Money
เมื่อเด็กยุคใหม่ไม่อยากเดินตามเส้นทางความสำเร็จแบบเดิมๆ
Post by | Admin

หากวันนี้เราไปถามเด็กสักคนว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร คำตอบคงต่างไปจากสมัยเรายังเป็นเด็กมากทีเดียว
จากผลสำรวจของ Lego บริษัทผลิตของเล่นรายใหญ่ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของเด็กอายุ 8-12 ปี จำนวน 3,000 คนจากสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และ จีน รวมทั้งพ่อแม่ผู้ปกครอง 326 คนที่มีลูกอายุ 5-12 ปี เกี่ยวกับอาชีพที่อยากจะเป็นในอนาคต ผลสำรวจพบว่าเด็กถึง 1 ใน 3 ตอบว่าอยากเป็น Youtuber เมื่อโตขึ้น และมีเพียง 11% ที่อยากเป็นมนุษย์อวกาศ
ซึ่งหากย้อนกลับไปเมื่อปี 2017 Fatherly ได้ทำการสำรวจเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี จำนวน 1,000 คนในสหรัฐฯ พบว่าเด็กส่วนใหญ่อยากเป็นหมอเมื่อโตขึ้น และรองลงมาเป็น วิศวกร ตำรวจ และครู
สาเหตุที่เด็กในปัจจุบันอยากเป็น Youtuber กันเยอะ เพราะทุกวันนี้ Social Media เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็น Facebook Instagram YouTube Twitter Podcast ซึ่งแต่ละแพลตฟอร์มก็มีกลุ่มเป้าหมายที่มีพฤติกรรมที่แตกต่างกันไป สำหรับ YouTube เป็นแพลตฟอร์มที่ต้องใช้เวลาในการรับชมมากกว่าแพลตฟอร์มอื่น เด็กซึ่งเป็นกลุ่มที่มีเวลาว่างมากที่สุดจึงเป็นกลุ่มที่ใช้เวลากับ YouTube วันละหลายชั่วโมง
เด็กยุคใหม่โตมากับการรับสื่อที่เปิดกว้างได้เห็นการประสบความสำเร็จในรูปแบบที่ไม่เหมือนกันคนรุ่นก่อนๆ จากที่ต้องเป็นอาชีพที่มั่นคง มีรายได้สม่ำเสมอ ทำงานหนักเพื่อเก็บเงินเตรียมตัวเกษียณ ปัจจุบันทัศนคติต่อการเลือกอาชีพได้เปลี่ยนไป การงานที่มั่นคงกับบริษัทใหญ่ไม่ใช่ปัจจัยหลักในการเลือกอาชีพ แต่เป็นอาชีพที่ได้เป็นตัวของตัวเอง เหมาะกับไลฟ์สไตล์และประสบความสำเร็จได้เร็ว
นอกจากอาชีพแล้ว ไลฟ์สไตล์แบบคนที่มีอิสรภาพทางการเงินเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เด็กยุคนี้ใฝ่หา ซึ่งคนเป็นพ่อแม่ก็สามารถเตรียมความพร้อมให้ลูกรู้จักลงทุน ทำให้เงินที่หามางอกเงยได้ตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อให้อิสรภาพทางการเงินไม่ไกลเกินเอื้อม วันนี้ KKP Advice Center ขอนำเสนอวิธีง่ายๆ ในการสอนลูกให้รู้จักการลงทุนตั้งแต่เด็ก
สอนให้ลูกรู้ว่าการลงทุนต่างจากการออม
เรื่องแรกที่พ่อแม่สอนเด็กเกี่ยวกับเรื่องเงินคงเป็นเรื่องการเก็บออมเป็นแน่ หลังจากนั้นสิ่งถัดไปที่เด็กควรรู้จักคือการลงทุน โดยเน้นย้ำให้เห็นถึงความแตกต่างของผลตอบแทน เช่น หากฝากธนาคารเฉยๆ ผ่านไปหนึ่งปี เงิน 100 บาท ก็จะมีค่า 100 บาท 75 สตางค์ (และเผลอๆ อาจจะน้อยลงด้วยเนื่องจากเงินเฟ้อ) แต่ถ้านำไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เงิน 100 บาทมีโอกาสงอกเงยเป็น 103, 105, 110 บาทได้ แต่ต้องคอยสอดแทรกให้เด็กรู้ว่าการลงทุนก็มีความเสี่ยงที่จะขาดทุนด้วยเช่นกัน พ่อแม่อาจช่วยให้ลูกเห็นภาพมากยิ่งขึ้นโดยให้ลูกได้ลองสัมผัสการลงทุนแบบง่ายๆ ใช้เงินไม่มาก เช่นการเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์หรือกระแสรายวันและสมัครบริการหักเงินไปลงทุนแบบอัตโนมัติโดยเลือกความถี่ที่เหมาะสม หรือที่รู้จักกันในนาม Dollar Cost Average (DCA) โดยเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงต่ำผูกกับบัญชีเงินฝากดังกล่าว เช่นกองทุนรวมตราสารหนี้ หรือกองทุนรวมตลาดเงิน เป็นต้น ในปัจจุบันมีบริการรูปแบบนี้มากมายเช่น บริการKK Smart Investment Service (KKSIS) ซึ่งสามารถเลือกลงทุนขั้นต่ำได้เพียง 1,000 บาท โดยสามารถเลือกความถี่ในการลงทุนได้หลากหลายตั้งแต่รายสัปดาห์ไปจนถึงราย 6 เดือนเลยทีเดียว
สอนเด็กให้รู้จักการลงทุนผ่านการเล่นบอร์ดเกม
เกมการลงทุนที่เรารู้จักกันดีเช่น เกมเศรษฐี เป็นเกมที่จะทำให้เด็กเข้าใจภาพของการลงทุนได้ดีมาก โดยเกมจะกระตุ้นให้ผู้เล่นรู้สึกอยากเป็นเจ้าของพื้นที่รอบๆ กระดาน เพื่อที่จะได้เก็บเงินจากผู้เล่นคนอื่น ยิ่งเป็นเจ้าของอสังหาจำนวนมากเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะเก็บเงินจากคนอื่นได้มากขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้เกมยังทำให้เราเจอกับเรื่องไม่คาดฝันต่างๆ ซึ่งอาจทำให้เสียเงินหรือแม้กระทั่งล้มลายได้ เป็นการสอนให้เด็กตระหนักว่าในชีวิตจริงก็เช่นกัน
เปิดข่าวการลงทุนให้ลูกฟัง
การเปิดข่าวหรือเปิดทีวีช่องเกี่ยวกับการลงทุนทิ้งไว้ เป็นการช่วยให้ลูกได้ยินคำศัพท์เกี่ยวกับการลงทุนทุกวัน ที่น่าสนใจคือขนาดคนที่ไม่ได้สนใจเรื่องการลงทุนเท่าไรนัก ก็ยังรู้สึกคุ้นเคยกับข่าวหุ้นเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่าการเปิดข่าวให้ลูกฟังทุกวันๆ แม้จะไม่ได้ตั้งใจฟัง แต่ลูกก็จะซึมซับข้อมูลเหล่านั้นไปอย่างอัตโนมัติ การที่ลูกได้รู้ข้อมูลเหล่านี้ ก็จะทำให้พ่อแม่สอนลูกได้ง่ายขึ้นไปอีก
ฝึกลงทุนในสถานการณ์จริงแต่ไม่ใช้เงินจริง
เมื่อเริ่มฝึกให้ลูกมีความคุ้นเคยกับการลงทุนระดับหนึ่ง เด็กอาจจะรู้สึกอยากลองลงทุนดูบ้าง พ่อแม่อาจสมัครโปรแกรมเล่นหุ้นจำลอง เป็นการจำลองการลงทุนในหุ้นเสมือนจริง ให้ได้ลองซื้อขายจริง ใช้หุ้นจริงๆ ที่มีอยู่ในตลาด เพียงแต่ไม่ใช้เงินจริง ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่จะทำให้เด็กคุ้นเคยกับวิธีการซื้อขายและได้มองภาพการซื้อขายในตลาดหุ้นได้ชัดเจนมากขึ้น
การสอนลูกเรื่องการลงทุนไม่ได้มีกำหนดว่าอายุเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าเหมาะสม ขึ้นอยู่กับเด็กแต่ละคน การสอนของแต่ละบ้านเอง สิ่งสำคัญคือต้องค่อยเป็นค่อยไป อย่าพยายามยัดเยียด ให้ลูกค่อยๆ ซึมซับวิธีคิดอย่างถูกต้องตั้งแต่วัยเด็ก เรียนรู้และเข้าใจการลงทุนอย่างถูกต้องในระยะเวลาที่มากพอ

