Finance

วิธีทำบัญชีรายรับรายจ่าย ฉบับมือใหม่ เริ่มต้นง่าย ช่วยออมเงินได้จริง

  • 19 มี.ค. 69
  • 2,493

เคยไหม? เพิ่งต้นเดือน แต่เงินในบัญชีเหมือนลดลงเร็วกว่าที่คิด ทั้งที่รู้สึกว่าไม่ได้ใช้จ่ายอะไรมากมาย หรือพยายามประหยัดแล้ว แต่พอถึงสิ้นเดือนกลับไม่มีเงินออมตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ สาเหตุไม่ได้มาจากการใช้เงินเก่งเสมอไป แต่อาจเป็นเพราะเรายังไม่เห็นภาพรวมรายการเงินเข้า-ออกของตัวเองอย่างชัดเจน จึงไม่รู้ว่าเงินไหลออกไปกับอะไร และส่วนไหนคือจุดที่ควรปรับปรุง

การทำบัญชีรายรับรายจ่ายส่วนบุคคลจึงเหมือนการเปิดไฟให้เห็นเส้นทางการใช้จ่ายเงินชัดเจนมากขึ้น บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจการทำบัญชีรายรับรายจ่าย พร้อมเคล็ดลับดี ๆ เกี่ยวกับการบันทึกบัญชีรายรับ-รายจ่ายให้คุณบริหารจัดการเงินได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

บัญชีรายรับรายจ่ายคืออะไร?

บัญชีรายรับรายจ่าย (Income & Expense Ledger) คือ การบันทึกรายการเคลื่อนไหวทางการเงินที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละวัน โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก คือ
  • รายรับ: เงินรายรับที่ไหลเข้ามา เช่น เงินเดือน รายได้เสริม ดอกเบี้ย เงินโอนจากผู้อื่น
  • รายจ่าย: เงินที่ใช้จ่ายออกไป เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าบ้าน บิลรายเดือน หรือค่าใช้จ่ายส่วนตัวต่าง ๆ
อธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ คือ การทำบัญชีรายรับรายจ่ายเปรียบเสมือน “งบกำไรขาดทุนฉบับชีวิตประจำวัน” ที่ช่วยให้เห็นภาพรวมว่าสถานะการเงินในแต่ละช่วงเป็นบวกหรือลบ รวมถึงช่วยให้ทราบว่าเงินที่ลดลงไปนั้นมาจากค่าใช้จ่ายประเภทใดบ้าง

ที่สำคัญ การทำบัญชีรายรับรายจ่ายไม่ใช่เรื่องของนักบัญชีเท่านั้น แต่เป็นทักษะพื้นฐานที่ทุกคนควรมี ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา พนักงานประจำ ฟรีแลนซ์ พ่อค้าแม่ค้า ไปจนถึงเจ้าของกิจการ เพราะข้อมูลที่บันทึกไว้ในบัญชีรายรับรายจ่ายจะสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการใช้เงินจริง ๆ ของตัวเราเอง ช่วยให้วางแผนและบริหารเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทำไมการทำบัญชีรายรับรายจ่ายจึงสำคัญต่อการวางแผนการเงิน?

มาดูข้อดีของการทำบัญชีรายรับรายจ่ายกันบ้าง ว่าการบันทึกบัญชีรายรับรายจ่ายช่วยให้เราวางแผนการเงินได้ดีขึ้นอย่างไร
  1. ช่วยให้เห็นภาพรวมสถานะการเงินของตนเอง

    การบันทึกรายรับรายจ่ายในแต่ละวันช่วยให้เห็นภาพรวมสถานะการเงินได้อย่างชัดเจน ทั้งในด้านรายได้ที่เข้ามาแต่ละเดือนและค่าใช้จ่ายที่ออกไป ซึ่งมักพบว่ารายจ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ค่ากาแฟหรือค่าบริการรายเดือนที่ถูกมองข้ามแต่เมื่อรวมกันแล้วกลับเป็นเงินจำนวนไม่น้อย การมีบัญชีรายรับรายจ่ายช่วยให้คุณวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้เงินได้ง่าย และสามารถปรับรูปแบบการใช้จ่ายให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
  2. ช่วยวางแผนการออมและการลงทุนได้ชัดเจนมากขึ้น

