Money Matter
ถอดรหัสขั้นตอนเก็บเงินสำรองฉุกเฉินที่คุณควรรู้
- 26 พ.ย. 67
- 21,723

การเก็บเงินสำรองฉุกเฉิน เป็นการเตรียมตัวรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บป่วย การตกงาน หรือสถานการณ์ฉุกเฉินอื่นๆ ที่ทำให้คุณต้องใช้จ่ายมากขึ้นโดยไม่ต้องไปก่อหนี้ ขั้นตอนเก็บเงินสำรองฉุกเฉินนั้นมีหลายวิธี วันนี้ KKP Advice Center สรุปมาให้ ดังนี้
ก่อนอื่นคุณต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าเงินสำรองฉุกเฉินที่คุณต้องการเก็บไว้มีจำนวนเท่าใด โดยทั่วไปแล้ว เงินสำรองฉุกเฉินควรมีประมาณ 3 - 6 เดือนของค่าใช้จ่ายพื้นฐาน ตัวอย่างค่าใช้จ่ายพื้นฐาน เช่น ค่าเช่าบ้านหรือค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าอาหาร ค่ารักษาพยาบาล ค่าบริการอื่น ๆ ที่จำเป็น เช่น ค่าบัตรเครดิต ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ต เป็นต้น
2. คำนวณค่าใช้จ่ายพื้นฐานในแต่ละเดือน
อาจคูณด้วย 3 หรือ 6 เดือน ขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการมีเงินสำรองมากน้อยแค่ไหน (คนที่ทำงานอิสระหรือมีรายได้ไม่แน่นอนอาจจะเลือกเก็บเงินสำรองให้มากขึ้นอาจเป็น 12 เดือน)
ตัวอย่าง : หากค่าใช้จ่ายของคุณอยู่ที่เดือนละ 30,000 บาท เป้าหมายเก็บเงินสำรองฉุกเฉินของคุณควรอยู่ในช่วง 90,000 - 180,000 บาท (3 - 6 เดือน) เป็นต้น
3. เปิดบัญชีแยกสำหรับเก็บเงินสำรองฉุกเฉิน
การเก็บเงินสำรองฉุกเฉินในบัญชีที่แยกจากบัญชีที่ใช้จ่ายปกติจะช่วยให้คุณไม่หยิบยืมเงินเหล่านั้นไปใช้โดยไม่ตั้งใจ อีกทั้งยังทำให้การบริหารจัดการเงินง่ายขึ้น โดยคุณอาจเลือกเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง และอย่าใช้บัญชีนี้สำหรับการจ่ายค่าสินค้าและบริการที่ไม่จำเป็น ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเงินในบัญชีนี้ถูกแยกออกจากเงินที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
4. ฝากเงินรายเดือนอย่างสม่ำเสมอ
การเก็บเงินสำรองฉุกเฉินไม่ควรทำแบบเร่งด่วนในครั้งเดียว แต่ควรเป็นการฝากเงินอย่างสม่ำเสมอจนถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ คุณสามารถตั้งการหักเงินอัตโนมัติหรือการโอนเงินในทุกเดือนเพื่อลดความเสี่ยงจากการลืมหรือการใช้เงินในช่วงที่มีรายได้ อาจใช้วิธีการออมเงินแบบเท่ากันทุกๆ เดือน (DCA) เช่น ฝากเงินทุกเดือน เดือนละ 3,000 บาท หรือ 5,000 บาท เป็นต้น และหากคุณสามารถเก็บเงินสำรองฉุกเฉินได้ตามเป้าหมายแล้ว ก็อาจนำเงินเก็บส่วนที่เกินนั้นไปลงทุนต่อยอดได้
5. เก็บเงินจากโบนัสหรือจากรายได้เสริม
หากคุณได้รับโบนัสหรือมีรายได้เสริมจากงานพิเศษ คุณสามารถแบ่งเงินเหล่านั้นมาเป็นเงินเก็บสำรองฉุกเฉินได้โดยไม่ต้องกระทบต่อค่าใช้จ่ายประจำวัน และช่วยให้เป้าหมายการเก็บเงินสำรองฉุกเฉินสำเร็จได้เร็วยิ่งขึ้น
6. ทบทวนเป้าหมายเก็บเงินสำรองฉุกเฉินอย่างสม่ำเสมอ
การเก็บเงินสำรองฉุกเฉินไม่ได้หยุดเพียงแค่การตั้งเป้าหมายและเริ่มเก็บ แต่ควรมีการ ตรวจสอบเป้าหมายและปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ในชีวิตของคุณ โดยอาจตรวจสอบสถานะของเงินสำรองฉุกเฉินทุกๆ 6-12 เดือน หากพบว่าเงินที่เก็บไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายพื้นฐานหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิต เช่น การมีลูก การซื้อบ้าน หรือการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่าย ควรปรับเปลี่ยนเป้าหมายการเก็บเงินเพิ่ม
การเก็บเงินสำรองฉุกเฉินนอกจากต้องการวินัยและการวางแผนที่ดีแล้ว การเริ่มต้นโดยมีการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน ใช้บัญชีแยก ฝากเงินอย่างสม่ำเสมอ และมีการปรับเป้าหมายตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ก็สามารถช่วยให้คุณมีเงินสำรองที่เพียงพอในการรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินโดยไม่ต้องก่อหนี้หรือทำให้ชีวิตการเงินของคุณตกอยู่ในความเสี่ยงได้เช่นกัน
สนใจบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ออนไลน์ KKP SAVVY คลิก
- ดอกเบี้ยสูงสุด 1.8% ต่อปี* ตั้งแต่บาทแรกถึง 5 ล้านบาท
- เงื่อนไขไม่จุกจิก
- ไม่มีขั้นต่ำและไม่จำกัดจำนวนครั้งในการฝาก-ถอน
- ไม่กำหนดระยะเวลาฝากเงิน
- เปิดบัญชีง่ายและทำธุรกรรมสะดวกผ่านแอป KKP MOBILE
*อัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด