Money

ซื้อประกันโควิด แบบคิดรอบด้าน

Post by | Admin

โรคปอดอักเสบเฉียบพลันที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส COVID-19 ถือเป็นโรคระบาดร้ายแรง ถูกพบครั้งแรกที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน และแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว

จนถึงตอนนี้ประเทศจีนมีผู้ติดเชื้อกว่า 80,000 ราย และ เสียชีวิตกว่า 3,000 ราย ประเทศสเปนและอิตาลีมีจำนวนผู้เสียชีวิตกว่า 8,000 – 12,000 รายตามลำดับ ซึ่งแซงหน้าประเทศจีนไปแล้ว ในขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกามีจำนวนผู้ติดเชื้อมากที่สุดในโลกไปแล้วคือมากกว่า 189,000 ราย ในประเทศไทยเองก็มีจำนวนผู้ติดเชื้อถึง 1,771 รายและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นวันละร้อยกว่าราย (ข้อมูลอ้างอิง : มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ ณ วันที่ 1 เมษายน 2563)
 

สิ่งหนึ่งที่เรารับรู้ได้คือไวรัส COVID-19 ค่อนข้างติดต่อกันง่ายมาก สถานการณ์แบบนี้ทำให้ใครหลายคนรู้สึกพะวงอยู่ไม่ใช่น้อย หลายคนจึงมองหาประกันโควิด-19 เป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพื่อสร้างความอุ่นใจให้กับชีวิต ทำให้ประกันโควิด-19กลายเป็นประกันที่ได้รับความนิยมมากในตอนนี้ 

สำหรับใครที่กำลังสับสนเพราะมีบริษัทประกันภัยออกแบบประกันมาหลากหลายแผน มีความคุ้มครอง เงื่อนไข ค่าเบี้ยประกันภัย และระยะเวลารอคอยที่แตกต่างกัน ดังนั้นแค่เปรียบเทียบค่าเบี้ยประกันภัยอย่างเดียวคงไม่พอแน่ วันนี้เราจึงมาแนะนำวิธีการพิจารณาเลือกซื้อประกันโควิด-19 ที่จะทำให้เรามองได้รอบด้านก่อนจะตัดสินใจ เพื่อให้คุณเลือกซื้อประกันได้ตรงใจมากที่สุด


ประกันโควิด-19กับความคุ้มครองที่แตกต่างกัน

ปัจจุบันประกันโควิด-19 มีความคุ้มครองหลักๆ อยู่ 5 กรณีได้แก่ 
• กรณีตรวจพบว่าติดเชื้อ
• ค่ารักษาพยาบาล 
• ชดเชยรายได้ 
• กรณีเจ็บป่วยร้ายแรง 
• กรณีเสียชีวิต 

โดยแบบประกันแต่ละแบบอาจมีความคุ้มครอง 1 กรณีหรือมากกว่า 1 กรณีแตกต่างกันออกไป ซึ่งเราจะเลือกแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับความต้องการและความเหมาะสมของแต่ละบุคคล เช่นหากมีประกันสุขภาพหรือประกันสังคมอยู่แล้วแต่มีความกังวลว่าวงเงินที่มีอยู่อาจไม่เพียงพอในการรักษา อาจเลือกประกันแบบเจอ จ่าย จบ หรือ หากเราต้องหยุดงาน เนื่องจากติด COVID-19 ทำให้ขาดรายได้ ก็อาจเลือกแบบประกันที่มีการชดเชยรายได้ด้วย


ก่อนทำประกันอย่าลืมอ่านเงื่อนไขให้ดี

เป็นปกติก่อนซื้อประกันที่เราควรจะต้องทราบเงื่อนไขว่าประกันภัยที่เราจะซื้อมีข้อยกเว้นที่จะไม่คุ้มครองกรณีใดบ้าง สำหรับประกันโควิด-19ก็เช่นกัน ซึ่งเงื่อนไขพิเศษที่มักจะเจอของประกันโควิด-19ได้แก่
• ไม่คุ้มครองกรณีมีโรคประจำตัวบางโรคเช่น มะเร็ง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เป็นต้น
• ไม่คุ้มครองบางกลุ่มอาชีพที่มีความเสี่ยง 
• มีระยะเวลารอคอย มีตั้งแต่ 14-30 วัน นับแต่วันที่กรมธรรม์ประกันภัยนั้นมีผลบังคับ
• ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ต้องอาศัยอยู่ในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 180 วัน ก่อนวันที่สมัครและมี work permit จึงจะทำประกันโควิด-19ได้


ประเด็นอื่นๆที่ต้องพิจารณา

• ประกันสุขภาพที่มีอยู่แล้ว: หากใครมีประกันสุขภาพอยู่แล้วอาจไม่จำเป็นต้องซื้อประกันโควิด-19เพิ่ม เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วประกันสุขภาพจะครอบคลุมกรณีความเจ็บป่วยจาก COVID-19   อยู่แล้ว 

