Money
ดัชนี PMI มีประโยชน์อย่างไร
Post by | Admin

ข้อมูลตัวเลขเศรษฐกิจตัวหนึ่ง ที่เรามักได้ยินนักวิเคราะห์และนักลงทุนให้ความสนใจพูดถึงกันบ่อยๆ นั่นคือ ดัชนี PMI หรือ Purchasing Manager Index แต่เราทราบหรือไม่ว่าดัชนี PMI นั้น มีความสำคัญอย่างไร และใช้มองภาพเศรษฐกิจในมุมใด เรามาทำความเข้าใจกันเลยค่ะ
ดัชนี PMI ย่อมาจาก Purchasing Manager Index มีชื่อในภาษาไทยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ เป็นดัชนีที่ นักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกให้ความสำคัญ เพราะเป็นตัวชี้วัดแนวโน้มของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยตัวเลขดัชนี PMI เป็นตัวเลขที่เกิดจากการสำรวจผู้ประกอบการเอกชน ซึ่งผู้จัดทำ ทำการสำรวจทั้งในระดับโลก กลุ่มประเทศ และรายประเทศกว่า 30 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมทั้งกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนาที่สำคัญของโลกในทุกทวีป
ตัวแปรที่ใช้ในการคำนวณดัชนี PMI จะมีการถ่วงน้ำหนักในสัดส่วนที่แตกต่างกันออกไป 5 ตัวแปร ได้แก่ คำสั่งซื้อใหม่, ผลผลิต, การจ้างงาน, เวลาขนส่งของวัตถุดิบ และสินค้าคงคลังวัตถุดิบ ซึ่งก็คือ หากกิจกรรมทางเศรษฐกิจ มีแนวโน้มที่จะขยายตัวในอีก 2- 3 เดือนข้างหน้า ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อย่อมต้องเร่งสั่งซื้อวัตถุดิบตั้งแต่วันนี้ ดังนั้น หากผลสำรวจผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อบ่งชี้ว่า มีการซื้อวัตถุดิบเพิ่มมากขึ้น ย่อมแสดงถึงแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ จุดเด่นของดัชนี PMI ยังมีในเรื่องความถี่ของการจัดทำและความรวดเร็วในการเผยแพร่ข้อมูล ซึ่งมีการจัดทำเป็นประจำทุกเดือน มีความถี่มากกว่าข้อมูลจาก GDP ซึ่งมีการจัดทำรายไตรมาส ดังนั้น การใช้ดัชนี PMI เป็นตัวชี้วัดแนวโน้มของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในอนาคต จึงสามารถสะท้อนความเป็นไปทางเศรษฐกิจได้อย่างทันท่วงที ซึ่งค่าของดัชนี PMI มีการตีความหมายดังนี้
- ถ้าดัชนี มีค่ามากกว่า 50 หมายถึง เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวจากระดับปัจจุบัน
- ถ้าดัชนี มีค่าเท่ากับ 50 หมายถึง เศรษฐกิจมีแนวโน้มคงที่จากระดับปัจจุบัน
- ถ้าดัชนี มีค่าน้อยกว่า 50 หมายถึง เศรษฐกิจมีแนวโน้มหดตัวจากระดับปัจจุบัน
เมื่อเราทำความรู้จัก ดัชนี PMI หรือ Purchasing Manager Index กันไปแล้ว ครั้งต่อไปหากเราได้ยินนักวิเคราะห์หรือ นักลงทุนพูดถึงคำว่า ดัชนี PMI เราก็จะสามารถประเมินแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจเบื้องต้นกันได้แล้วค่ะ