    เมื่อมีข้อมูลรายรับและรายจ่ายที่ชัดเจน สามารถนำมาคำนวณเพื่อจัดสรรเงินออมได้อย่างเหมาะสม เช่น การสำรองเงินไว้ใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน การออมเพื่อไว้ใช้จ่ายท่องเที่ยว หรือการออมระยะยาวสำหรับซื้อบ้าน รวมถึงการนำเงินส่วนที่เหลือไปลงทุนต่อยอดเพื่อสร้างผลตอบแทนในระยะยาว การรู้กระแสเงินสดของตัวเองจึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างความมั่งคงทางการเงินใน อนาคต
  3. ช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายและลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น

    การทำบัญชีรายรับรายจ่ายช่วยชี้ให้เห็นจุดรั่วไหลของเงินได้อย่างชัดเจน เช่น ค่าบริการรายเดือนที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว หรือค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกินจำเป็น เมื่อเห็นตัวเลขจริงที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือนจะช่วยให้สามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าควรลดหรือตัด ค่าใช้จ่ายส่วนใดบ้าง เพื่อให้มีเงินออมเพิ่มขึ้นโดยไม่กระทบคุณภาพชีวิตมากเกินไป อีกทั้งยังช่วยสร้างวินัยทางการเงินที่ดีในระยะยาวอีกด้วย
  4. ใช้เป็นข้อมูลประกอบการยื่นภาษีเงินได้

    สำหรับพ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบการรายย่อย หรือฟรีแลนซ์ที่มีรายได้ไม่แน่นอน การมีหลักฐานรายรับรายจ่ายที่เป็นระบบช่วยให้การยื่นภาษีเงินได้เป็นเรื่องง่ายและถูกต้องมาก ขึ้น เพราะข้อมูลที่บันทึกไว้ช่วยให้คำนวณรายได้สุทธิได้แม่นยำ รวมถึงเป็นหลักฐานประกอบการยื่นแบบภาษีกรณีที่กรมสรรพากรขอเอกสารเพิ่มเติม การมีข้อมูลที่จัดเก็บไว้อย่างเป็นระบบจะช่วยลดความยุ่งยากในการยื่นภาษีเงินได้
  5. ใช้เป็นข้อมูลประกอบการขอสินเชื่อกับธนาคาร

    สำหรับกลุ่มอาชีพอิสระ ฟรีแลนซ์ หรือพ่อค้าแม่ค้าที่ไม่มีสลิปเงินเดือน บัญชีรายรับรายจ่ายถือเป็นเอกสารสำคัญที่ช่วยยืนยันรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ ในขั้นตอนการขอสินเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อบ้าน สินเชื่อส่วนบุคคล หรือสินเชื่อธุรกิจ ธนาคารและสถาบันการเงินมักใช้ข้อมูลนี้ในการประเมินเสถียรภาพทางการเงินและพฤติกรรม การใช้เงินของผู้กู้ การมีข้อมูลที่ชัดเจนและเป็นระบบจึงช่วยเพิ่มโอกาสในการได้รับการอนุมัติสินเชื่อได้มากขึ้น

สรุปรายรับและรายจ่าย ต่างกันอย่างไร?

ความแตกต่างระหว่างรายรับและรายจ่าย มีดังนี้

  รายรับ (Income) รายจ่าย (Expense)
คืออะไร กระแสเงินสดที่ได้รับ กระแสเงินสดที่ไหลออกเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวันหรือภาระต่าง ๆ
มีที่มาจากไหน เงินเดือน, โบนัส, กำไรจากการขายของ, ดอกเบี้ย, ค่าเช่า, กำไรจากการลงทุน ค่าอาหาร, ค่าที่พัก, ค่างวดรถ, ค่าความบันเทิง, ค่าประกัน, ค่าน้ำ-ค่าไฟ
เป้าหมาย เพิ่มรายได้และสร้างแหล่งรายได้ที่หลากหลาย
บริหารจัดการและควบคุมค่าใช้จ่ายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
ผลลัพธ์ เพิ่มความมั่งคั่งและอำนาจซื้อ แลกมาด้วยสินค้า บริการ หรือการชำระหนี้สิน

รายรับ (Income) โดยทั่วไปมีอะไรบ้าง?