• แบบประกันภัยที่พ่วงประกันอุบัติเหตุ: ประกันโควิด-19บางแบบอาจมีประกันอุบัติเหตุพ่วงมาด้วย ซึ่งมีผลต่อค่าเบี้ยประกันภัยด้วย จึงต้องพิจารณาว่าจำเป็นหรือไม่ หากต้องการแค่ความคุ้มครองจาก COVID-19 ก็อาจไม่จำเป็นต้องจ่ายเพิ่ม

• ความน่าเชื่อถือของบริษัทประกันภัย: เนื่องจากประกันโควิดได้รับความนิยมมากในสถานการณ์ปัจจุบัน ทำให้มีบริษัทประกันหลายเจ้าออกผลิตภัณฑ์นี้มา ซึ่งหลังจากเลือกแบบประกันที่ตรงใจได้แล้ว โดยเฉพาะหากเป็นบริษัทประกันที่ชื่อไม่คุ้น ต้องอย่าลืมตรวจสอบความน่าเชื่อถือของบริษัทที่รับทำประกันด้วย โดยสามารถตรวจสอบได้ที่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับประกันโควิด-19 สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ www.oic.or.th/th/consumer/news/releases/90650  


เมื่อตัดสินใจทำประกันแล้ว ต้องติดตามให้บริษัทประกันจะต้องส่งกรมธรรม์มาให้ และต้องตรวจสอบรายละเอียดเงื่อนไขว่าตรงกับที่เสนอมาก่อนซื้อและต้องตรวจสอบชื่อผู้เอาประกันและผู้รับผลประโยชน์ว่าถูกต้องด้วย 

และสุดท้ายอย่าลืมว่าค่าเบี้ยประกันโควิด-19 สามารถลดหย่อนภาษีเงินได้สำหรับปี 2563ได้ โดยอยู่ในหมวดประกันสุขภาพคือ ลดหย่อนสูงสุดรวมกับเบี้ยประกันสุขภาพอื่นๆแล้วไม่เกิน 25,000 บาท ตามมาตรการเยียวยาผลกระทบจาก COVID-19 จากกรมสรรพากร (ปชส.22/2563 วันที่ 24 มีนาคม 2563) ซึ่งปรับจากเดิม 15,000 เป็น 25,000 บาท และรวมกับเบี้ยประกันชีวิตไม่เกิน 100,000 บาท

 

แนวโน้มของราคาทอง

มั่นว่า ข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตระหว่าง OPEC และ non-OPEC จะทำได้จริงและตรึงกำลังการผลิตได้จริง ถึงแม้จะมีการขยายระยะเวลาตรึงกำลังการผลิตออกไปถึงปีหน้าก็ตาม

 

ไปดูเหตุผลที่ตลาดไม่เชื่อ หนึ่งในนั้นก็เพราะ กำลังการผลิตนอกกลุ่ม OPEC ก็ยังเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในสหรัฐ จากตัวเลขแท่นขุดเจาะรายสัปดาห์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แทบทุกสัปดาห์ตั้งแต่ย่างเข้าไป 2017 เป็นต้นมา รวมถึงการเดินกำลังการผลิต Shale Oil และ Shale Gas ที่สะท้อนว่า ต้นทุนการผลิตของเทคโนโลยีนี้ เข้ามาใกล้จุดที่สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตน้ำดิบได้แล้วถ้ามองภาพใหญ่กว่านั้น ราคาน้ำมันก็โดนกดดันอยู่มาอย่างต่อเนื่องจากการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด หรือ Clean Energy โดยเทคโนโลยีที่จะมาเป็นคู่แข่งพลังงานน้ำมันจริงๆ ก็คือ Power Storage หรือ ตัวเก็บประจุไฟฟ้า นั้นเอง เพราะตัวเก็บประจุไฟฟ้า หรือ Power Storage จะทำให้การใช้พลังงานสะอาดมีเสถียรภาพมากขึ้น ยกตัวอย่าง ถ้าใช้พลังงานแสงอาทิตย์ แต่ไม่มีตัวเก็บประจุ ก็แปลว่า เราจะใช้ไฟฟ้าได้แค่ตอนช่วงกลางวันเท่านั้น ดังนั้น เทคโนโลยี Power Storage จึงถือว่ามีความสำคัญ และเป็นจุดเปลี่ยนอีกหนึ่งอย่างที่จะทำให้ต้นทุนการผลิตพลังงานสะอาดต่ำลงไปอีก และเข้าถึงคนจำนวนมากกว่าปัจจุบัน

สรุปทิศทางราคาน้ำมัน

ราคาน้ำมันถูกเทขายลงมาที่ ราวๆ 42-43 ดอลลาร์ กลางเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งประเด็นหลักๆ มาจากตลาดเริ่มไม่เชื่อมั่นว่า ข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตระหว่าง OPEC และ non-OPEC จะทำได้จริงและตรึงกำลังการผลิตได้จริง ถึงแม้จะมีการขยายระยะเวลาตรึงกำลังการผลิตออกไปถึงปีหน้าก็ตาม

แนะนำจากบทความ
31 มี.ค. 2563
COVID-19: บทเรียนจากจีน
Lifestyle
23 มี.ค. 2563
COVID-19: อาหารเสริมช่วยได้หรือไม่?
Lifestyle