Finance
ขายกองทุน เมื่อไหร่ดี?
- 18 เม.ย. 66
- 14,383

การลงทุนในกองทุนรวม...เป็นหนึ่งในการลงทุนที่เหมาะกับคนที่ไม่ต้องการลงทุนเอง แต่ต้องการให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยนำเงินของเราไปลงทุนและสร้างผลตอบแทนให้ โดยมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน หรือ บลจ. เป็นตัวกลางนำเงินจากผู้ลงทุนไปลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินประเภทต่างๆ ตามนโยบายการลงทุนที่ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวน
และสำหรับกองทุนในประเทศไทย สามารถแบ่งได้เป็นกองทุนประเภทต่างๆ มากมายให้ผู้ลงทุนเลือกให้เหมาะสมกับแผนการลงทุนของตัวเอง โดยขั้นตอนสำคัญที่นักลงทุนต้องตัดสินใจและส่งผลต่อผลตอบแทนที่จะได้รับก็คือ ขั้นตอนการซื้อและขายสินทรัพย์ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วในการซื้อกองทุนเรามักจะได้รับข้อมูลบทวิเคราะห์ เพื่อใช้ในการตัดสินใจซื้อกองทุนต่างๆ
แต่การขายกองทุนมักจะเป็นเรื่องยากของคนทั่วไป เพราะมีปัจจัยต่างๆ มากมายที่ทำให้ตัดสินใจไม่ได้ เช่น หน่วยลงทุนที่เราถือมีการเติบโตของ NAV สูงขึ้นมาก ทำให้ลังเลว่าควรขายกองทุนตอนนี้เพื่อรับกำไรทันที หรือรอขายในช่วงเวลาถัดไปซึ่งอาจทำให้มูลค่าหน่วยลงทุนสูงขึ้นไปอีก แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะลดลงจนกลับไปขาดทุนก็ได้
อีกตัวอย่างหนึ่งคือ หน่วยลงทุนที่เราถืออยู่ติดลบเมื่อเทียบกับตอนที่เราซื้อ ทำให้เราลังเลว่าจะขายเพื่อตัดขาดทุนหรือถือต่อเพื่อหวังว่ากองทุนนั้นจะกลับมาสร้างผลตอบแทนได้ดีขึ้นกว่าปัจจุบัน เป็นต้น
การตัดสินใจ “ขาย” จึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เราควรคิดให้ดี เพราะเป็นตัวตัดสินว่าการลงทุนของเรานั้นมีกำไรหรือขาดทุน KKP Advice Center จึงมีข้อแนะนำที่อยากให้ทุกคนพิจารณาก่อนตัดสินใจขายหรือปรับเปลี่ยนสัดส่วนการลงทุน ดังนี้
1. บรรลุเป้าหมายการลงทุนแล้ว การวางแผนการลงทุนมักจะมาพร้อมกับเป้าหมายเสมอ ดังนั้น หากลงทุนได้ตามเป้าหมายที่ต้องการแล้ว เราสามารถขายกองทุนรวมเพื่อนำผลตอบแทนไปใช้ตามเป้าหมายที่วางไว้ได้ เช่น หากมีแผนต้องการซื้อบ้านในอนาคต เราอาจเก็บออมเงินดาวน์ด้วยการซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำไว้แทน เมื่อมูลค่าหน่วยลงทุนมากเพียงพอก็สามารถขายกองทุนเพื่อนำเงินไปดาวน์บ้านได้ หรือหากเราซื้อกองทุนแบบถือระยะยาวเพื่อเก็บไว้ใช้หลังเกษียณ ก็สามารถขายกองทุนได้เมื่อถึงเวลาเกษียณ
2. สถานะทางการเงินมีการเปลี่ยนแปลง หากสถานการณ์ทางการเงินส่วนตัวหรือครอบครัวมีการเปลี่ยนแปลง เช่น รายได้ลดลง หรือมีรายจ่ายก้อนโตเกิดขึ้นแบบไม่คาดคิด เราอาจต้องขายกองทุนออกไปบางส่วนเพื่อนำเงินมาช่วยเสริมสภาพคล่องในชีวิตประจำวัน และต้องพิจารณาแผนการลงทุนใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางการเงินในปัจจุบัน
