้เศรษฐกิจจะเริ่มชะลอตัว
  • KKP Research ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยยังมี 5 ความเสี่ยงที่ต้องจับตามอง คือ (1) เศรษฐกิจอาจเติบโตต่ำลงได้มากหากโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรง (2) ราคาน้ำมันอาจยังปรับตัวสูงขึ้นและส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อและดุลการค้าของไทย (3) เงินเฟ้อไทยจะค้างสูงนานกว่าคาดหากเงินเฟ้อโลกไม่ลดลง (4) ค่าเงินบาทยังเสี่ยงผันผวนจากเงินไหลออก และ (5) อัตราดอกเบี้ยไทยยังคงต้องปรับสูงขึ้นในปีหน้าแม้เศรษฐกิจชะลอจากการปรับดอกเบี้ยที่ช้ากว่าต่างประเทศในช่วงที่ผ่านมา
คลิกเพื่ออ่านต่อ

ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตน้ำแล้งที่ลากยาวมาตั้งแต่ปี 2019 และมีแนวโน้มจะรุนแรงมากขึ้นในปี 2020 คำถามสำคัญคือ วิกฤตในครั้งนี้เกิดจากอะไร มีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน และจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร  บทวิเคราะห์ของ KKP Research จะตอบคำถามเหล่านี้

วิกฤตน้ำแล้งปีนี้รุนแรงแค่ไหน?

สัญญาณภัยแล้งในปีนี้ปรากฏให้เห็นมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2019 โดยเฉพาะพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคกลาง มีสาเหตุหลักจากปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังอ่อน (ภัยแล้ง) ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2018 ส่งผลให้ในปีถัดมาเกิดฝนทิ้งช่วงในฤดูฝนนาน 2 เดือน (มิ.ย.–ก.ค. 2019) ปริมาณฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 10% และปริมาณน้ำในเขื่อนหลายแห่งอยู่ในระดับต่ำ ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะได้รับอิทธิพลของพายุโซนร้อนในปี 2019 ไม่ว่าจะเป็น “วิภา” "โพดุล" และ "คาจิกิ" ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย ทำให้ฝนตกหนักในหลายพื้นที่ และบางพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม แต่ฝนที่ตกส่วนใหญ่ตกในพื้นที่ใต้เขื่อนจึงไม่ได้ช่วยเติมน้ำในเขื่อนเท่าใดนัก และเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้ง (เริ่มประมาณกลางเดือนตุลาคมถึงประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์) จึงทำให้ปริมาณน้ำที่กักเก็บไว้ได้ หรือ “น้ำต้นทุน” ต่ำกว่าความต้องการใช้จริง

จากข้อมูลของคลังข้อมูลน้ำและภูมิอากาศแห่งชาติ ณ วันที่ 20 ก.พ. 2020 พบว่า ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา (4 เขื่อนหลัก) อยู่ในระดับใกล้เคียงหรือต่ำกว่าภัยแล้งปี 2015-16 (รูปที่ 1) และหากพิจารณาเป็นรายภูมิภาคพบว่า ภาคกลางน่าเป็นกังวลมากที่สุด เนื่องจากระดับน้ำของทั้ง 3 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนป่าสักฯ เขื่อนกระเสียว และเขื่อนทับเสลา อยู่ในระดับต่ำที่ 19% – 22% ของความจุสูงสุดของเขื่อน ซึ่งต่ำกว่าทั้งค่าเฉลี่ยในอดีตและระดับน้ำในวันเดียวกันเมื่อปี 2016 หลายเขื่อนในภาคเหนือประสบกับปัญหาน้ำน้อยด้วยเช่นกัน มีเพียงภาคตะวันตกที่สถานการณ์น้ำอยู่ในเกณฑ์ดี (รูปที่ 2)

ระดับน้ำต้นทุนที่ต่ำต่อเนื่องมาจากปีก่อน และปริมาณน้ำในแม่น้ำสายหลักที่อยู่ในเกณฑ์น้อยและเริ่มแห้งขอด จะทำให้สถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้ลากยาวไปจนถึงเดือน มิ.ย. เทียบเคียงได้กับวิกฤตภัยแล้งในปี 2016 แต่ปัจจัยที่อาจทำให้สถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้ย่ำแย่ไปกว่าปี 2016 คือ ภาวะน้ำทะเลหนุนสูง ทำให้จำเป็นต้องระบายน้ำในเขื่อนเพื่อใช้เจือจางและผลักดันน้ำเค็มที่รุกล้ำเข้ามา ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่จะได้รับการจัดสรรสำหรับเกษตรกรรมน้อยลงจนอาจเข้าขั้นวิกฤต นอกจากนี้ หากในช่วงครึ่งปีหลังปริมาณฝนยังคงต่ำกว่าค่าปกติ อาจยิ่งทำให้สถานการณ์ในปี 2020 รุนแรงกว่าภัยแล้งที่เคยเกิดในปี 2016

แนะนำจากบทความ
05 ก.ย. 2565
เมื่อสัญญาณเศรษฐกิจคลุมเครือ ทำไมปัญหาเงินเฟ้อยังน่ากังวล ?
Economic
05 ก.ค. 2565
ชาวนาผู้รับเคราะห์สงครามและเงินเฟ้อ
Economic
26 ก.ย. 2565
คริปโตเคอร์เรนซีนำมาใช้แทนเงินได้จริงหรือ?
Economic