Investment KnowlEDGE

ปรับพอร์ตสู้ตลาดขาลงด้วย Defensive Stock

  • 15 ส.ค. 65
  • 2,686

หุ้นหรือตราสารทุนเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ถูกจัดว่าเป็นสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งการเคลื่อนไหวของดัชนีราคาหุ้นก็มักจะแปรผันตามสภาวะเศรษฐกิจ อย่างในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นว่าเมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวลง ดัชนีของตลาดหุ้นก็มีความซบเซาลงตามไปด้วย

แต่คุณรู้หรือไม่ว่าหุ้นในตลาดยังสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยตามลักษณะของหุ้น โดยจะมีหุ้นบางกลุ่มที่ราคามักแปรผันตามภาวะตลาดโดยรวม เช่น หุ้นเติบโตเร็ว (Growth Stock) หุ้นวัฏจักร (Cyclical Stock) หรือหุ้นเก็งกำไร (Speculative Stock) เป็นต้น ขณะที่มีหุ้นอีกกลุ่มเป็นหุ้นที่มีความมั่นคงสูง และทนต่อความผันผวนของตลาดได้มากกว่าหุ้นตัวอื่นๆ เราเรียกหุ้นกลุ่มนี้ว่าหุ้นตั้งรับ (Defensive Stock) ถือเป็น หุ้นปลอดภัยหรือหุ้นหลุมหลบภัย ที่จะช่วยลดความผันผวนให้พอร์ตการลงทุนของเราในภาวะที่ตลาดปรับตัวลดลง

 

Defensive Stock คืออะไร

Defensive Stock คือกลุ่มหุ้นของกิจการที่มีพื้นฐานดี ผลประกอบการค่อนข้างเสถียร มีความเสี่ยงต่ำ และมีการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ราคาหุ้นไม่แปรผันตามวัฏจักรเศรษฐกิจ แต่ในช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวหุ้นกลุ่มนี้ก็มักจะทำได้ไม่ดีเท่าตลาดเช่นเดียวกัน ตัวอย่างเช่น หุ้นกลุ่มกิจการทางการแพทย์ (Health Care) และหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภค (Utilities) เป็นต้น เนื่องจากความต้องการในสินค้าและบริการกลุ่มนี้ ไม่ได้แปรผันไปตามภาวะเศรษฐกิจ หรือมีเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงไม่มากนัก

วิธีการเลือกหุ้น Defensive Stock

 

1. ขนาดของบริษัท ควรหลีกเลี่ยงหุ้นที่มีขนาดเล็กจนเกินไป ซึ่งพิจารณาได้จากมูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization) โดยอาจเลือกเฉพาะหุ้นที่อยู่ในดัชนี SET50 หรือ SET100 เป็นต้น

 

2. ความผันผวนต่ำ เนื่องจาก Defensive Stock ควรเป็นหุ้นที่มีความผันผวนน้อยกว่าตลาดหุ้นโดยรวม จึงควรเลือกหุ้นที่มีความผันผวนของราคาเมื่อเทียบกับความผันผวนของดัชนีราคาหุ้นของตลาดหลักทรัพย์ฯ ต่ำ หรือก็คือหุ้นที่มีค่า Beta ต่ำนั่นเอง

 

3. ภาระหนี้ต่ำ ภาระหนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่บ่งบอกว่าบริษัทนั้นๆ มีความเสี่ยงด้านการเงินมากหรือน้อย ดังนั้นการเลือก Defensive Stock จึงควรเลือกบริษัทที่มีภาระหนี้ต่ำ โดยมีอัตราส่วน Debt to Equity (D/E) ต่ำกว่า 1

 

4. กำไรสม่ำเสมอ การที่บริษัทสามารถทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอในทุกช่วงของวัฏจักรเศรษฐกิจ เป็นการบ่งบอกว่าบริษัทมีการบริหารงานที่ดี และสามารถทำกำไรได้ในทุกสภาวะเศรษฐกิจ จึงควรเลือกหุ้นของบริษัทที่มีกำไรตลอด ในระยะเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 10 ปี

 

5. จ่ายปันผลสม่ำเสมอ สำหรับบริษัทที่มีขนาดใหญ่และมั่นคง เมื่อบริษัทมีกำไร ก็มักมีการจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการที่บริษัทจ่ายปันผล และยังสามารถบริหารกิจการให้มีกำไรได้ในปีต่อๆ ไปย่อมเป็นการสะท้อนความสามารถในการบริหารจัดการเงินลงทุน และเงินปันผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเกณฑ์ในการพิจารณาคือ บริษัทควรจ่ายปันผลติดต่อกันไม่น้อยกว่า 10 ปี

 

6. ราคาไม่แพงจนเกินไป เพื่อช่วยลดผลกระทบในช่วงตลาดขาลง ควรมีหุ้น Defensive Stock ติดพอร์ตไว้ และควรถือยาว ซึ่งควรเลือกหุ้นที่มีส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัยที่สูง (Margin of Safety) โดยพิจารณาจากราคาหุ้นที่ยังไม่แพงจนเกินไป ดูได้จากราคาเทียบกับกำไรต่อหุ้น (P/E Ratio) ต้องไม่เกิน 15 เท่า หรือราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV Ratio) ต้องไม่เกิน 1.5 เท่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

กลยุทธ์การลงทุนใน Defensive Stock

นักลงทุนควรลงทุนใน Defensive Stock ช่วงที่ตลาดกำลังเข้าสู่ขาลง เนื่องจากราคาของหุ้นกลุ่มนี้จะลดลงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับตลาด และเมื่อตลาดมีสัญญาณว่ากำลังจะเข้าสู่ช่วงขาขึ้น ก็ควรลดน้ำหนักการลงทุนใน Defensive Stock ลง และนำเงินไปลงทุนในหุ้นเติบโต ที่มีความผันผวนของราคามากกว่า เนื่องจากในช่วงตลาดขาลงที่ผ่านมาราคาหุ้นเติบโตจะถูกลง ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนมีโอกาสทำกำไรได้ดีในช่วงตลาดขาขึ้นนั่นเอง

 

สุดท้าย ผู้ลงทุนต้องไม่ลืมว่าทุกการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง แม้จะเป็นการลงทุนใน Defensive Stock ที่มีความมั่นคงสูง และความผันผวนต่ำ แต่ในการเลือกหุ้นยังคงต้องศึกษาข้อมูล ทั้งการวิเคราะห์งบการเงินและข้อมูลอื่นๆ ที่สำคัญของบริษัทก่อนตัดสินใจลงทุน เพื่อให้มั่นใจว่าได้เลือกหุ้นที่เหมาะสมที่จะเป็นหุ้นปลอดภัยสำหรับพอร์ตการลงทุนของเรา

 

ที่มา : https://www.setinvestnow.com/th/