3. Outlook ของกองทุนเปลี่ยนไป แต่ละกองทุนมีมุมมองและรูปแบบการลงทุนไม่เหมือนกัน บางกองทุนลงทุนในบางอุตสาหกรรม หรือบางกองทุนอาจลงทุนตามธีมที่แตกต่างกันไป หากสินทรัพย์ที่กองทุนไปลงทุนมีการเปลี่ยนแปลง หรือแม้กระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการกองทุน รวมไปถึงกลยุทธ์การลงทุนที่อาจส่งผลต่อผลตอบแทนของกองทุน เราอาจต้องพิจารณาขายหรือปรับสัดส่วนการลงทุนใหม่เพื่อให้เป็นไปตามแผนการลงทุนของเรา
4. Outlook ของเศรษฐกิจเปลี่ยนไป โดยปกติแล้วเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา บริษัทที่กองทุนเข้าไปลงทุนจึงต้องปรับตัวให้เท่าทัน แต่ในบางสถานการณ์การเกิดขึ้นแบบฉับพลันหรือส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง เช่น การแพร่ระบาดของโควิด-19, วิกฤตต้มยำกุ้ง, วิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ (วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์) เป็นต้น ซึ่งอาจกระทบต่อผลตอนแทนของสินทรัพย์ต่างๆ บางสินทรัพย์อาจสร้างผลตอบแทนได้มากขึ้น บางสินทรัพย์อาจได้รับผลตอบแทนลดลงจนขาดทุนได้ ดังนั้นหากพิจารณาแล้วพบว่ากองทุนของเรามีความเสี่ยงจะขาดทุนหรือขาดทุนไปแล้ว และยังไม่มีแนวโน้มที่จะดีขึ้น เราอาจต้องพิจารณาขายกองทุนเพื่อนำไปลงทุนในกองทุนอื่นแทน
จะเห็นได้ว่าปัจจัยหลักที่ใช้ประกอบการตัดสินใจว่าจะขายหรือปรับเปลี่ยนสัดส่วนการลงทุนก็คือ “แผนการลงทุนของเรา” ซึ่งเราต้องวางแผนการลงทุนให้ตรงกับเป้าหมายทางการเงินภายใต้ความเสี่ยงที่รับได้ หากมีการวางแผนไว้อย่างชัดเจนแล้ว ก็สามารถใช้แผนดังกล่าวในการพิจารณาซื้อหรือขายกองทุนรวมได้อย่างถูกต้องและแม่นยำโดยไม่ต้องลังเล เพียงแค่เรา “Stick to the Plan” เท่านั้น
สำหรับใครที่มีแผนจะขายกองทุนหรือปรับสัดส่วนการลงทุนใหม่ อย่าลืมพิจารณากองทุนรวมจาก บลจ.เกียรตินาคินภัทร ที่มีกองทุนรวมให้เลือกหลากหลาย และตอบโจทย์ทุกเป้าหมายในการลงทุน ผู้ลงทุนที่สนใจสามารถขอรับหนังสือชี้ชวนและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บลจ.เกียรตินาคินภัทร โทร.02 305 9800 รายละเอียดเพิ่มเติม คลิก
คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
แต่การขายกองทุนมักจะเป็นเรื่องยากของคนทั่วไป เพราะมีปัจจัยต่างๆ มากมายที่ทำให้ตัดสินใจไม่ได้ เช่น หน่วยลงทุนที่เราถือมีการเติบโตของ NAV สูงขึ้นมาก ทำให้ลังเลว่าควรขายกองทุนตอนนี้เพื่อรับกำไรทันที หรือรอขายในช่วงเวลาถัดไปซึ่งอาจทำให้มูลค่าหน่วยลงทุนสูงขึ้นไปอีก แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะลดลงจนกลับไปขาดทุนก็ได้
อีกตัวอย่างหนึ่งคือ หน่วยลงทุนที่เราถืออยู่ติดลบเมื่อเทียบกับตอนที่เราซื้อ ทำให้เราลังเลว่าจะขายเพื่อตัดขาดทุนหรือถือต่อเพื่อหวังว่ากองทุนนั้นจะกลับมาสร้างผลตอบแทนได้ดีขึ้นกว่าปัจจุบัน เป็นต้น
การตัดสินใจ “ขาย” จึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เราควรคิดให้ดี เพราะเป็นตัวตัดสินว่าการลงทุนของเรานั้นมีกำไรหรือขาดทุน KKP Advice Center จึงมีข้อแนะนำที่อยากให้ทุกคนพิจารณาก่อนตัดสินใจขายหรือปรับเปลี่ยนสัดส่วนการลงทุน ดังนี้
