SSF, RMF และ TESG ลดหย่อนภาษีได้เท่าไร เลือกยังไงดี ?

ถ้าอยากลดหย่อนภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด การรู้จักกองทุนที่ลดหย่อนภาษีได้ อย่าง SSF, RMF รวมถึงกองทุนลดหย่อนภาษีตัวใหม่อย่าง TESG คือเรื่องสำคัญ ส่วนคำถามที่หลายคนสงสัยว่าเราควรเลือกลงทุนกองทุนเหล่านี้อย่างไรดีเพื่อสิทธิประโยชน์ด้านภาษี และตอบโจทย์กับเป้าหมายของแต่ละคน บทความนี้เรามีเกณฑ์ในการพิจารณาเลือกลงทุนมาฝาก อ่านได้เลย
ระยะเวลาในการลงทุน
เราทราบกันอยู่แล้วว่าเงื่อนไขการลงทุน SSF เพื่อลดหย่อนภาษีผู้ลงทุนจะต้องถือครองหน่วยลงทุนไป 10 ปีแบบวันชนวัน ส่วนถ้าลงทุนใน RMF อย่างเร็วสุดที่จะขายได้คือ ต้องถือครองหน่วยลงทุนจนอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ในขณะที่กองทุนตัวใหม่อย่าง TESG ต้องมีระยะเวลาถือครองไม่น้อยกว่า 8 ปี นับจากวันที่ซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี ดังนั้น หากอยากถือครองหน่วยลงทุนในระยะเวลาสั้นที่สุด ควรเลือกกองทุน TESG โดยหากพิจารณาระยะเวลาในการลงทุนจากอายุผู้ลงทุนจะพบว่า จุดตัดสำคัญอยู่ที่ 45 ปี ซึ่งเป็นอายุที่มีสิทธิ์เลือกว่าจะลงทุนใน SSF หรือ RMF เพราะมีระยะเวลาถือครองใกล้เคียงกัน ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดขึ้น เช่น
- ตัวอย่างที่ 1 : หากคุณอายุ 30 ปี คุณอาจเลือกลงทุนใน SSF เพราะถือครองหน่วยลงทุนไป 10 ปีก็สามารถขายคืนได้ที่อายุ 40 ปี (นับแบบวันชนวัน) แต่หากคุณลงทุนใน RMF คุณจะต้องถือครองไปอีกถึง 25 ปี เพราะจะขายคืนได้ เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์
- ตัวอย่างที่ 2 : หากคุณอายุ 50 ปี อาจเหมาะที่จะลงทุนใน RMF เพราะถือครองและลงทุนต่อเนื่องอีกแค่ 5 ปี เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ก็สามารถขายได้ แต่หากเลือกลงทุนใน SSF จะต้องถือครองไปอีก 10 ปี ซึ่งจะขายคืนได้เมื่ออายุประมาณ 60 ปี
วัตถุประสงค์ในการลงทุน
นอกจากนี้ เรามาดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ในการลงทุนของแต่ละกองทุนกัน
- กองทุน SSF จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว ช่วยให้ผู้ลงทุนมีวินัยในการออมและสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว
- กองทุน RMF จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลักในการเป็นแหล่งเงินออมเพื่อการเกษียณ ช่วยให้คุณมีเงินใช้อย่างเพียงพอหลังเกษียณ
- กองทุน TESG มีนโยบายลงทุนในหุ้นหรือตราสารหนี้ไทยในแนวทาง ESG ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ช่วยส่งเสริมการลงทุนที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
สิทธิประโยชน์ทางภาษี
- กองทุน SSF สามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 30% ของรายได้ทั้งปี และไม่เกิน 200,000 บาท นอกจากนั้น เมื่อรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอื่น ๆ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
- กองทุน RMF ลดหย่อนภาษีได้เท่าไร ? คำตอบคือไม่เกิน 30% ของรายได้ทั้งปีเช่นเดียวกัน และต้องไม่เกิน 500,000 บาท เมื่อรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอายุอื่น ๆ
- ในส่วนของกองทุนใหม่อย่าง Thai ESG นั้นสามารถนำไปใช้ยื่นเพื่อลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 30% ของรายได้ทั้งปี และไม่เกิน 100,000 บาท
ความหลากหลายของพอร์ตการลงทุน
การพิจารณาว่าจะซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีได้เท่าไร นอกจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีแล้ว ควรคำนึงถึงการกระจายความเสี่ยง รวมถึงเพิ่มความหลากหลายให้กับพอร์ตการลงทุนของคุณด้วย โดยการลงทุนในแต่ละประเภทจะช่วยกระจายความเสี่ยงและช่วยเพิ่มความหลากหลายในพอร์ตการลงทุนได้ดังนี้
- SSF มักมีนโยบายการลงทุนที่หลากหลาย ทั้งในตราสารทุน ตราสารหนี้ หรือแบบผสม
- RMF มีนโยบายการลงทุนที่เน้นความมั่นคงในระยะยาว
- TESG ช่วยเพิ่มการลงทุนในบริษัทที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

และสำหรับบทความในนี้ คงทำให้เห็นภาพความแตกต่างระหว่างการลงทุนในกองทุน SSF, RMF และ TESG ที่ชัดเจนขึ้น และช่วยให้สามารถตัดสินใจเลือกลงทุนได้ง่ายขึ้น แต่อย่าลืมว่าทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนการตัดสินใจการลงทุนในทุกครั้ง

