Money

วิกฤตโควิด-19 เปิดโอกาสการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มือสอง

Post by | Admin

ช่วงเวลาของโควิด-19 ที่ไม่มีใครทราบว่าจะจบลงเมื่อไหร่ ผลกระทบดังกล่าวส่งผลให้เศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัวลง นักลงทุนเองก็มีการชะลอ หรือปรับเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพราะการที่เศรษฐกิจต้องหยุดชะงักลงเป็นระยะเวลานาน ย่อมไม่ส่งผลดี สิ่งที่เราทุกคนต้องทำ นั่นคือเราจะปรับการลงทุนอย่างไรในวิกฤตเช่นนี้

เป็นที่ทราบกันดีว่าในช่วงสถานการณ์ปกติอสังหาริมทรัพย์มือหนึ่ง และอสังหาริมทรัพย์มือสองเป็นสินทรัพย์ที่มีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกปี นอกจากการซื้อเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยแล้ว หลายคนยังนิยมลงทุนแบบซื้อมาขายไปเพื่อทำกำไร หรือปล่อยเช่า ซึ่งถือเป็นผลตอบแทนแบบ Passive Income ที่ได้รับค่อนข้างสม่ำเสมอ

แต่ในช่วงสถานการณ์โควิดเช่นนี้ ราคาอสังหาริมทรัพย์ทั้งมือหนึ่ง และทรัพย์มือสองในตลาดมีการปรับตัวลงค่อนข้างมาก ดังนั้นหากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีกระแสเงินสด และสามารถถือครองอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนได้ในระยะเวลาหนึ่ง ช่วงเวลาเช่นนี้ อสังหาริมทรัพย์อาจเป็นตัวเลือกในการลงทุนที่น่าสนใจ
4 เหตุผล ซื้อทรัพย์มือสอง เพื่อคว้าโอกาสการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกในช่วงวิกฤตอย่างคุ้มค่า

1. ได้ความคุ้มค่า ราคาดี ในจังหวะวิกฤต

แน่นอนว่าช่วงวิกฤตนี้ อสังหาริมทรัพย์มือหนึ่งมีการปรับราคาลดลงเพื่อเร่งขายปิดโครงการ หรือเพื่อต้องการกระแสเงินสดเข้าบริษัท เมื่อทรัพย์มือหนึ่งมีการปรับราคาลดลงแล้ว ทรัพย์มือสองย่อมต้องปรับราคาลดลงตามตลาดด้วยเช่นกัน เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาด หรือหากเป็นการซื้อทรัพย์มือสองจากเจ้าของโดยตรง ผู้ขายอาจอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องการเงินสดเพื่อนำไปคลี่คลายภาระในทางอื่นๆ จากผลกระทบของการพักงาน การว่างงาน รวมถึงการย้ายถิ่นกลับสู่ภูมิลำเนา  ทำให้บางทำเลที่ได้รับความนิยมราคาทรัพย์ตกลงมาอยู่ในจุดที่ผู้ซื้อมีกำลังซื้อได้  ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดี เรียกได้ว่าเป็นจังหวะที่จะได้ซื้อทรัพย์มือสองที่ถูกใจได้ในราคาถูก และคุ้มกว่าเมื่อเทียบกับการซื้อในภาวะปกติ

2. ได้เลือกทำเล เพราะความหลากหลายของทรัพย์ในตลาด  

 ข้อดีสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อทรัพย์มือสองช่วงวิกฤตเช่นนี้ การมองหาทรัพย์มือสองนั้นง่ายขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าเราจะเลือกทำเลไหน ก็มีทรัพย์มือสองที่พร้อมให้เราเลือกซื้อมากมาย ขึ้นอยู่ว่างบประมาณของผู้ซื้อมีเพียงพอที่จะเลือกซื้อในทำเลที่ต้องการหรือไม่ เพราะที่ดินเปล่าทำเลดีๆ ในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ถูกพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยในรูปแบบต่างๆ เช่น หมู่บ้านจัดสรร อาคารพาณิชย์ รวมถึงคอนโดมิเนียม


3. ได้พื้นที่ใช้งานเพิ่มขึ้น ในงบประมาณเท่าเดิม

การตั้งงบประมาณการซื้อทรัพย์ขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละบุคคล การตั้งงบประมาณเพื่อซื้อคอนโดห้องเดี่ยวมือหนึ่งสำหรับอยู่เพียงคนเดียว หรือบางคนตั้งงบประมาณเพื่อซื้อบ้านชั้นเดียวสำหรับการเริ่มต้นครอบครัว แต่ในช่วงวิกฤตนี้ สำหรับผู้ที่ตั้งงบประมาณการซื้อไว้แล้ว อาจวางแผนอนาคตได้ไกลขึ้น จากการมองหาทรัพย์มือสองในงบประมาณเดิม แต่ได้พื้นที่ขนาดใหญ่ขึ้น เนื่องจากราคาต่อพื้นที่นั้นถูกลง จากงบประมาณคอนโด อาจจะได้ทรัพย์มือสองเป็นทาวเฮาส์ หรือบ้านชั้นเดียวก็ได้


