Q & A

ประกาศภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก 2562

Q จากสาระสำคัญของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับที่ 347 (ลงวันที่ 3 พ.ค. 62) เงื่อนไขการได้รับสิทธิ์ยกเว้นภาษีเงินได้จากดอกเบี้ยออมทรัพย์ 20,000 บาท คือ?

A 

 

เงื่อนไขที่ผู้มีเงินได้จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ดอกเบี้ยเงินฝาก มีดังนี้

1.ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ทุกบัญชี ทุกธนาคาร* รวมกันไม่เกิน 20,000 บาท ตลอดปีภาษี (*ไม่รวมธนาคารออมสิน และธนาคารเกษตรและสหกรณ์)
2.ชื่อบัญชีเงินฝากและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ที่ใช้ในการเปิดบัญชีเงินฝาก ต้องเป็นของผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
3.ธนาคารผู้จ่ายดอกเบี้ยได้นำส่งข้อมูลดอกเบี้ยออมทรัพย์ทุกบัญชี

 

อย่างไรก็ดี หากผู้มีเงินได้ไม่ประสงค์รับสิทธิยกเว้นภาษีดังกล่าว และไม่ต้องการให้ธนาคารนำส่งข้อมูลดอกเบี้ยให้กรมสรรพากร ผู้มีเงินได้ต้องแจ้งธนาคารทราบเป็นหนังสือตามแบบฟอร์มที่ธนาคารกำหนด และธนาคารต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ของดอกเบี้ย

 

Q ต้องมีเงินฝากเท่าไร? จึงได้ดอกเบี้ย 20,000 บาท
A ตามตัวอย่างการคำนวณ ไม่ได้คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของแต่ละธนาคาร จำนวนเงินเป็นปริมาณเงินฝากสูงสุดในแต่ละวันในปีภาษีนั้น

 

   ไม่ประสงค์ให้ธนาคารส่งข้อมูลดอกเบี้ยให้สรรพากร   

  

Q ไม่ประสงค์ให้ธนาคารนำส่งข้อมูลดอกเบี้ยแก่สรรพากร ต้องแจ้งภายในเมื่อไร?
A ส่งแบบฟอร์มได้ตั้งแต่ 7-14 พ.ค. 62 ซึ่งจะมีผลให้ธนาคารไม่นำส่งข้อมูลฯ ของท่าน ณ 15 พ.ค. 62 (วันที่กรมสรรพากรกำหนดให้นำข้อมูลส่งเป็นงวดแรก) ให้กับกรมสรรพากร

 

Q หากแจ้งไม่ประสงค์หลัง14 พ.ค. 62 สามารถทำภายหลังวันที่ 15 พ.ค. 62 ได้หรือไม่?
A ได้ แต่จะมีผลสำหรับงวดการส่งข้อมูลงวดถัดไป (งวด 30 มิ.ย. 62)

 

Q สามารถแจ้งไม่ประสงค์ให้ธนาคารนำส่งข้อมูลดอกเบี้ยให้สรรพากร ผ่านช่องทางใดได้บ้าง และหากมีบัญชีออมทรัพย์ของธนาคารเดียวกัน แต่หลายสาขา ต้องไปแจ้งทุกสาขาหรือไม่?
A สามารถแจ้งที่สาขาใดสาขาหนึ่งของธนาคาร โดยไม่จำเป็นต้องเป็นสาขาที่เปิดบัญชี

 

Q หากมีบัญชีออมทรัพย์ของหลายธนาคาร ต้องแจ้งอย่างไร?
A ต้องแจ้งความประสงค์ใน “หนังสือแจ้งความประสงค์ไม่นาส่งข้อมูลเกี่ยวกับดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ให้กับกรมสรรพากร” กับทุกธนาคารที่เปิดบัญชี โดยแจ้งที่สาขาใดของธนาคารนั้นๆ

 