จริง ๆ แล้วรายรับไม่ได้หมายถึงเพียงเงินเดือนเท่านั้น แต่หมายถึง เงินหรือผลประโยชน์ทางการเงินทุกประเภทที่ไหลเข้าสู่บุคคลหรือครัวเรือน ซึ่งอาจมาจากหลายแหล่ง โดยทั่วไปสามารถแบ่งประเภทของรายรับได้ดังนี้
  • รายได้ประจำ

    รายได้ที่ได้รับอย่างสม่ำเสมอในแต่ละช่วงเวลาหรือแต่ละเดือน เช่น เงินเดือน
  • รายได้จากธุรกิจหรือการประกอบอาชีพอิสระ

    รายได้ที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจหรือการให้บริการ เช่น กำไรจากการขายสินค้าออนไลน์ งานรับเหมา หรือรายได้จากการให้บริการต่าง ๆ
  • รายได้พิเศษ

    รายได้ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นประจำ แต่ได้รับเป็นครั้งคราว เช่น รายได้จากงานฟรีแลนซ์ ค่าคอมมิชชัน โบนัส หรือเบี้ยเลี้ยง
  • รายได้จากการลงทุน

    รายได้ที่เกิดจากการนำเงินไปลงทุน เช่น ดอกเบี้ยเงินฝาก เงินปันผลจากหุ้นหรือกองทุน รวมถึงกำไรจากการขายสินทรัพย์
  • รายได้อื่น ๆ

    รายรับที่เกิดขึ้นในโอกาสพิเศษ เช่น ค่าเช่า เงินรางวัล มรดก หรือของขวัญที่เป็นเงินสด

รายจ่าย (Expense) โดยทั่วไปมีอะไรบ้าง?

การแยกประเภทของรายจ่ายอย่างชัดเจนจะช่วยให้มองเห็นพฤติกรรมการใช้เงิน และสามารถวางแผนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยทั่วไปสามารถแบ่งรายจ่ายออกเป็น 4 ประเภทหลัก ดังนี้
  • รายจ่ายคงที่ (Fixed Expenses)

    รายจ่ายที่ต้องชำระเป็นประจำและมีจำนวนใกล้เคียงเดิมในแต่ละงวด เช่น ค่าเช่าบ้าน ค่างวดผ่อนรถ เบี้ยประกัน หรือค่าบริการอินเทอร์เน็ต
  • รายจ่ายผันแปร (Variable Expenses)

    รายจ่ายที่เปลี่ยนแปลงตามพฤติกรรมการใช้ชีวิตหรือปริมาณการใช้งาน เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าสาธารณูปโภค เช่น ค่าน้ำและค่าไฟ รวมถึงค่าโทรศัพท์
  • รายจ่ายฟุ่มเฟือย (Discretionary Expenses)

    รายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์หรือความสะดวกสบายส่วนบุคคล เช่น ค่าใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว การรับประทานอาหารนอกบ้าน การซื้อสินค้าเพื่อความบันเทิง หรือค่าบริการสตรีมมิง
  • รายจ่ายเพื่ออนาคต (Savings & Investments)

    เงินที่จัดสรรไว้เพื่อการออมและการลงทุน เช่น เงินออม เงินลงทุน หรือเบี้ยประกันชีวิต ซึ่งถือเป็นรายจ่ายที่ช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว

วิธีคำนวณรายรับและรายจ่ายทำได้อย่างไร

การคำนวณสถานะทางการเงินสามารถทำได้ด้วยสมการพื้นฐาน ดังนี้

รายรับ - รายจ่าย = เงินคงเหลือ (กำไร / ขาดทุน)  

เงินคงเหลือที่ได้จากการคำนวณนี้สามารถใช้เป็นตัวชี้วัดเบื้องต้นของสุขภาพทางการเงิน โดยช่วยให้เห็นว่ารายได้ที่ได้รับเพียงพอต่อการใช้จ่ายหรือไม่ และมีเงินเหลือสำหรับการออมหรือการลงทุนมากน้อยเพียงใด

โดยทั่วไปผลลัพธ์จากการคำนวณสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กรณี ดังนี้
  • รายรับมากกว่ารายจ่าย

    หากรายรับสูงกว่ารายจ่าย จะทำให้มีเงินคงเหลือ ซึ่งสามารถนำไปใช้เพื่อการออมหรือการลงทุนในอนาคต
  • รายรับเท่ากับรายจ่าย

    กรณีที่รายรับและรายจ่ายมีจำนวนใกล้เคียงกัน อาจหมายถึงการใช้จ่ายที่สอดคล้องกับรายได้ แต่ควรมีการวางแผนเงินสำรองไว้สำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น เช่น การรักษาพยาบาลจากการเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ เป็นต้น
  • รายรับน้อยกว่ารายจ่าย