4. ได้ส่วนต่างราคาที่ดี กับทางเลือกการลงทุนระยะยาว

ทำเลที่ดินใจกลางเมือง หรือย่านธุรกิจนั้นเป็นที่ทราบกันดีว่าราคาต่อตารางวาขยับขึ้นทุกปี ผลสำรวจปลายปี 2563 พื้นที่ราคาสูงที่สุดคือ พระราม 1 (สยามเซ็นเตอร์) ราคาสูงถึง 3,300,000 บาท/ตารางวา ถือเป็นราคาที่เพิ่มขึ้น 2.8 เท่า ในระยะเวลา 10 ปี เห็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้นแล้วนั้น หากไม่ตัดสินใจซื้อเพื่อลงทุนในช่วงเวลานี้ที่ราคาต่ำลง เพื่อรับส่วนต่างที่ดีขึ้น อาจหมดโอกาสในการซื้อไปเลยก็ได้ ยิ่งในช่วงวิกฤตเช่นนี้การลงทุนในรูปแบบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในทองคำ หุ้น  พันธบัตร หรือกองทุนมีการผันผวนอย่างมาก การลงทุนในสินทรัพย์เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดี ที่มีความมั่นคง และสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผู้ลงทุนได้ในอนาคต

ปัจจุบันการเลือกซื้อทรัพย์มือสองทำได้สะดวก รวดเร็วขึ้น สามารถค้นหาข้อมูลเบื้องต้นก่อนการตัดสินใจได้จากเว็บไซต์  เพื่อลดความเสี่ยงในการเดินทางในสถานการณ์โควิด-19 ได้ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร มีบริการทรัพย์สินรอขาย ที่หลากหลาย ครอบคลุมทุกความต้องการ พร้อมทั้งมีบริการเครื่องมือคำนวณความสามารถในการกู้ คำนวณยอดผ่อนต่อเดือนเบื้องต้นได้ด้วยตัวเอง โดยสามารถเข้าไปหาข้อมูลทรัพย์สินรอขายเพิ่มเติมได้ที่ https://property.kkpfg.com/ หรือโทรสายด่วน KKP Asset Contact Center 02 165 5577 เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 7:00 – 20:00 น.



ที่มา:

https://www.prachachat.net/property/news-576666

แนวโน้มของราคาทอง

มั่นว่า ข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตระหว่าง OPEC และ non-OPEC จะทำได้จริงและตรึงกำลังการผลิตได้จริง ถึงแม้จะมีการขยายระยะเวลาตรึงกำลังการผลิตออกไปถึงปีหน้าก็ตาม

 

ไปดูเหตุผลที่ตลาดไม่เชื่อ หนึ่งในนั้นก็เพราะ กำลังการผลิตนอกกลุ่ม OPEC ก็ยังเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในสหรัฐ จากตัวเลขแท่นขุดเจาะรายสัปดาห์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แทบทุกสัปดาห์ตั้งแต่ย่างเข้าไป 2017 เป็นต้นมา รวมถึงการเดินกำลังการผลิต Shale Oil และ Shale Gas ที่สะท้อนว่า ต้นทุนการผลิตของเทคโนโลยีนี้ เข้ามาใกล้จุดที่สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตน้ำดิบได้แล้วถ้ามองภาพใหญ่กว่านั้น ราคาน้ำมันก็โดนกดดันอยู่มาอย่างต่อเนื่องจากการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด หรือ Clean Energy โดยเทคโนโลยีที่จะมาเป็นคู่แข่งพลังงานน้ำมันจริงๆ ก็คือ Power Storage หรือ ตัวเก็บประจุไฟฟ้า นั้นเอง เพราะตัวเก็บประจุไฟฟ้า หรือ Power Storage จะทำให้การใช้พลังงานสะอาดมีเสถียรภาพมากขึ้น ยกตัวอย่าง ถ้าใช้พลังงานแสงอาทิตย์ แต่ไม่มีตัวเก็บประจุ ก็แปลว่า เราจะใช้ไฟฟ้าได้แค่ตอนช่วงกลางวันเท่านั้น ดังนั้น เทคโนโลยี Power Storage จึงถือว่ามีความสำคัญ และเป็นจุดเปลี่ยนอีกหนึ่งอย่างที่จะทำให้ต้นทุนการผลิตพลังงานสะอาดต่ำลงไปอีก และเข้าถึงคนจำนวนมากกว่าปัจจุบัน

สรุปทิศทางราคาน้ำมัน

ราคาน้ำมันถูกเทขายลงมาที่ ราวๆ 42-43 ดอลลาร์ กลางเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งประเด็นหลักๆ มาจากตลาดเริ่มไม่เชื่อมั่นว่า ข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตระหว่าง OPEC และ non-OPEC จะทำได้จริงและตรึงกำลังการผลิตได้จริง ถึงแม้จะมีการขยายระยะเวลาตรึงกำลังการผลิตออกไปถึงปีหน้าก็ตาม