Q หากมีบัญชีออมทรัพย์กับหลายธนาคาร แต่แจ้งไม่ครบทุกธนาคารจะมีผลอย่างไร?
A สำหรับธนาคารที่ท่านแจ้งความประสงค์ฯ ธนาคารนั้นจะไม่นำส่งข้อมูลดอกเบี้ยให้สรรพากร และธนาคารจะหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% ของดอกเบี้ยที่จ่ายให้แก่บัญชีออมทรัพย์ที่เปิดไว้กับธนาคารนั้น

 

 

สำหรับธนาคารที่ท่านไม่ได้แจ้งความประสงค์ฯ ธนาคารจะนำส่งข้อมูลดอกเบี้ยให้สรรพากร แยกออกเป็น 3 กรณี

1.บัญชีออมทรัพย์ ที่ได้รับดอกเบี้ย ไม่เกิน 20,000 บาท ธนาคารจะไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย

2.บัญชีออมทรัพย์ ที่ได้รับดอกเบี้ย เกิน 20,000 บาท ธนาคารจะหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 15%

3.บัญชีออมทรัพย์ ที่ธนาคารได้รับแจ้งจากสรรพากรให้หักภาษี  (เนื่องจากดอกเบี้ยทุกบัญชี ทุกธนาคารรวมกันเกิน 20,000 บาท) ธนาคารจะหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ไม่ว่าบัญชีนั้นธนาคารจะจ่ายดอกเบี้ย เป็นจำนวนเงินเท่าใด

 

 

ทั้งนี้ การแจ้งความประสงค์ไม่ให้ธนาคารส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร แม้จะแจ้งไม่ครบทุกธนาคาร ก็ถือว่าท่านไม่ประสงค์จะรับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับดอกเบี้ยออมทรัพย์จากทุกธนาคาร กรณีท่านถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% จากดอกเบี้ยไม่ครบทุกธนาคาร ท่านจะเสียสิทธิเลือกเสียภาษีเงินได้ในอัตรา 15% และต้องนำดอกเบี้ยไปรวมคำนวณภาษีเงินได้ตอนปลายปี

 

Q กรณีบัญชีร่วม ที่ประสงค์ไม่ให้ธนาคารนำส่งข้อมูลดอกเบี้ยให้สรรพากร ต้องทำอย่างไร?
A เจ้าของบัญชีร่วมทุกราย ต้องกรอกแบบแจ้งไม่ประสงค์ให้นำส่งข้อมูลฯ พร้อมกัน ณ สาขาเดียวกัน (กรณีที่ไม่สามารถมาแจ้งด้วยตนเอง สามารถมอบอำนาจได้)

 

   การหักภาษี   

 

Q หากพบว่า ผู้ฝากมีดอกเบี้ยจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์รวมทุกธนาคารเกิน 20,000 บาท กรมสรรพากรจะกำหนดให้ธนาคารใดเป็นผู้หักภาษี ณ ที่จ่าย?
A ทุกธนาคาร

 

 

Q การหักภาษีดอกเบี้ยจะคิดจากดอกเบี้ยที่รวมกันแล้วเกิน 20,000 บาท เป็นรายปีใช่หรือไม่?
A ใช่....นับเป็นปีภาษี

 

Q กรณีเปิดบัญชีออมทรัพย์ใหม่ กับธนาคารเดิมที่เคยปิดบัญชี ข้อมูลดอกเบี้ยที่นำส่งกรมสรรพากร จะถูกนำส่งอย่างไร?
A ธนาคารจะนำส่งข้อมูลดอกเบี้ยของทั้งบัญชีที่ปิดไปแล้วรวมกับบัญชีที่เปิดใหม่ทั้งหมดของปีภาษีนั้น

 

ที่มา: สมาคมธนาคารไทย

สรุปทิศทางราคาน้ำมัน

ราคาน้ำมันถูกเทขายลงมาที่ ราวๆ 42-43 ดอลลาร์ กลางเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งประเด็นหลักๆ มาจากตลาดเริ่มไม่เชื่อมั่นว่า ข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตระหว่าง OPEC และ non-OPEC จะทำได้จริงและตรึงกำลังการผลิตได้จริง ถึงแม้จะมีการขยายระยะเวลาตรึงกำลังการผลิตออกไปถึงปีหน้าก็ตาม