Lifestyle

Why We Age and Why We Don’t Have To (ตอน 3)

Post by | Admin

ผมได้เขียนถึง 4 ปัจจัยหลักที่นำไปสู่ความแก่ชรา โดย 2 ปัจจัยแรก Genomic Instability และ Telomere Attrition เหลืออีก 2 ปัจจัยจะกล่าวถึงดังนี้

ครั้งที่แล้วผมเขียนถึงปัจจัยหลัก 4 ปัจจัยที่นำไปสู่ความแก่ชรา 2 ปัจจัยแรกคือ Genomic Instability และ Telomere Attrition เหลืออีก 2 ปัจจัยหลักคือ Epigenic Alteration และ Loss of Proteostasis ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำความเข้าใจได้ไม่ง่ายนัก แต่เป็นความรู้ใหม่เกี่ยวกับการแก่ชรา ซึ่งน่าจะมีความครบถ้วนและถูกต้องมากกว่าความรู้อย่างจำกัดที่เราเข้าใจเกี่ยวกับความแก่ชรา เช่น ความเชื่อว่าเป็นเรื่องที่จะต้องเสื่อมถอยลงโดยธรรมชาติเมื่อเวลาผ่านไป (เพราะอันที่จริงแล้ว เซลล์ของมนุษย์และสัตว์มีกลไกที่ซ่อมแซมและแก้ไขความผิดพลาดและความเสียหายที่ เกิดขึ้นในดีเอ็นเอ และยังมีหางเทโลเมียร์ที่ทำหน้าที่ปกป้องรักษาความเสถียรของโครโมโซมเมื่อเซลล์แบ่งตัวอีกด้วยดังที่กล่าวถึงในครั้งที่แล้ว)

 

ที่สำคัญคือ พัฒนาการทางวิทยาศาสตร์ในมิติต่างๆ เพื่อซ่อมแซมหรือตัดแต่งดีเอ็นเอ เช่น กลไก Cripr Cas 9 ที่สามารถตัดต่อ (edit) ยีน (ผู้ที่คิดค้นกลไกดังกล่าวเพิ่งได้รับรางวัลโนเบลในปี 2020) และในส่วนของหางเทโลเมียร์ก็ยังมีเอ็นไซม์ที่ชื่อว่า เทโลเมอเรสซึ่งสามารถเติมความยาวของหางเทโลเมียร์ได้ แต่จะต้องระมัดระวังไม่ให้เป็นการต่ออายุเซลล์ที่อาจเป็นโรคมะเร็ง

 

ดังนั้น ในกรณีเอ็นไซม์เทโลเมอเรสหยุดทำงาน และปล่อยให้หางเทโลเมียร์ถูกเฉือนออกไปจนหมด แล้วปล่อยให้เซลล์หยุดบทบาทและหมดสภาพลง (แต่ไม่ยอมตาย) ก็เป็นกลไกสำคัญในการป้องกันไม่ให้เซลล์ที่โครโมโซมชำรุดเสียหายและอาจกลายตัวเป็นเซลล์มะเร็ง ข้อสรุปของผมคือ ร่างกายของมนุษย์นั้นมีระบบที่มีความสลับซับซ้อนอย่างมาก และนักวิทยาศาสตร์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญก็ยังจะต้องเรียนรู้อีกมาก

 

สำหรับสาเหตุของการแก่ตัวลงของร่างกายนั้น ข้อต่อไปคือข้อที่ 3 ได้แก่ Epigenetic Alterations นักวิจัยบางคน เช่น ดร.David Sinclair เชื่อว่า ข้อนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่สุดของการแก่ตัวของร่างกาย

 

Epigenetic Alterations ประเด็นสำคัญที่ต้องขอกล่าวถึงอีกครั้งหนึ่งในส่วนนี้คือ ความเข้าใจว่ามนุษย์มีเซลล์ประมาณ 200 ประเภท (เช่น เซลล์กล้ามเนื้อและเซลล์สมอง) แต่ในทุกๆ เซลล์จะบรรจุดีเอ็นเอครบถ้วนเหมือนกันหมดในนิวเคลียส โดยดีเอ็นเอนั้นหากคลี่ออกมาก็จะยาวประมาณ 2 เมตรและแต่ละส่วนของดีเอ็นเอคือยีน ซึ่งกำหนดลักษณะต่างๆ ของตัวเรา เช่น ความสูง สีผมและความโด่งของจมูก เป็นต้น (หากยีนมีความบกพร่องก็อาจทำให้ตาบอดสีได้ด้วย)

 

