Lifestyle
The Taste of Climate Change: กาแฟแก้วเดิม บนโลกที่ไม่เหมือนเดิม
- 26 ก.พ. 69
- 1,613

หนึ่งปีมี 365 วัน แต่คนไทยดื่มกาแฟเฉลี่ยถึง 340 แก้วต่อคนต่อปี [1] อุตสาหกรรมกาแฟมีมูลค่าสูงระดับโลก โดยคาดว่าในปี 2026 ตลาดกาแฟจะมีมูลค่ากว่า 4.95 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ [2] ในประเทศไทยเอง ในปี 2025 ที่ผ่านมา มีมูลค่าตลาดในประเทศถึง 6.5 หมื่นล้านบาท [1]
แต่เบื้องหลังเครื่องดื่มที่เราคุ้นเคย คือห่วงโซ่อุปทานที่พึ่งพาสภาพอากาศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บ่งชี้ว่า “Climate Risk = Business Risk” ความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญของธุรกิจ แม้เรื่องใกล้ตัวอย่างกาแฟที่เราดื่มเป็นประจำ ก็ยังได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
เมื่อสภาพอากาศกระทบผลผลิต
แม้ว่าอุตสาหกรรมกาแฟในประเทศไทยจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม จากเดิมที่ไทยเคยเป็นประเทศผู้ส่งออกกาแฟ แต่ในปัจจุบัน เราต้องมีการนำเข้าเมล็ดกาแฟจำนวนมากถึง 62,642 ตัน ในขณะที่ผลผลิตในประเทศอยู่ที่ 16,623 ตัน ในปี 2024 โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ที่อาจมีพื้นที่การปลูกกาแฟโรบัสตาลดลง ทั้งจากการเลือกปลูกผลไม้ที่ได้รับผลตอบแทนมากกว่า เช่น ทุเรียน และจากสภาพอากาศที่แปรปรวนหนัก [3]
การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิและสภาพอากาศที่แปรปรวนกำลังกระทบผลผลิตอย่างมีนัยสำคัญ งานวิจัยชี้ว่าภายในปี 2050 พื้นที่ปลูกกาแฟในหลายประเทศอาจลดลงได้ถึง 50% [4] ส่งผลให้ผลผลิตลดลง ต้นทุนสูงขึ้น และตลาดมีความไม่แน่นอนมากขึ้นสะท้อนจากราคากาแฟโรบัสต้าในประเทศไทย ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ในปี 2567 เพิ่มขึ้น 70% จากปีก่อนหน้า และยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องถึง 52% ในปี 2568 [5] แสดงให้เห็นว่านอกจากความเสี่ยงด้านตลาดที่มีความผันผวนแล้ว การเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ กำลังแปรเปลี่ยนมาเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงของต้นทุนที่สูงขึ้นของทั้งผู้ผลิต และผู้บริโภค
จากโลกรวน สู่ไฟป่า และแก้วกาแฟของเรา
พื้นที่ภาคเหนือถือเป็นพื้นที่สำคัญในการปลูกาแฟอะราบิกา โดยเฉพาะจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ น่าน แม่ฮ่องสอน อย่างไรก็ตาม ความแปรปรวนของภูมิอากาศ โดยเฉพาะในปีที่เกิดเอลนีโญ (El Niño) ทำให้สภาพอากาศร้อนและแห้งยาวนานขึ้น เพิ่มความเสี่ยงไฟป่าและจำนวนจุดความร้อน (hotspot) [6] เมื่อไฟป่าเกิดขึ้น กาแฟที่ปลูกร่วมกับป่าจึงได้รับความเสียหายโดยตรง กลายเป็นต้นทุนและความเสี่ยงที่ธุรกิจต้องแบกรับมากขึ้นในโลกที่สภาพภูมิอากาศไม่แน่นอน
อุณหภูมิที่เปลี่ยนไป และการปรับตัวของธุรกิจ
จากเดิมที่กาแฟโรบัสต้ามีพื้นที่ปลูกในภาคใต้เป็นหลัก แต่เมื่อภาคเหนือมีอุณหภูมิที่ร้อนมากขึ้น การปลูกกาแฟโรบัสต้าจึงสามารถปลูกในพื้นที่มากขึ้นในภาคเหนือได้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น ในจังหวัดพะเยามีพื้นที่มีการปลูกกาแฟอะราบิกา 1,738 ไร่ และมีการปลูกกาแฟโรบัสตา 221 ไร่ [3] รวมถึงการปลูกกาแฟโรบัสตาในจังหวัดอื่น ๆ ทางภาคเหนือ เช่น อุตรดิตถ์ และแพร่
การปรับตัวนี้ ยังเห็นได้จากผลิตภัณฑ์กาแฟสำเร็จรูปในตลาดที่มีสูตรเบลนด์ หรือตามร้านกาแฟ specialty ที่มีการผสมกาแฟ 2 สายพันธุ์ ทั้งอาราบิก้าและโรบัสต้าเข้าด้วยกัน สะท้อนถึงการปรับตัวของเกษตรกรและธุรกิจกาแฟต่อความต้องการของตลาดและการเปลี่ยนไปของสภาพอากาศ นอกจากนี้การปลูกกาแฟยังทำให้พื้นที่ป่าชุ่มชื้นมากขึ้น รวมถึงสร้างได้ให้กับชุมชนท้องถิ่น
การมองกาแฟในแก้วทุกเช้า อาจเป็นจุดเริ่มต้นในการปรับตัว ทั้งการปรับตัวของธุรกิจและการวางแผนการเงิน เพราะความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่อาจถูกมองข้ามได้อีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของความเสี่ยงธุรกิจ ตลอดจนเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ต้องคำนึงถึงในการวางแผนการเงินส่วนบุคคล
KKP จึงเลือกทำสิ่งสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืน ผ่านการบริหารความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ควบคู่กับการส่งต่อคุณค่าให้ลูกค้าธุรกิจใน “การเปลี่ยนผ่าน (transition)” และสนับสนุนลูกค้าบุคคลใน “การวางแผนชีวิต” ทั้งการเงินและการลงทุนอย่างรอบด้านมากขึ้น เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว
อ้างอิง
[1] Forbes https://www.forbesthailand.com/news/marketing/thai-coffeetrend-growing-against-the-economy
[2] Statista https://www.statista.com/outlook/cmo/hot-drinks/coffee/worldwide#revenue
[3] วารสารส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร https://mediatank.doae.go.th/medias/file_upload/04-2025/3-1829720113415119.pdf
[4] Grüter, Roman, et al. https://doi.org/10.1371/journal.pone.0261976
[5] สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ https://catalog.oae.go.th/dataset/b76a58de-aec6-47d3-ab99-f8ec498d3719/resource/79d26ab9-10cb-40c1-8aec-826663d4b295/download/d8ca2786a045f8d2.pdf
[6] CMU PM2.5 Severity of problems and solution