1. บรรลุเป้าหมายการลงทุนแล้ว การวางแผนการลงทุนมักจะมาพร้อมกับเป้าหมายเสมอ ดังนั้น หากลงทุนได้ตามเป้าหมายที่ต้องการแล้ว เราสามารถขายกองทุนรวมเพื่อนำผลตอบแทนไปใช้ตามเป้าหมายที่วางไว้ได้ เช่น หากมีแผนต้องการซื้อบ้านในอนาคต เราอาจเก็บออมเงินดาวน์ด้วยการซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำไว้แทน เมื่อมูลค่าหน่วยลงทุนมากเพียงพอก็สามารถขายกองทุนเพื่อนำเงินไปดาวน์บ้านได้ หรือหากเราซื้อกองทุนแบบถือระยะยาวเพื่อเก็บไว้ใช้หลังเกษียณ ก็สามารถขายกองทุนได้เมื่อถึงเวลาเกษียณ
2. สถานะทางการเงินมีการเปลี่ยนแปลง หากสถานการณ์ทางการเงินส่วนตัวหรือครอบครัวมีการเปลี่ยนแปลง เช่น รายได้ลดลง หรือมีรายจ่ายก้อนโตเกิดขึ้นแบบไม่คาดคิด เราอาจต้องขายกองทุนออกไปบางส่วนเพื่อนำเงินมาช่วยเสริมสภาพคล่องในชีวิตประจำวัน และต้องพิจารณาแผนการลงทุนใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางการเงินในปัจจุบัน
3. Outlook ของกองทุนเปลี่ยนไป แต่ละกองทุนมีมุมมองและรูปแบบการลงทุนไม่เหมือนกัน บางกองทุนลงทุนในบางอุตสาหกรรม หรือบางกองทุนอาจลงทุนตามธีมที่แตกต่างกันไป หากสินทรัพย์ที่กองทุนไปลงทุนมีการเปลี่ยนแปลง หรือแม้กระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการกองทุน รวมไปถึงกลยุทธ์การลงทุนที่อาจส่งผลต่อผลตอบแทนของกองทุน เราอาจต้องพิจารณาขายหรือปรับสัดส่วนการลงทุนใหม่เพื่อให้เป็นไปตามแผนการลงทุนของเรา
4. Outlook ของเศรษฐกิจเปลี่ยนไป โดยปกติแล้วเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา บริษัทที่กองทุนเข้าไปลงทุนจึงต้องปรับตัวให้เท่าทัน แต่ในบางสถานการณ์การเกิดขึ้นแบบฉับพลันหรือส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง เช่น การแพร่ระบาดของโควิด-19, วิกฤตต้มยำกุ้ง, วิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ (วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์) เป็นต้น ซึ่งอาจกระทบต่อผลตอนแทนของสินทรัพย์ต่างๆ บางสินทรัพย์อาจสร้างผลตอบแทนได้มากขึ้น บางสินทรัพย์อาจได้รับผลตอบแทนลดลงจนขาดทุนได้ ดังนั้นหากพิจารณาแล้วพบว่ากองทุนของเรามีความเสี่ยงจะขาดทุนหรือขาดทุนไปแล้ว และยังไม่มีแนวโน้มที่จะดีขึ้น เราอาจต้องพิจารณาขายกองทุนเพื่อนำไปลงทุนในกองทุนอื่นแทน
จะเห็นได้ว่าปัจจัยหลักที่ใช้ประกอบการตัดสินใจว่าจะขายหรือปรับเปลี่ยนสัดส่วนการลงทุนก็คือ “แผนการลงทุนของเรา” ซึ่งเราต้องวางแผนการลงทุนให้ตรงกับเป้าหมายทางการเงินภายใต้ความเสี่ยงที่รับได้ หากมีการวางแผนไว้อย่างชัดเจนแล้ว ก็สามารถใช้แผนดังกล่าวในการพิจารณาซื้อหรือขายกองทุนรวมได้อย่างถูกต้องและแม่นยำโดยไม่ต้องลังเล เพียงแค่เรา “Stick to the Plan” เท่านั้น
สำหรับใครที่มีแผนจะขายกองทุนหรือปรับสัดส่วนการลงทุนใหม่ อย่าลืมพิจารณากองทุนรวมจาก บลจ.เกียรตินาคินภัทร ที่มีกองทุนรวมให้เลือกหลากหลาย และตอบโจทย์ทุกเป้าหมายในการลงทุน ผู้ลงทุนที่สนใจสามารถขอรับหนังสือชี้ชวนและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บลจ.เกียรตินาคินภัทร โทร.02 305 9800 รายละเอียดเพิ่มเติม คลิก
คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