    หากรายจ่ายสูงกว่ารายรับ จะทำให้เกิดเงินคงเหลือติดลบ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาทางการเงินหรือการก่อหนี้ในระยะยาว หากไม่ได้มีการปรับพฤติกรรมการใช้จ่าย
ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย

วิธีทำบัญชีรายรับรายจ่ายง่าย ๆ สำหรับมือใหม่ (Step-by-Step)

สำหรับใครที่เพิ่งเริ่มต้นทำบัญชีรายรับรายจ่าย เพื่อให้สามารถบริหารจัดการการเงินในแต่ละเดือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพียงทำตามขั้นตอน ดังนี้
  • Step 1: กำหนดช่วงเวลาที่จะบันทึก (รายวัน / รายสัปดาห์ / รายเดือน)

    ในช่วงเริ่มต้น แนะนำให้บันทึกรายรับรายจ่าย แบบรายวัน เพื่อให้เห็นรายละเอียดของการใช้จ่ายได้อย่างชัดเจน เมื่อทำอย่างต่อเนื่องสักระยะ สามารถสรุปข้อมูลเป็น รายสัปดาห์หรือรายเดือน เพื่อดูแนวโน้มพฤติกรรมการใช้เงินในภาพรวม เช่น มีค่าอาหารหรือค่าใช้จ่ายด้านไลฟ์สไตล์ที่เพิ่มขึ้นในเดือนนี้
  • Step 2: แยกหมวดหมู่รายรับและรายจ่ายให้ชัดเจน

    การจัดหมวดหมู่รายรับและรายจ่ายจะช่วยให้สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้เงินได้ง่ายมากขึ้น ตัวอย่างหมวดหมู่ที่นิยมใช้ เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย หนี้สิน ความบันเทิง สุขภาพและการศึกษา รวมถึงการออมและการลงทุน
  • Step 3: บันทึกรายการใช้จ่ายอย่างสม่ำเสมอ

    ควรบันทึกรายรับและรายจ่ายทุกครั้งที่มีการใช้เงิน เพื่อให้ข้อมูลครบถ้วนและแม่นยำ อาจจดบันทึกทันทีหลังใช้จ่าย หรือเก็บใบเสร็จและหลักฐานการชำระเงินไว้นำมาบันทึกข้อมูลภายหลังภายในวันเดียวกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลตกหล่น
  • Step 4: สรุปยอดรายรับและรายจ่ายทุกสิ้นเดือน

    ทุกสิ้นเดือน ควรรวบรวมรายรับเปรียบเทียบกับรายจ่ายทั้งหมด รวมถึงตรวจสอบรายจ่ายในแต่ละหมวดหมู่ เพื่อดูว่ามีค่าใช้จ่ายส่วนใดที่สูงเกินไป เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นสามารถปรับลดได้ในเดือนถัดไป เพื่อให้มีเงินเหลือออมหรือลงทุนมากขึ้น
  • Step 5: ปรับแผนการเงินสำหรับเดือนถัดไป

    นำข้อมูลจากบัญชีรายรับรายจ่ายมาใช้ในการวางแผนการเงิน เช่น ใช้กฎ 50/30/20 ได้แก่
    • 50% สำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็น
    • 30% สำหรับค่าใช้จ่ายด้านไลฟ์สไตล์หรือความต้องการส่วนตัว
    • 20% สำหรับออมและลงทุน
อย่างไรก็ตาม สัดส่วนดังกล่าวสามารถปรับให้เหมาะสมกับรายได้และรูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคลได้
ที่มา : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ตัวอย่างบัญชีรายรับรายจ่าย

เพื่อให้เห็นภาพบัญชีรายรับรายจ่ายมากขึ้น ตัวอย่างบัญชีรายรับรายจ่ายด้านล่างจะแสดงรูปแบบการบันทึกรายรับและรายจ่ายในสถานการณ์ ที่แตกต่างกันซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับรูปแบบรายได้และการใช้จ่ายของแต่ละบุคคลได้ ดังนี้

ตัวอย่างบัญชีรายรับรายจ่ายส่วนบุคคล (พนักงานเงินเดือน)