มนุษย์มียีนประมาณ 24,000 ยีน แต่ละยีนนั้นมีหน้าที่แตกต่างกันและอาจมีหน้าที่ในการทำงานร่วมกับยีนอื่นๆ ในหลายหน้าที่อีกด้วย ตัวอย่างเช่น ยีนที่ช่วยในการทำหน้าที่เกี่ยวกับคอเลสเตอรอลคือยีน APOE นั้น คนที่มียีน APOE4 จะเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้เป็นโรคอัลไซเมอร์เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่มี APOE2 เป็นต้น

 

ที่สำคัญในส่วนนี้คือ เซลล์ของมนุษย์ในตอนแรกที่อยู่ในท้องของมารดานั้นจะเป็นสเต็มเซลล์ หมายความว่า จะปรับตัวไปเป็นเซลล์อะไรก็ได้ แต่ต่อมาจะมีการแบ่งแยกประเภทอย่างชัดเจน เช่น เซลล์ที่ถูกกำหนดให้เป็นเซลล์กล้ามเนื้อก็จะ “อ่าน” เฉพาะยีนในบริเวณของดีเอ็นเอที่สั่งการเกี่ยวกับการแบ่งตัวของเซลล์และการทำงานของเซลล์ที่กำหนดที่เป็นเซลล์กล้ามเนื้อเท่านั้น (ส่วนอื่นๆ มีอยู่ในดีเอ็นเอแต่ไม่ต้องไป “อ่าน”) และการจะทำงานหรือไม่ทำงานของยีน (gene expression) นั้นก็ยังขึ้นอยู่กับการม้วนตัวหรือคลี่ตัวของดีเอ็นเออีกด้วย

 

กิจกรรมเกี่ยวกับการ “อ่าน” ดีเอ็นเอเฉพาะในส่วนที่ควรจะอ่านนั้นเรียกว่า Epigenome (เอฟิจีโนม) หรือแปลตรงตัวว่า ส่วนที่อยู่เหนือว่า genome  เรียกในเชิงวิชาการว่า การควบคุมเหนือพันธุกรรม ซึ่งสามารถเปรียบเทียบได้ว่า เอฟิจีโนมนั้นเหมือนกับเข็ม “อ่าน” แผ่นซีดีเพื่อเล่นเสียงเพลงให้ถูกต้อง ส่วนจีโนมหรือพันธุกรรมนั้นเหมือนกับแผ่นซีดีที่เป็นระบบดิจิทัล

 

การแก่ตัวที่เกิดขึ้นในส่วนของเอฟิจีโนมคือ การที่เข็มอ่านข้อมูลในซีดีชำรุดและอ่านซีดีผิดพลาด เสียงเพลงที่ออกมาจึงผิดเพี้ยนไป ซึ่งความเสื่อมถอยของเอฟิจีโนมนั้นเกิดขึ้นได้จากความคลาดเคลื่อนหลังจากการแบ่งตัวบ่อยๆ ของเซลล์หรือจากมลภาวะในอากาศและในอาหาร ตลอดจนการสูบบุหรี่ เป็นต้น ประเด็นสำคัญคือความเสี่ยงตรงนี้น่าจะแก้ไขได้โดยไม่ยากลำบากนัก แตกต่างจากการชำรุดของพันธุกรรม


Loss of Proteostasis
หรือการเสื่อมถอยของระบบควบคุมคุณภาพของการผลิตโปรตีนของร่างกายตรงนี้ต้องขยายความว่าชิ้นส่วนพื้นฐานที่เป็นส่วนประกอบของร่างกายและการทำงานของร่างกายคือ กรดอะมิโน (aminoacid) ที่มีอยู่ 20 ประเภท ที่เป็นส่วนประกอบในการสร้างโปรตีนประเภทต่างๆ

 

โปรตีนนั้นจะมีอยู่เป็นร้อยประเภทที่มีความแตกต่างกันในโครงสร้างที่มี 3 มิติ (กว้าง ยาวและสูง) ที่จะต้องถูกผลิตออกมาให้มีมิติและขนาดที่ถูกต้อง จึงจะสามารถนำไปใช้งานในภารกิจต่างๆ แต่หากผลิตออกมาผิดพลาด กล่าวคือมีมิติที่ไม่ถูกต้องแล้ว ก็จะต้องถูกนำกลับไปที่ “โรงงาน” เพื่อแก้ไขให้ถูกต้อง หรือถ้าผิดพลาดเกินแก้ก็จะต้องนำกลับไปแยกชิ้นส่วนเป็นชิ้นๆ เพื่อนำไปประกอบขึ้นมาใหม่ทั้งหมด แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลไกควบคุมคุณภาพดังกล่าวเสื่อมถอยลง ก็จะเกิดการผลิตโปรตีนที่ไม่สมประกอบมากขึ้น ทำให้ต้อง “ทิ้ง” โปรตีนที่บกพร่องเป็นจำนวนมากซึ่งเป็นภาระที่เรียกว่า Loss of Proteostasis

