Money
รายงานผู้บิดเบือนค่าเงิน โดยกระทรวงการคลังสหรัฐฯ
Post by | Admin

บทความโดย ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)
เมื่อเช้า กระทรวงการคลังสหรัฐเพิ่งออกรายงาน Report on Macroeconomic and Foreign Exchange Policies of Major Trading Partners of the United States หรือที่รู้จักกันในนาม Currency Manipulation Report หรือ รายงานผู้บิดเบือนค่าเงิน
รายงานนี้ทำตามกฎหมายของสหรัฐที่ให้ตาม monitor ประเทศคู่ค้าสำคัญของสหรัฐว่ามีพฤติกรรมบิดเบือนค่าเงินหรือไม่ โดยกระทรวงคลังสหรัฐกำหนดเครื่องชี้วัดพฤติกรรมไว้ดังนี้
หนึ่ง มีการเกินดุลการค้ากับสหรัฐอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ (เกิน 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ)
สอง มีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างมีนัยยะหรือไม่ (เกิน 2% ของ GDP)
และสาม มีการแทรกแซงค่าเงินด้านเดียวอย่างต่อเนื่องหรือไม่ (มีการซื้อสุทธิเงินตราต่างประเทศ มากกว่าหกเดือนใน 12 เดือน รวมกันมากกว่า 2% ของ GDP)
รายงานฉบับนี้น่าสนใจอยู่สองประเด็น
หนึ่งคือเป็นครั้งแรกที่รายงานฉบับนี้ชี้ว่ามีประเทศที่ครบทั้งสามเงื่อนไข และอาจจะถูกดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
เมื่อปีที่แล้ว จีน ถูกขึ้นบัญชีบิดเบือนค่าเงิน ด้วยความหมั่นไส้ เพราะจีนโดนแค่เงื่อนไขเดียว นั่นคือเกินดุลการค้ากับสหรัฐ แต่เพราะทะเลาะกันอยู่เลยโดนเล่นงาน แต่รายงานฉบับถัดมาก็เอาชื่อจีนออก
แต่รอบนี้ประเทศที่โดน คือ เวียดนาม และสวิตเซอร์แลนด์
และมีอีกสิบประเทศที่โดนขึ้นบัญชีที่ต้องติดตาม (monitoring list) เพราะครบเงื่อนไขสองข้อในสามข้อ คือ จีน (จริงๆจีนก็โดนข้อเดียว) ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เยอรมัน อิตาลี สิงคโปร์ มาเลเซีย ไต้หวัน อินเดีย และ ไทย!
ถามว่าโดนเรียกว่าประเทศบิดเบือนค่าเงิน แล้วมีผลอะไรหรือไม่ ต้องบอกว่าระยะสั้นอาจจะไม่โดนอะไรมากนัก เพราะมีเวลาประมาณหนึ่งปีให้แก้ไข แต่ถ้าครบปีแล้วยังโดนอยู่อีก อาจจะมีผลสี่เรื่อง
หนึ่ง ห้าม Overseas Private Investment Corporation อนุมัติเงินลงทุนใหม่ในประเทศนั้น
สอง ห้ามรัฐบาลสหรัฐทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างกับประเทศนั้น
สาม เรียกร้องให้ IMF ทำการติดตามเรื่องนโยบายค่าเงินให้เข้มงวดขึ้น
และ สี่ ให้ USTR พิจารณาประเด็นนี้ก่อนทำสัญญาการค้ากับประเทศนั้น
ผลทางตรงและผลระยะสั้น จึงอาจจะไม่แรงเท่าไร แต่อาจจะเป็นแรงกดดันอยู่เรื่อยๆ และที่น่าห่วงคือบริษัทในสหรัฐอาจจะใช้ประเด็นว่าการบิดเบือนค่าเงินเป็นการได้มาซึ่งความได้เปรียบทางการค้า และออกมาตรการตอบโต้ แบบที่เวียดนามโดนกับธุรกิจยางรถยนต์ www.skadden.com
ประเด็นที่สองที่น่าสนใจคือ ไทยรอดจากรายงานนี้ เพราะเราโดนสองข้อแรกแน่ๆ และเห็น reserves เพิ่มขึ้นอย่างมากในรอบปีที่ผ่านมา (รายงานใช้ข้อมูลจนถึงเดือนมิถุนายน) นึกว่าจะโดนครบสามข้อ
แต่ในรายงานเขียนไว้ชัดเจนว่า
“The Thai authorities have conveyed credibly to Treasury that net purchases of foreign exchange over the 12 months through June 2020 were 1.8% of GDP. This figure is equivalent to almost $10 billion.”
แต่ถ้าไปดูข้อมูล แค่ไตรมาสสองไตรมาสเดียว เราก็มีดุลชำระเงินเกินดุล (ที่น่าจะบอกว่า reserves เราเพิ่มขึ้น) มากกว่าหนึ่งหมื่นล้านเหรียญแล้ว และถ้าดูเงินสำรองสุทธิของเราในรอบสิบสองเดือนเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 หมื่นล้านเหรียญ นั่น 6% ของ GDP เลย (แม้อาจจะมีบางส่วนมาจากค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนลง แต่ก็ยังเยอะอยู่ดี)!
ไม่แน่ใจกล่อมยังไง แต่สุดยอดมากครับ