บัญชีรายรับรายจ่ายสำหรับพนักงานประจำที่มีรายได้หลักเป็นเงินเดือน และมีรายจ่ายประจำที่ค่อนข้างคงที่ เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าที่อยู่อาศัย และค่าใช้จ่ายส่วนตัว การบันทึกข้อมูลอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้เห็นสัดส่วนการใช้จ่ายในแต่ละเดือน และช่วยวางแผนการออมได้ชัดเจนขึ้น

วันที่  รายการ หมวดหมู่ รายรับ รายจ่าย คงเหลือ
1/10/26 เงินเดือน รายได้ประจำ 30,000 - 30,000
1/10/26 ค่าเช่าคอนโด ที่อยู่อาศัย - 8,000 22,000
2/10/26 ค่าอาหารกลางวัน อาหาร - 150 21,850
2/10/26 ค่าน้ำมันรถ เดินทาง - 1,200 20,650

ตัวอย่างบัญชีรายรับรายจ่ายสำหรับฟรีแลนซ์หรือผู้ที่มีรายได้หลายทาง

สำหรับผู้ที่มีรายได้จากหลายแหล่ง เช่น ฟรีแลนซ์หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระ การบันทึกรายรับควรแยกตามแหล่งที่มาอย่างชัดเจน ระบุรายละเอียด เช่น ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เพื่อให้ทราบรายได้สุทธิที่แท้จริง รวมถึงแยกค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน เพื่อใช้ในการบริหารต้นทุนและการวางแผนภาษีต่อไป
วันที่ รายการ แหล่งที่มา/หมวดหมู่ รายรับ (ก่อน
หักภาษี)
หักภาษี ณ ที่จ่าย (3%) รายรับสุทธิ รายจ่าย คงเหลือ
05/10/26 รับค่าจ้าง
เขียนบทความ Project A
งานฟรีแลนซ์ 10,000 300 9,700 - 9,700
06/10/26 ค่าบริการ Co-working Space ค่าใช้จ่ายงาน - - - 350 9,350
08/10/26 ขายเสื้อผ้ามือ
สองออนไลน์
รายได้เสริม 1,500 - 1,500 - 10,850
10/10/26 ซื้อคอร์สเรียนออนไลน์เพิ่มทักษะ การศึกษา - - - 2,500 8,350
12/10/26 รับค่าคอมมิชชันจากการแนะนำสินค้า รายได้พิเศษ 3,000 90 2,910 - 11,260
ข้อควรรู้: การบันทึกรายรับรายจ่ายอย่างละเอียดช่วยให้เห็นว่างานประเภทไหนให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับเวลาที่ใช้ พร้อมทั้งยังช่วยเตรียมข้อมูลสำหรับการยื่นภาษีเงินได้ในแต่ละปีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตัวอย่างบัญชีรายรับรายจ่ายครัวเรือน

การทำบัญชีรายรับรายจ่ายในระดับครัวเรือนจะเน้นการรวบรวมรายได้จากสมาชิกหลักของครอบครัว และการจัดการค่าใช้จ่ายส่วนกลาง เช่น ค่าอาหาร ค่าที่อยู่อาศัย ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา หรือค่าใช้จ่ายภายในบ้าน เพื่อให้สามารถบริหารสภาพคล่องทางการเงินของครอบครัวได้อย่างเหมาะสม
วันที่ รายการ สมาชิก หมวดหมู่ รายรับ รายจ่าย คงเหลือ
01/10/26 เงินเดือนพ่อ + แม่ (ยอดสุทธิ) ส่วนกลาง รายได้หลัก 85,000 - 85,000
01/10/26 ค่าผ่อนบ้าน ส่วนกลาง ที่อยู่อาศัย - 18,000 67,000
02/10/26 ซื้อของเข้าบ้าน (Grocery) แม่ อุปโภคบริโภค - 4,500 62,500
05/10/26 ค่าเล่าเรียนบุตร ส่วนกลาง การศึกษา - 15,000 47,500
10/10/26 ค่าน้ำ + ค่าไฟ + อินเทอร์เน็ต ส่วนกลาง สาธารณูปโภค - 3,800 43,700
15/10/26 เงินออมเพื่อการเกษียณและสำรอง ส่วนกลาง การออม/ การลงทุน - 10,000 33,700
ข้อควรรู้: การทำบัญชีรายรับรายจ่ายร่วมกันในครอบครัวจะช่วยให้สมาชิกในบ้านเห็นภาพเป้าหมายทาง การเงินตรงกัน ลดปัญหาความขัดแย้งเรื่องการใช้จ่าย และช่วยวางแผนการออมเพื่ออนาคต เช่น เงินเพื่อการศึกษาของบุตรหรือเงินสำรองยามฉุกเฉิน

เครื่องมือสำหรับทำบัญชีรายรับรายจ่ายมีอะไรบ้าง?

