Money

พลิกท่องเที่ยวไทย ให้ฟื้นได้อย่างทรงพลัง (ตอนที่ 2)

Post by | Admin

ท่องเที่ยวไทย…กลับมาอย่างไรให้ปัง_628x443
พลิกท่องเที่ยวไทย2_628


Key takeaways:

  • การท่องเที่ยวไทยมีสัญญาณชะลอตัวก่อนโควิด-19 จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ขยายตัวช้าลง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีนซึ่งมีแนวโน้มท่องเที่ยวภายในประเทศมากขึ้น จึงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการท่องเที่ยวไทยที่เติบโตจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นหลัก ขณะที่รายได้ต่อนักท่องเที่ยวแทบไม่ขยายตัว
  • หลังโควิด-19 รูปแบบการท่องเที่ยวจะเปลี่ยนไปในหลายมิติ ได้แก่ (1) การขับเคลื่อนการท่องเที่ยวภายในประเทศผ่านนโยบายภาครัฐ (2) การเดินทางเพื่อธุรกิจและการประชุมสัมมนา (MICE) จะลดลง ซึ่งจะถูกชดเชยด้วยการท่องเที่ยวกึ่งพักอาศัยระยะยาว (Extended Staycation) (3) การแข่งขันและพัฒนาด้าน ETourism Platform รองรับนักท่องเที่ยวที่มีอายุเฉลี่ยลดลง (4) การยกระดับด้านสุขอนามัยของธุรกิจท่องเที่ยว
  • การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวเข้มข้นขึ้นในภูมิภาค จากประเทศเพื่อนบ้านที่ก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งสำคัญที่จะช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดการท่องเที่ยวของไทย โดยเฉพาะเวียดนามและอินโดนีเซีย
  • ศักยภาพด้านการท่องเที่ยวไทยยังแข็งแกร่ง แต่การเติบโตที่ชะลอลงใน 5 ปีที่ผ่านมาสะท้อนความสำคัญของการเร่งพัฒนาด้านคุณภาพและความยั่งยืนของการท่องเที่ยวแทนที่การมุ่งเป้าด้านปริมาณ
คลิกเพื่ออ่านต่อ

ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตน้ำแล้งที่ลากยาวมาตั้งแต่ปี 2019 และมีแนวโน้มจะรุนแรงมากขึ้นในปี 2020 คำถามสำคัญคือ วิกฤตในครั้งนี้เกิดจากอะไร มีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน และจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร  บทวิเคราะห์ของ KKP Research จะตอบคำถามเหล่านี้

วิกฤตน้ำแล้งปีนี้รุนแรงแค่ไหน?

สัญญาณภัยแล้งในปีนี้ปรากฏให้เห็นมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2019 โดยเฉพาะพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคกลาง มีสาเหตุหลักจากปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังอ่อน (ภัยแล้ง) ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2018 ส่งผลให้ในปีถัดมาเกิดฝนทิ้งช่วงในฤดูฝนนาน 2 เดือน (มิ.ย.–ก.ค. 2019) ปริมาณฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 10% และปริมาณน้ำในเขื่อนหลายแห่งอยู่ในระดับต่ำ ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะได้รับอิทธิพลของพายุโซนร้อนในปี 2019 ไม่ว่าจะเป็น “วิภา” "โพดุล" และ "คาจิกิ" ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย ทำให้ฝนตกหนักในหลายพื้นที่ และบางพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม แต่ฝนที่ตกส่วนใหญ่ตกในพื้นที่ใต้เขื่อนจึงไม่ได้ช่วยเติมน้ำในเขื่อนเท่าใดนัก และเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้ง (เริ่มประมาณกลางเดือนตุลาคมถึงประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์) จึงทำให้ปริมาณน้ำที่กักเก็บไว้ได้ หรือ “น้ำต้นทุน” ต่ำกว่าความต้องการใช้จริง

จากข้อมูลของคลังข้อมูลน้ำและภูมิอากาศแห่งชาติ ณ วันที่ 20 ก.พ. 2020 พบว่า ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา (4 เขื่อนหลัก) อยู่ในระดับใกล้เคียงหรือต่ำกว่าภัยแล้งปี 2015-16 (รูปที่ 1) และหากพิจารณาเป็นรายภูมิภาคพบว่า ภาคกลางน่าเป็นกังวลมากที่สุด เนื่องจากระดับน้ำของทั้ง 3 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนป่าสักฯ เขื่อนกระเสียว และเขื่อนทับเสลา อยู่ในระดับต่ำที่ 19% – 22% ของความจุสูงสุดของเขื่อน ซึ่งต่ำกว่าทั้งค่าเฉลี่ยในอดีตและระดับน้ำในวันเดียวกันเมื่อปี 2016 หลายเขื่อนในภาคเหนือประสบกับปัญหาน้ำน้อยด้วยเช่นกัน มีเพียงภาคตะวันตกที่สถานการณ์น้ำอยู่ในเกณฑ์ดี (รูปที่ 2)

ระดับน้ำต้นทุนที่ต่ำต่อเนื่องมาจากปีก่อน และปริมาณน้ำในแม่น้ำสายหลักที่อยู่ในเกณฑ์น้อยและเริ่มแห้งขอด จะทำให้สถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้ลากยาวไปจนถึงเดือน มิ.ย. เทียบเคียงได้กับวิกฤตภัยแล้งในปี 2016 แต่ปัจจัยที่อาจทำให้สถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้ย่ำแย่ไปกว่าปี 2016 คือ ภาวะน้ำทะเลหนุนสูง ทำให้จำเป็นต้องระบายน้ำในเขื่อนเพื่อใช้เจือจางและผลักดันน้ำเค็มที่รุกล้ำเข้ามา ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่จะได้รับการจัดสรรสำหรับเกษตรกรรมน้อยลงจนอาจเข้าขั้นวิกฤต นอกจากนี้ หากในช่วงครึ่งปีหลังปริมาณฝนยังคงต่ำกว่าค่าปกติ อาจยิ่งทำให้สถานการณ์ในปี 2020 รุนแรงกว่าภัยแล้งที่เคยเกิดในปี 2016

แนะนำจากบทความ
05 ก.พ. 2564
The Post-COVID World: เศรษฐกิจไทยอยู่ตรงไหนเมื่อโลกไม่เหมือนเดิม
Economic
26 พ.ย. 2563
KKP Research คาดเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า ท่ามกลางหลายปัจจัยเสี่ยงแม้มีวัคซีน
Economic
22 ก.พ. 2564
พลิกท่องเที่ยวไทย ให้ฟื้นได้อย่างทรงพลัง (ตอนที่ 1)
Economic