Lifestyle
Earth Hour 2026 ปิดไฟให้โลกได้พัก
- 25 มี.ค. 69
- 1,050

Earth Hour เป็นกิจกรรมปิดไฟ 1 ชั่วโมง ริเริ่มจากองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี อันมีภารกิจในการสร้างความตระหนักในการหยุดทำลายสิ่งแวดล้อม พร้อมกับอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลือง โดยปีนี้มีกำหนดปิดไฟร่วมกันในวันที่ 28 มีนาคม 2569 เวลา 20:30 – 21:30 น.
ทำไม Earth Hour จึงสำคัญกว่าที่เคย?
กิจกรรม Earth Hour เป็นชั่วโมงแห่งสัญลักษณ์ในการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมที่เปิดกว้างให้ผู้คนทั่วโลกได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเปลี่ยนแปลงจากการกระทำเล็กๆร่วมกัน ในช่วงความท้าทายด้านพลังงาน ซึ่งนอกจากจะลดการใช้ไฟฟ้าแล้วยังเป็นการ “ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” อันเป็นสาเหตุของภาวะโลกรวนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอีกด้วย
การบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Emissions)
เนื่องจากก๊าซเรือนกระจกมีคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เป็นส่วนประกอบใหญ่ การจัดการขั้นตอนแรกจึงเป็นการวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) และหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ใช้วัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็คือการแบ่งขอบเขตการปล่อยก๊าซคาร์บอนออกเป็น Scope 1, Scope 2 และ Scope 3
Carbon Scope มีที่มาอย่างไร
แนวคิด Carbon Scope 1, 2 และ 3 มาจากกรอบมาตรฐานสากลสำหรับการวัดและบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) จากการดำเนินงานของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ที่เรียกว่า Greenhouse Gas Protocol จุดประสงค์เพื่อสร้าง มาตรฐานกลางในการวัดและบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งการที่องค์กรทั่วโลกสามารถวัด เปรียบเทียบ และรายงานข้อมูลได้ในรูปแบบเดียวกัน จะช่วยเร่งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดย Carbon Scope ใช้หลักการแบ่งแหล่งกำเนิดการปล่อยคาร์บอนขององค์กรออกเป็น 3 ส่วน
- Scope 1: การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงจากกิจกรรมของธุรกิจเอง (Direct Emissions)
เช่น โรงงานเผาเชื้อเพลิงเพื่อผลิตสินค้า รถขนส่งของบริษัท เครื่องกำเนิดไฟฟ้าในองค์กร กระบวนการผลิตที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น - Scope 2: การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Indirect Emissions)
เช่น การใช้พลังงานไฟฟ้า พลังงานความร้อน พลังงานไอน้ำ หรือระบบทำความเย็น เป็นต้น - Scope 3: การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมด้านอื่น ๆ (Other Indirect Emissions) เป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทานและเกิดขึ้นนอกองค์กร แต่มีความเกี่ยวข้องกับกิจกรรมของธุรกิจ โดย Scope 3 นี้มีขนาดใหญ่ที่สุด และมักคิดเป็น 70–90% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของบริษัท ตัวอย่างเช่น
- สินค้าและบริการที่จัดซื้อ
- การขนส่งและกระจายสินค้า (การขนส่งวัตถุดิบจากคู่ค้ามายังบริษัท)
- การเดินทางเพื่อธุรกิจ และการเดินทางของพนักงาน
-
- การปล่อยสินเชื่อ และการลงทุน
- การขนส่งสินค้าไปยังลูกค้า
- การใช้งานสินค้าที่ขาย และการจัดการซากผลิตภัณฑ์
- การกำจัดสินค้าเมื่อหมดอายุการใช้งาน
-
Carbon Emission ทั้ง 3 Scopes เป็นเสมือน Framework ที่ช่วยให้แต่ละองค์กรเห็นภาพรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Business Supply Chain) และช่วยให้ระบุกิจกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด แล้วจัดเรียงความสำคัญในการลดก๊าซเรือนกระจกในภาพรวม อีกทั้งสามารถติดตามประสิทธิภาพในกระบวนการลดก๊าซเรือนกระจกได้อีกด้วย
การลดใช้พลังงานไฟฟ้าที่ KKP
สำหรับ KKP การลดการใช้พลังงานใน Scope 2 เป็นสิ่งที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยอาคาร KKP Tower (สำนักงานใหญ่) ได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารเขียว LEED ระดับ Gold และในปี 2568 สามารถลดการใช้ไฟฟ้าลงได้ 10% ผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น
- การปรับเวลาเปิด–ปิดระบบต่างๆ
- การกำหนดอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม
- การลดระยะเวลาการเปิดไฟในพื้นที่ที่ไม่จำเป็น
- การติดตั้งระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวเพื่อควบคุมแสงสว่าง
นอกจากนี้ KKP ได้ส่งเสริมการประหยัดพลังงานด้วยการออกมาตรการ Work from Home เพื่อลดผลกระทบในการเดินทางของพนักงานในช่วงวิกฤตพลังงาน พร้อมปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศในสำนักงานให้อยู่ระหว่าง 26-27 องศา เพราะ Earth Hour ในปีนี้มีความสำคัญกว่าที่เคย ขอเชิญชวนทุกคนมาร่วมปิดไฟที่ไม่จำเป็นพร้อมกันใน วันที่ 28 มีนาคม 2569 เวลา 20:30 – 21:30 น. นี้