ปัจจุบันมีเครื่องมือหลายรูปแบบที่ช่วยให้การบันทึกบัญชีรายรับรายจ่ายทำได้สะดวกขึ้น สามารถเลือกวิธีที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์และความถนัดของตนเอง โดยเครื่องมือที่นิยมใช้มีดังนี้
  • สมุดจดหรือกระดาษ

    เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบจดบันทึกด้วยลายมือ การจดบันทึกช่วยให้จดจำรายละเอียดการใช้จ่ายได้ดี อย่างไรก็ตาม วิธีนี้อาจมีข้อจำกัดในการสรุปยอดหรือวิเคราะห์ข้อมูลในภาพรวม เนื่องจากต้องคำนวณและรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง
  • Google Sheet หรือ Microsoft Excel

    เป็นเครื่องมือที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถสร้างตารางบันทึกรายรับรายจ่าย ใส่สูตรคำนวณ และสรุปข้อมูลเป็นรายเดือนหรือรายปีได้ง่าย นอกจากนี้ ยังสามารถสร้างกราฟเพื่อช่วยให้เห็นภาพรวมของการใช้จ่ายได้ชัดเจน และสามารถเข้าถึงข้อมูลได้จากหลายอุปกรณ์ ทั้งโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์
  • แอปบันทึกรายรับรายจ่ายบนมือถือ

    แอปพลิเคชันสำหรับบันทึกรายรับรายจ่ายเป็นอีกทางเลือกที่ได้รับความนิยม เนื่องจากสะดวกสบาย สามารถบันทึกรายการได้ทันทีที่มีการใช้จ่าย หลายแอปมีฟังก์ชันสรุปค่าใช้จ่ายรายเดือน จัดหมวดหมู่รายจ่ายให้อัตโนมัติ และในบางกรณีสามารถเชื่อมต่อกับบัญชีธนาคารเพื่อช่วยติดตามธุรกรรมทางการเงินได้สะดวกยิ่งขึ้น

เทคนิคจัดการรายรับรายจ่ายให้ได้ผลจริง

การบันทึกบัญชีรายรับรายจ่ายช่วยให้เห็นภาพการใช้เงินในแต่ละวันได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม หากต้องการปรับปรุงสุขภาพทางการเงินในระยะยาว ควรมีแนวทางหรือเทคนิคในการบริหารจัดการเงินควบคู่กันไป โดยสามารถเลือกวิธีที่เหมาะสมกับรูปแบบการใช้ชีวิตของตนเองได้ ดังนี้
  1. แนวทางแบ่งสัดส่วนการใช้เงินด้วยกฎ 50/30/20

    กฎ 50/30/20 เป็นวิธีจัดสรรรายได้ที่ได้รับความนิยม โดยแบ่งรายได้ออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่
    • 50% สำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็น (Needs) เช่น ค่าอาหาร ค่าที่อยู่อาศัย ค่าเดินทาง
    • 30% สำหรับค่าใช้จ่ายด้านไลฟ์สไตล์ (Wants) เช่น ความบันเทิง การท่องเที่ยว หรือกิจกรรมส่วนตัว
    • 20% สำหรับการออมและการลงทุน (Saving & Investment) เช่น เงินฝากประจำ หรือการลงทุนในหุ้นและกองทุนต่าง
    จุดเด่นของวิธีนี้ คือ สามารถประยุกต์ใช้ได้กับทุกอาชีพ แม้รายได้ไม่สม่ำเสมอก็ยังสามารถใช้เป็นกรอบวางแผนการเงินได้ โดยอาจปรับสัดส่วนให้เหมาะสมกับศักยภาพรายได้ของแต่ละบุคคล แนวทางนี้ช่วยกำหนดกรอบการใช้จ่ายได้ชัดเจน และช่วยสร้างวินัยทางการเงินในระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ
  2. ระบบซองเงิน (Envelope System)