 

เรื่องนี้ผมเชื่อว่า สามารถนำมาเชื่อมต่อกับเรื่องของวัคซีนที่กำลังจะผลิตขึ้นโดยบริษัท Pfizer+BioNTech และบริษัท Astrazeneca+Oxford ที่ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า mRNA ได้แก่ การใช้ messenger RNA ฉีดข้าไปในร่างกายเพื่อให้เซลล์ของมนุษย์สร้างโปรตีนที่มีรูปลักษณะเหมือนกับโปรตีนปลายแหลม (spike protein) ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ประเด็นคือ เมื่อมนุษย์มีเทคโนโลยีที่สามารถสั่งการให้เซลล์ผลิตโปรตีนอะไรก็ได้ ก็ย่อมจะเป็นไปได้อย่างมากในอนาคตว่ามนุษย์จะสามารถใช้เทคโนโลยี mRNA เพื่อซ่อมแซมการเสื่อมถอยของระบบควบคุมะคุณภาพของการผลิตโปรตีนได้

 

แม้ว่าในขั้นต้นนั้น เทคโนโลยี mRNA คงจะถูกนำไปใช้ในภารกิจที่สำคัญกว่าคือ การผลิตโปรตีนเพื่อรักษาโรคที่ร้ายแรง เช่น โรคเลือดจางและโรคมะเร็ง เป็นต้นครับ

 

 

บทความโดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ จากนสพ.กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 21 ธันวาคม 2563

 

แนวโน้มของราคาทอง

มั่นว่า ข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตระหว่าง OPEC และ non-OPEC จะทำได้จริงและตรึงกำลังการผลิตได้จริง ถึงแม้จะมีการขยายระยะเวลาตรึงกำลังการผลิตออกไปถึงปีหน้าก็ตาม

 

ไปดูเหตุผลที่ตลาดไม่เชื่อ หนึ่งในนั้นก็เพราะ กำลังการผลิตนอกกลุ่ม OPEC ก็ยังเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในสหรัฐ จากตัวเลขแท่นขุดเจาะรายสัปดาห์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แทบทุกสัปดาห์ตั้งแต่ย่างเข้าไป 2017 เป็นต้นมา รวมถึงการเดินกำลังการผลิต Shale Oil และ Shale Gas ที่สะท้อนว่า ต้นทุนการผลิตของเทคโนโลยีนี้ เข้ามาใกล้จุดที่สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตน้ำดิบได้แล้วถ้ามองภาพใหญ่กว่านั้น ราคาน้ำมันก็โดนกดดันอยู่มาอย่างต่อเนื่องจากการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด หรือ Clean Energy โดยเทคโนโลยีที่จะมาเป็นคู่แข่งพลังงานน้ำมันจริงๆ ก็คือ Power Storage หรือ ตัวเก็บประจุไฟฟ้า นั้นเอง เพราะตัวเก็บประจุไฟฟ้า หรือ Power Storage จะทำให้การใช้พลังงานสะอาดมีเสถียรภาพมากขึ้น ยกตัวอย่าง ถ้าใช้พลังงานแสงอาทิตย์ แต่ไม่มีตัวเก็บประจุ ก็แปลว่า เราจะใช้ไฟฟ้าได้แค่ตอนช่วงกลางวันเท่านั้น ดังนั้น เทคโนโลยี Power Storage จึงถือว่ามีความสำคัญ และเป็นจุดเปลี่ยนอีกหนึ่งอย่างที่จะทำให้ต้นทุนการผลิตพลังงานสะอาดต่ำลงไปอีก และเข้าถึงคนจำนวนมากกว่าปัจจุบัน

สรุปทิศทางราคาน้ำมัน

ราคาน้ำมันถูกเทขายลงมาที่ ราวๆ 42-43 ดอลลาร์ กลางเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งประเด็นหลักๆ มาจากตลาดเริ่มไม่เชื่อมั่นว่า ข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตระหว่าง OPEC และ non-OPEC จะทำได้จริงและตรึงกำลังการผลิตได้จริง ถึงแม้จะมีการขยายระยะเวลาตรึงกำลังการผลิตออกไปถึงปีหน้าก็ตาม

Suggested
17 Dec 2020
Why We Age and Why We Don’t Have To (ตอน 2)
Lifestyle
09 Dec 2020
Why We Age and Why We Don’t Have To (ตอน 1)
Lifestyle
03 Dec 2020
Messenger RNA: ไม่เพียงแต่ใช้ผลิตวัคซีนเพียงอย่างเดียว
Lifestyle