    ระบบซองเงินเป็นวิธีควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างเป็นรูปธรรม โดยการแบ่งเงินออกเป็นซองตามหมวดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง หรือค่าใช้จ่ายส่วนตัว ปัจจุบันหลาย ๆ ธนาคารอย่างธนาคารเกียรตินาคินภัทรเองก็มีฟีเจอร์ Better Box ที่ช่วยจัดสรรเงินเป็นหมวดหมู่ได้สะดวกและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น เมื่อเงินในแต่ละซองถูกใช้หมดลง ควรหลีกเลี่ยงการใช้จ่ายเพิ่มเติมในหมวดนั้น เพื่อช่วยจำกัดงบประมาณและสร้างวินัยทางการใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ วิธีนี้ยังช่วยให้เห็นภาพรวมการใช้เงินในแต่ละเดือนชัดเจนขึ้น ทำให้วางแผนทางการเงินได้ง่ายและแม่นยำยิ่งกว่าเดิม
  3. วางแผนให้เงินทุกบาทมีเป้าหมาย (Zero-Based Budgeting)

    แนวคิดของ Zero-Based Budgeting คือ การวางแผนงบประมาณก่อนเริ่มเดือนใหม่ โดยกำหนดให้
    รายรับ − รายจ่าย (รวมเงินออมและการลงทุน) = 0
    วิธีนี้ช่วยให้เงินทุกบาทได้รับการจัดสรรอย่างมีเป้าหมาย ลดโอกาสของการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และช่วยให้การบริหารงบประมาณมีความชัดเจนมากขึ้น
  4. ออมก่อน ใช้ทีหลัง (Pay Yourself First)

    แนวทางนี้เน้นการให้ความสำคัญกับการออมเป็นอันดับแรก เมื่อได้รับรายได้ควรจัดสรรเงินส่วนหนึ่งไปเก็บออมหรือเพื่อลงทุนทันที เช่น การตั้งโอนเงินอัตโนมัติไปยังบัญชีออมหรือบัญชีลงทุน จากนั้นจึงใช้เงินที่เหลือสำหรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

การทำบัญชีรายรับรายจ่ายอาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ช่วยให้เห็นภาพรวมการเงินได้อย่างชัดเจน หากต้องการวางแผนจัดการเงินให้เป็นระบบมากขึ้น การมีบัญชีออมทรัพย์ KKP SAVVY ควบคู่กับแอป KKP Better จะทำให้การบริหารเงินเป็นเรื่องง่าย ช่วยจัดการรายรับรายจ่าย และจัดสรรเงินตามหมวดหมู่ได้อย่างเหมาะสมด้วยฟีเจอร์ Better Box ช่วยให้คุณแบ่งเงินใช้–ออม–ลงทุนได้อย่างชัดเจนตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ พร้อมต่อยอดความมั่นคงด้วย KKP Lifecare Saving บัญชีออมทรัพย์ที่มาพร้อมความคุ้มครองโรคร้ายแรง ให้คุณออมเงินได้อย่างมั่นใจ

*อัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารเกียรตินาคินภัทรกำหนด

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

A: โดยทั่วไป “รายรับรายจ่าย” ในภาษาอังกฤษเรียกว่า “Income and Expenses” หากใช้ในบริบทของการบันทึกบัญชี มักเรียกว่า “Income and Expense Ledger”
A: สำหรับมือใหม่ แนะนำให้ใช้แอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน เนื่องจากใช้งานสะดวก บันทึกได้ทันทีที่เกิดรายการ และมีฟีเจอร์คำนวณและสรุปยอดรวมอัตโนมัติ ช่วยลดภาระในการคำนวณเอง และทำให้สามารถติดตามกระแสเงินสดได้ง่ายขึ้น
A: หากลืมบันทึกรายการ สามารถใช้ประวัติการโอนเงินจากแอปธนาคาร หรือประวัติการใช้บัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตมาช่วยตรวจสอบย้อนหลังได้ นอกจากนี้ ควรตั้งเตือนในโทรศัพท์ช่วงเวลาเดิมของทุกวัน เช่น หลังทานอาหารเย็นหรือก่อนนอน เพื่อสร้างนิสัยการบันทึกให้ต่อเนื่อง
A: สำหรับผู้มีรายได้ไม่สม่ำเสมอ ควรบันทึกรายรับตามกระแสเงินสดที่ได้รับจริง พร้อมใช้รายได้เฉลี่ยขั้นต่ำในแต่ละเดือนเป็นฐานตั้งงบประมาณ เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายจำเป็นได้ทุกเดือน และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของรายได้
-->